ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 919 คาถาวิเศษระดับดิน!
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หอเก็บคัมภีร์ ชั้นที่สิบเก้า
ในหอเรือนที่มีลักษณะเป็นรูปวงกลมจัดวางตำราเอาไว้มากมาย บ้างก็ มีฝุ่นเกาะหนาชั้น บ้างก็เหมือนถูกเปิดอ่านมาแล้วหลายต่อหลายครั้งจน หน้าหนังสือเกิดร่องรอยความเสียหาย
ลูกศิษย์จำนวนมากของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวต่างก็กำลังเลือก ตำราอยู่ในหอเรือนลักษณะเป็นทรงกลมแห่งนี้
หนังสือทุกเล่มที่อยู่ในชั้นนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับคาถาเปลวเพลิง
พวกลูกศิษย์ที่หาตำราที่ตัวเองต้องการไม่เจอก็จะล่องลอยไปรอบด้าน ราวดวงวิญญาณดวงหนึ่ง
หากเจอตำราที่คิดว่าเหมาะสมกับตนก็จะหาพื้นที่ว่างในตำหนักที่ กว้างขวางแล้วนั่งลงอ่าน จดจำเนื้อหาที่อยู่ในหนังสือไว้ยังส่วนลึกของ ความทรงจำ
มีเพียงเลื่อนสู่เขตลี้ลับ ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ทุกคนถึงจะมี ความสามารถในการบินไปกลางอากาศ
ผู้ฝึกลมปราณส่วนใหญ่ที่เข้ามาที่นี่ล้วนมีตบะเกินกว่าเขตลี้ลับทั้งสิ้น
คนเหล่านี้ล้วนเป็นพวกที่ฝึกวิชาธาตุเปลวเพลิง
เนี่ยเทียนเองก็เดินไปเดินมาอยู่ในหอเรือนทรงกลมแห่งนี้
ช่วงแรกเริ่ม มีผู้ฝึกลมปราณหลายคนของชั้นนี้จำเถาจิ่นได้ จึงไพล่นึก ขึ้นมาได้ว่าเนี่ยเทียนก็คือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด พวกเขาจึงหยุดการ กระทำในมือตัวเองลงแล้วแอบมองประเมินเนี่ยเทียน
ในหอเก็บคัมภีร์ห้ามใช้เสียงดัง พวกเขาสังเกตอยู่นานก็พอจะมองออก ว่าปราณของเนี่ยเทียนเหมือนจะมีพลังเปลวเพลิงอยู่ด้วยจึงค่อนข้างจะตก ตะลึงกันไม่น้อย
บุตรแห่งดวงดาวก็ฝึกธาตุแห่งเปลวเพลิงเพิ่มด้วยหรือนี่?
วิชาลับดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคือแกนกลางสำคัญ ของการสืบทอด เนี่ยเทียนที่มีฐานะเป็นบุตรแห่งดวงดาว ได้รับการสืบ ทอดจึงถือว่าฝึกเวทลับดวงดาวเป็นคาถาสูงสุด
บุตรแห่งดวงดาวหลายคนที่ต่อให้ถึงจุดสิ้นสุดของชีวิตก็ไม่สามารถไต่ ไปถึงจุดสูงสุดของคาถาดวงดาวได้
เผ่ามนุษย์มีอายุขัยที่จำกัด เจ้าตำหนักคนปัจจุบันก็ยังฝึกแค่คาถา ดวงดาว ไม่กล้าแบ่งสมาธิไปฝึกวิชาอื่นเพราะกังวลว่าจะเสียเวลามาก เกินไปจนขอบเขตไม่สามารถฝ่าทะลุได้ เป็นเหตุให้ต้องเดินไปสู่ปลายทาง ของชีวิต
บุตรแห่งดวงดาวคนอื่นๆ เองก็เป็นเหมือนเจ้าตำหนัก ที่ต่างก็ฝึกคาถา ดวงดาวเป็นคาถาวิเศษหนึ่งเดียว
ทว่าบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดซึ่งผ่านเส้นทางแห่งดวงดาว กลับมา เยือนสำนักเป็นครั้งแรก กลับเข้ามาที่ชั้นสิบเก้าของหอเก็บคัมภีร์ซึ่งจัดวาง
คาถาวิชาเปลวเพลิงเอาไว้ อีกทั้งยังฝึกวิชาเปลวเพลิงควบไปจริงๆ นี่จึงทำ ให้ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ตื่นตกใจกันไม่น้อย
“เส้นทางแห่งการฝึกตนนั้นยาวนาน ยิ่งฝึกหลายวิชา เวลาที่เสียไปก็ อาจจะต้องเพิ่มมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว ต่อให้เขามีพละกำลังที่จะทำ อย่างนั้น แต่เวลาของเขา…จะพอจริงๆ น่ะหรือ?”
