ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 922 ความเคลื่อนไหวผิดปกติของแก่นเลือด
กลางตำหนัก โม่เหิงมองแก่นเลือดแห่งชีวิตหยดที่วางอยู่ในภาชนะที่ พิเศษ
เขาหรี่ตาลงน้อยๆ ปลายนิ้วมีประกายแสงสาดส่องทะลุภาชนะชิ้นนั้น ไป
แก่นเลือดแห่งชีวิตที่เนี่ยเทียนดึงออกมาจากหัวใจซึ่งอยู่ในภาชนะพลัน ปลดปล่อยประกายแสงแปลกประหลาด
แก่นเลือดเป็นดั่งผลึกใสสีแดงฉาน ด้านในมีแสงสีเขียวประหลาดเปล่ง ประกายซึ่งแผ่ปราณเลือดเนื้อที่เข้มข้นออกมา
โม่เหิงร้อง “เอ๊ะ” เบาๆ หนึ่งที
“อู้ๆๆ!”
ทันใดนั้นกลางชายแขนเสื้อของเขาก็มีภาชนะบรรจุโปร่งใสอีกหลาย ชิ้นลอยออกมา
ภาชนะหลายร้อยใบล้วนลอยอยู่กลางอากาศ ในภาชนะทุกใบมีแก่น เลือดอยู่หนึ่งหยด
แก่นเลือดหลายหยดที่อยู่ในภาชนะต่างกันมีห้าแสงหกสี มีทั้งที่เป็นสี เขียวราวมรกต มีทั้งที่เป็นสีแดงราวหินโมรา มีทั้งที่เป็นสีเงินยวงเจิดจ้า มี ทั้งที่หลากสีสันราวสายรุ้ง
แก่นเลือดหลากหลายชนิดพวกนี้เหมือนจะมาจากชนต่างเผ่าที่ต่างกัน
เมื่อแก่นเลือดของเนี่ยเทียนอยู่ท่ามกลางภาชนะหลายร้อยใบจึงดูไม่ สะดุดตาเท่าไหร่นัก
ทว่าเมื่อภาชนะหลายร้อยใบที่บินออกมาจากชายแขนเสื้อของโม่เหิง ถูกโม่เหิงร่ายเวทลับคลายผนึกบางอย่างที่อยู่บนภาชนะเหล่านั้นออก แก่น เลือดทุกหยดในภาชนะก็พลันเปลี่ยนมาเป็นเริงร่าผิดปกติ
“เคร้งๆๆ!”
แก่นเลือดแต่ละหยดอยู่ในภาชนะที่ต่างกัน พวกมันคล้ายผลึกที่มีจิต วิญญาณเป็นของตัวเอง คอยโจมตีไปยังผนังของภาชนะที่โปร่งใส ทำให้มี เสียงดังกังวานลอยมา
ภาชนะมากมายถูกแก่นเลือดด้านในนำพาให้เป็นฝ่ายบินเข้าไปหา ภาชนะที่บรรจุแก่นเลือดของเนี่ยเทียน
“เคร้งๆๆ!”
เสียงภาชนะกับภาชนะชนกันมีให้ได้ยินไม่ขาดสาย
บัดนี้แก่นเลือดทั้งหมดคล้ายจะมีความปรารถนาต่อภาชนะชิ้นที่วาง แก่นเลือดของเนี่ยเทียนมากที่สุด
แต่เนื่องจากแก่นเลือดทุกหยดยังคงอยู่ในภาชนะที่ต่างกัน ต่อให้โม่เหิง จะคลายผนึกออกแล้ว ทว่าหยดเลือดพวกนั้นก็ได้แต่จับกลิ่นของปราณ จากแก่นเลือดหยดอื่น แต่กลับไม่ทำลายภาชนะให้แตกและออกมาด้าน นอกได้
เสียงภาชนะชนกันดังเคร้งคร้างดังไม่หยุด พริบตาเดียวภาชนะหลาย ร้อยใบก็กลบทับภาชนะที่เก็บแก่นเลือดของเนี่ยเทียนเอาไว้จนมิด
ตอนนี้หยดเลือดมากมายที่มาจากชนต่างเผ่าล้วนบ้าคลั่งกันไปหมด!
แก่นเลือดทั้งหมดไม่มีหยดใดที่ไม่แสดงความปรารถนาและกระหาย ใคร่ ราวกับว่าพวกมันต้องการดึงเอาแก่นเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียนเข้า มาผสานรวมกับร่างของตัวเอง
ในตำหนัก ผู้อาวุโสทั้งห้าท่านอย่างโม่เหิง เว่ยไหล เหยียนจั้น ซินฉิง จู่ กวางเหย้าต่างก็พากันหน้าเปลี่ยนสี
ความผิดปกติของแก่นเลือดมากมายช่างน่าประหลาดยิ่งนัก ทำให้พวก เขาตะลึงอย่างหนัก จู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร คล้ายไม่รู้ว่าเหตุใดแก่น เลือดพวกนั้นถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
แก่นเลือดเหล่านั้นรวบรวมสายเลือดของชนเผ่ามากมายในทาง ช้างเผือก ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจ อสูรกาย เผ่าทมิฬ เผ่าไม้ รวมไปถึงเผ่า สัตว์โบราณ และยังมีเทพยักษ์ค้ำฟ้า
วิธีที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของพวกเขาใช้ตรวจสอบสายเลือด ของพวกเลือดผสมก็คือจะเอาแก่นเลือดหยดหนึ่งหยดของพวกเลือดผสม ออกมา แล้วนำมาเปรียบเทียบกับแก่นเลือดของชนต่างเผ่าต่างๆ
เมื่อภาชนะถูกคลายผนึก แก่นเลือดที่เหมือนกันจะมีปฏิกิริยา ตอบสนองต่อกันทันที
หากแก่นเลือดหยดนั้นของเนี่ยเทียนมาจากภูตผีปีศาจ ภาชนะที่บรรจุ แก่นเลือดของภูตผีปีศาจซึ่งอยู่ในบรรดาภาชนะหลายร้อยใบจะเกิดการ ตอบสนอง และแก่นเลือดจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้น
แค่ทำการเปรียบเทียบ โม่เหิงก็จะรู้ถึงที่มาของแก่นเลือดหยดนั้นและ ตัดสินที่มาของสายเลือดเนี่ยเทียนว่าเป็นของภูตผีปีศาจ
ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเบื้องหน้านี้ทำเอาโม่เหิงอึ้งงันไปอย่าง สิ้นเชิง
คิดไม่ถึงเลยว่าพอภาชนะหลายร้อยใบที่รวบรวมแก่นเลือดของ เผ่าพันธ์มากมายในทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาลบินออกมาจากชาย แขนเสื้อเขาและถูกคลายผนึกออก พวกมันจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง เหมือนกันหมดเช่นนี้!
ปฏิกิริยาตอบสนองนี้แตกต่างไปจากการทดสอบพวกเลือดผสมคน ก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง!
การทดสอบพวกเลือดผสมก่อนหน้านี้ หากต้นกำเนิดของแก่นเลือด สองหยดเป็นหนึ่งเดียวกัน แก่นเลือดสองหยดนั้นก็จะส่องแสงแบบเดียวกัน แค่มองก็ตัดสินได้
ทว่าต่อให้เป็นแก่นเลือดที่มีต้นกำเนิดแบบเดียวกันก็ไม่มีทางที่จะเป็น ฝ่ายขยับเข้าหากันด้วยท่าทางตื่นเต้นเช่นนี้
คราวนี้แก่นเลือดในภาชนะหลายร้อยใบพุ่งชนภาชนะที่ตัวเองอยู่จน เกิดเสียงดังไม่หยุด ทำท่าราวกับต้องการจะสลัดให้หลุดจากภาชนะใบนั้นๆ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้คนมองไม่กล้าเชื่อสายตาของตัวเอง
พอออกจากภาชนะที่ตัวเองอยู่ไม่ได้ แก่นเลือดก็พาภาชนะของตัวเอง พุ่งเข้าชนภาชนะที่เก็บแก่นเลือดของเนี่ยเทียนอย่างรุนแรง
เพราะการดำรงอยู่ของแก่นเลือดเนี่ยเทียน แก่นเลือดทั้งหมดที่อยู่ใน ภาชนะต่างก็มีอาการแปลกประหลาดคล้ายเสียการควบคุม และทำท่า อยากจะกลืนกินแก่นเลือดหยดนั้นโดยสัญชาตญาณ
“ผู้อาวุโสใหญ่ นี่ นี่…นี่มันเรื่องอะไรกัน?” เหยียนจั้นพูดตะกุกตะกัก
เว่ยไหลสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างต่อเนื่องเพื่อข่มอารมณ์ของตัวเองให้ สงบลง “ไม่เคยมีการทดสอบที่มาของแก่นเลือดพวกเลือดผสมครั้งไหนที่ เกิดเหตุการณ์น่าตะลึงเท่าครั้งนี้มาก่อน!”
“แก่นเลือดหยดเดียวของเขาทำให้แก่นเลือดทั้งหมดของชนต่างเผ่า เกิดปฏิกิริยาตอบสนองเหมือนกันทั้งหมด อีกทั้งแก่นเลือดพวกนั้นยังทำท่า เหมือนคลุ้มคลั่ง นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?” ซินฉิงพึมพำเบาๆ ในดวงตาเต็ม ไปด้วยความเหลือเชื่อ
โม่เหิงเหม่อมองภาชนะหลายร้อยใบที่ยังพุ่งชนภาชนะที่บรรจุแก่น เลือดของเนี่ยเทียนนิ่งนานโดยไม่เอ่ยคำใด
“ผู้อาวุโสใหญ่?”