“บุตรแห่งดวงดาวท่านนี้ค่อนข้างไม่รู้อะไรควรไม่ควร การสืบทอด ดวงดาวที่เป็นแกนกลางสำคัญวางไว้ตรงหน้า แต่ดันไม่เลือกมาฝึก กลับ แบ่งใจมาฝึกวิชาเปลวเพลิง ช่างเป็นคนประหลาดจริงๆ”
“แปลกคนจริงๆ นั่นแหละ”
พวกคนที่จับตามองเนี่ยเทียนพึมพำกันอยู่ในใจ ไม่มีใครกล้าเอะอะ เสียงดัง
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง เมื่อพวกเขาพบว่าเนี่ยเทียนไม่สนใจใคร เพียงตั้งใจ เลือกตำราของตัวเองต่อไป ความใคร่รู้ของพวกเขาจึงค่อยๆ เจือจางลง และเริ่มทำธุระของใครของมัน
หอเก็บคัมภีร์เงียบสงัดไร้สรรพสำเนียง
เถาจิ่นนั่งนิ่งๆ อยู่ด้านข้างคล้ายกำลังเข้าฌาน ไม่พูดไม่ถามอะไร
บางครั้งเนี่ยเทียนก็จะเลือกตำราเล่มหนึ่งมาจากกองตำรามากมายแล้ว เลือกที่ว่างแห่งหนึ่งนั่งลงไป ก่อนจะเปิดดูวิชาและคาถาลับเกี่ยวกับเปลว เพลิงที่บันทึกไว้ข้างในแล้วจดจำให้ขึ้นใจ จากนั้นจึงลุกขึ้นมาหาตำราเล่ม ใหม่
ลำพังเพียงแค่ชั้นที่สิบเก้าก็จัดวางตำราเกี่ยวกับเวทลับและคาถาเปลว เพลิงไว้มากมายจนเนี่ยเทียนลายตาไปหมด
เวทลับการฝึกคาถาเปลวเพลิงที่อูจี้เคยมอบให้เขาเมื่อหลายปีก่อน เขา เองก็ได้เห็นในหอเก็บคัมภีร์นี้เช่นกัน
ตำราที่บันทึกคาถาเปลวเพลิงนั้นมีบทนำโดยจำกัดความว่าเป็น ระดับกลางขั้นที่หก
ที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว วิชาและคาถาทั้งหมดล้วนมีการแบ่ง อย่างละเอียด
คาถาและเคล็ดวิชาก็แบ่งระดับต่างกันออกไป มีระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง ระดับดิน ระดับฟ้า
ซึ่งระดับต้น ระดับกลางและระดับสูงแบ่งเหมือนกับวัตถุดิบวิเศษนั้น คือมีทั้งหมดเจ็ดขั้น
คาถาและเคล็ดวิชาระดับต้น ระดับกลางและระดับสูงเหมาะสมกับห้า ขั้นแรกก่อนถึงเขตลี้ลับ
ส่วนระดับดินนั้นเหมาะสำหรับเขตลี้ลับ เขตสามัญ เขตวิญญาณ
ส่วนวิชาลับระดับฟ้าจะเกี่ยวพันไปถึงเขตดินแดน ซึ่งมีความซับซ้อน มากเป็นพิเศษ
ในหอเก็บคัมภีร์ชั้นนี้เนี่ยเทียนเจอแค่คาถาวิเศษระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูงและระดับดินเท่านั้น
แต่ระดับฟ้ากลับไม่มีอยู่แม้แต่เล่มเดียว
โดยทั่วไปแล้วผู้ฝึกลมปราณที่ขอบเขตต่ำ ทางที่ดีที่สุดควรเริ่มฝึกตน ตั้งแต่ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง ระดับดิน