เว่ยไหลเอ่ยเรียกเบาๆ
โม่เหิงไม่ได้ยินแม้แต่น้อย คล้ายคนตกอยู่ในภวังค์ของการทวนความ ทรงจำในอดีตที่ห่างไกล ท่าทางเขาเหมือนคนที่สติหลุดออกจากร่างไปแล้ว
“เคร้งคร้าง! เคร้งคร้าง! ” เสียงภาชนะกระทบกันยังคงดังให้ได้ยินไม่ หยุด ภาชนะที่บรรจุแก่นเลือดของเนี่ยเทียนถูกกลบทับอยู่ด้านในและคอย แบกรับการโจมตีจากภาชนะใบอื่น
แต่ไม่ว่าภาชนะพวกนั้นจะกระแทกชนกันอย่างไรก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะ ปริแตก แข็งแกร่งทนทานอย่างยิ่ง
พวกเว่ยไหลเอ่ยเรียกอยู่นาน แต่โม่เหิงก็ยังไม่ตอบอะไรกลับมา
เนิ่นนานหลังจากนั้นโม่เหิงถึงคืนสติด้วยตัวเอง เขาสะบัดปลายแขน เสื้อเป็นวงกว้าง ภาชนะหลายร้อยใบเหมือนถูกแม่เหล็กดูดเข้ามาจึงหาย เข้าไปในชายแขนเสื้อของเขาจนหมด
มีเพียงภาชนะใบที่บรรจุแก่นเลือดของเนี่ยเทียนเท่านั้นที่ยังคงลอย นิ่งๆ อยู่เช่นเดิม
โม่เหิงจ้องแก่นเลือดหยดนั้นด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะเอามันมา ประคองอยู่กลางฝ่ามือราวกับเป็นของล้ำค่าและสำคัญยิ่ง กลัวว่าจะทำมัน เสียหาย
เขามองแก่นเลือดที่อยู่ในภาชนะใบนั้นด้วยสีหน้าหลงใหล ปากก็พึมพำ ด้วยถ้อยคำที่ไม่รู้ความหมายคล้ายคนกำลังละเมอ
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง เขาถึงเก็บภาชนะใบนั้นลงไป
เว่ยไหลสี่คนมองเขาเงียบๆ ทว่าใบหน้าแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความ ฉงนสนเท่ห์
“ยกหอหงเทียนให้เป็นของบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด” จู่ๆ โม่เหิงก็พูด ขึ้นกะทันหัน
“หอหงเทียน! ” เว่ยไหลตื่นตะลึง “หอเรือนแห่งนั้นมีคนมากมายที่ ต้องการครอบครองจึงคิดจะใช้ค่าความดีมาแลกเปลี่ยน ทว่ามีกฎมาตั้งแต่ แรกแล้วไม่ใช่หรือว่าหอนั้นห้ามนำมาใช้เป็นของแลกเปลี่ยน? ขนาดบุตร
แห่วงดวดงาวคนอื่นๆ ที่คิดจะใช้ค่าความดีมาแลกก็ยังถูกปฏิเสธ แล้วเนี่ย เทียน…”
“ผู้อาวุโสใหญ่ เนี่ยเทียนเพิ่งจะได้เป็นบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดก็ได้ ครอบครองหอหงเทียน แบบนี้จะไม่เหมาะสมหรือเปล่า?” เหยียนจั้นเองก็ ตะโกนขึ้นมา
ซินฉิง จู่กวางเหย้าก็พูดคล้อยตามว่าหอหงเทียนนั้นพิเศษเกินไป เจ้า ตำหนักเคยมีคำสั่งบอกว่าไม่ว่าจะปล่อยเว้นวางไว้นานแค่ไหนก็ไม่อนุญาต ให้ยกหอหงเทียนให้ใครคนใดก็ตาม รวมไปถึงผู้อาวุโสทุกคนในสภาผู้ อาวุโสอย่างพวกเขาและบุตรแห่งดวงดาวด้วย
กฎนี้เจ้าตำหนักของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเป็นคนตั้งขึ้นด้วย ตัวเอง
หมื่นปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครละเมิดกฎข้อนี้มาก่อน
“ข้าบอกแล้วว่ายกหอหงเทียนให้เนี่ยเทียน” โม่เหิงสีหน้าเฉยชา “หาก เจ้าตำหนักกลับมา ข้าจะเป็นคนอธิบายให้เขาฟังด้วยตัวเอง”
พวกเว่ยไหลหน้าเปลี่ยนสี ไม่พูดเกลี้ยกล่อมอีก ทว่าในใจกลับตื่นตะลึง อย่างถึงที่สุด
ในเมื่อโม่เหิงบอกแล้วว่าจะยกหอหงเทียนให้กับเนี่ยเทียน นั่นก็ หมายความว่าเขายอมรับตัวตนของเนี่ยเทียน ยอมรับว่าเนี่ยเทียนคือบุตร แห่งดวงดาวคนที่เจ็ด
“ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงสืบหาที่มาและชาติกำเนิดของเนี่ยเทียนอีก ต่อไปแล้ว ข้าบอกว่าไม่มีปัญหาก็คือไม่มีปัญหาอะไร” จากนั้นโม่เหิงก็สั่ง
ความต่อ “ป้ายดวงดาวแผ่นนี้เป็นตัวแทนตัวตนบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด ของเขา อีกเดี๋ยวเจ้าเอาออกไปมอบให้เขา”
เขาส่งป้ายตัวตนรูปห้าเหลี่ยมชิ้นหนึ่งให้กับเว่ยไหล
“ค่าคุณความดีเริ่มต้นในป้ายดวงดาวให้เป็นหนึ่งแสนคะแนน” โม่เหิง กล่าวอีกครั้ง
“ค่าความดีหนึ่งแสน!”
“เริ่มต้นหนึ่งแสน!”
พวกเหยียนจั้นร้องอุทานอย่างอดไม่ไหวอีกครั้ง
“ผู้อาวุใหญ่ บุตรแห่งดวงดาวคนอื่นๆ มีค่าความดีเริ่มต้นไม่เท่ากัน ผู้ที่ ได้มากที่สุดก็แค่ห้าหมื่นเท่านั้น” เว่ยไหลเองก็ตกอกตกใจเช่นกัน “เขาเพิ่ง มาถึงเป็นครั้งแรก ยังไม่เคยสร้างคุณความดีใดๆ ในสำนักก็ได้รับค่าความดี ถึงหนึ่งแสนคะแนน จะมากเกินไปหน่อยหรือเปล่า? หากบุตรแห่งดวงดาว คนอื่นๆ รู้เรื่องนี้เกรงว่าคงไม่พอใจกันแน่ๆ!”
โม่เหิงเอ่ยเสียงราบเรียบ “การประเมินบุตรแห่งดวงดาวคนใหม่ จะให้ คะแนนเท่าไหร่ ข้าเป็นคนตัดสินใจเอง”
พวกเว่ยไหลยิ้มขื่น ทว่าในใจกลับมีลูกคลื่นกระเพื่อมไหว
แก่นเลือดหยดนั้นของเนี่ยเทียนซุกซ่อนความลับอะไรอยู่กันแน่ถึงทำ ให้ผู้อาวุโสใหญ่ลำเอียงได้ถึงเพียงนี้?
“ในเมื่อดินแดนปราการดวงดาว ดินแดนพงฟ้ามีวาสนากับเขา อีกทั้ง ดินแดนดวงดาวทั้งสองแห่งก็อยู่ใกล้กับดินแดนดาวตก วันหน้าดินแดน ดวงดาวสองแห่งนี้ย่อมตกอยู่ในครอบครองของเขา เป็นดินแดนส่วนตัว
ของเขาเอง” โม่เหิงนิ่งคิดไปครู่ก็พูดต่อว่า “ทางฝ่ายของลัทธิจิตตวิสุทธิ์ พวกเจ้าติดต่อไปสักหน่อย บอกว่านี่เป็นความต้องการของข้า”
สีหน้าของพวกเว่ยไหลยิ่งเปลี่ยนมาเป็นเหยเก
“ผู้อาวุโสใหญ่ แก่นเลือดหยดนั้นของบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดมัน เป็นมาอย่างไรกันแน่ ถึงทำให้ท่านยื่นมือเข้าแทรกได้ขนาดนี้” เหยียนจั้น ถามขึ้นอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป
“ยังไม่ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะได้รับรู้” โม่เหิงโบกมือบอกเป็นนัยให้พวก เขาออกไป “ข้าอยากอยู่เงียบๆ คนเดียว”
ในใจพวกเว่ยไหลเต็มไปด้วยความกังขา แต่พออีกฝ่ายออกคำสั่ง พวก เขาก็ยอมจากไปแต่โดยดี
หลังจากคนทั้งสี่ออกไป โม่เหิงก็หยิบเอาภาชนะที่บรรจุแก่นเลือดของ เนี่ยเทียนออกมาอีกครั้งแล้วจ้องมองอย่างหลงใหล
มองไปมองมา น้ำตาของเขาก็ไหลพรากอย่างยั้งไม่อยู่อีกต่อไป
——