จำต้องเลื่อนขั้นไปทีละก้าว เมื่อความรู้ที่มีต่อคาถาเปลวเพลิงลึกล้ำขึ้น เรื่อยๆ ถึงจะเริ่มมาฝึกคาถาระดับดิน
ทำเช่นนี้ก็เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับตัวเอง อีกอย่างหนึ่งก็คือวิชา ประเภทระดับดินนั้นมีเงื่อนไขที่แน่นอนต่อผู้ฝึก
หากไม่เลื่อนสู่เขตลี้ลับก็จะไม่สามารถฝึกวิชาระดับดินได้ แล้วก็ไม่ สามารถบรรลุความลี้ลับที่อยู่ด้านใน
เวทลับดวงดาวที่บันทึกในตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงที่เนี่ยเทียนได้ รับมาก็ค่อยๆ ขยับไปทีละก้าวเช่นนี้
ช่วงแรกเริ่ม เนี่ยเทียนฝึกได้แค่ดาวเปล่งประกาย ดาวเคลื่อนย้ายของ ตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่หนึ่งเท่านั้น เมื่อขอบเขตเลื่อนขั้นถึงจะ สามารถทำความเข้าใจกับจิตวิญญาณแห่งดวงดาวและโซ่แห่งดวงดาวได้
ส่วนสิ่งที่ตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สามบันทึกไว้ก็คือเวทลับของการ สร้างดินแดน ก่อนหน้าที่ขอบเขตของเขายังไม่สูงพอ แม้แต่สิทธิ์ที่จะทำ ความเข้าใจเขาก็ยังไม่มี
เนี่ยเทียนเข้าใจดีว่าตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงที่เขาได้รับมา การ สืบทอดที่บันทึกเอาไว้ย่อมต้องเหนือกว่าตำราที่ซ่อนอยู่ในหอเก็บคัมภีร์ แห่งนี้แน่นอน
การสืบทอดสะเก็ดดาวมีระบบการฝึกที่สมบูรณ์แบบอย่างถึงที่สุด นั่น คือวิชาแห่งการฝึกระดับฟ้า
เวทลับนี้จะพัฒนาไปตามลำดับ เริ่มฝึกจากขอบเขตที่ต่ำสุดและเลื่อน ขั้นไปทีละก้าว จนกระทั่งบรรลุความลี้ลับ เปลี่ยนจากหลอมรวมลมปราณ เป็นดินแดน
“วิชาเปลวเพลิงที่ข้าฝึกเป็นเพียงแค่วิชาระดับกลางเท่านั้น ข้าเลื่อนสู่ เขตลี้ลับแล้วจึงมีความสามารถในการฝึกวิชาเปลวเพลิงระดับสูง”
เขาตามหาโดยการพลิกเปิดคัมภีร์เล่มแล้วเล่มเล่าเพื่อทำความเข้าใจ กับเวทลับเปลวเพลิงหลากหลายชนิด
เขาพบว่าวิชาเปลวเพลิงมากมายที่ซ่อนอยู่ในหอเก็บคัมภีร์แห่งนี้มี วิธีการฝึกที่แตกต่างจากกันอย่างสิ้นเชิง
วิชาเปลวเพลิงบางประเภทจำเป็นต้องใช้แก่นเพลิงพิภพมาผสานรวม กับโอสถวิญญาณ เวทลับที่เป็นส่วนประกอบก็ต้องพึ่งพาแก่นเพลิงพิภพใน โอสถวิญญาณ การสร้างโอสถวิญญาณก็ทำเช่นเดียวกัน
และยังมีวิชาเปลวเพลิงบางประเภทที่จำเป็นต้องตามหาโครงกระดูก ของสัตว์เพลิงฟ้าเพื่อมาดึงพลังเปลวเพลิง หรือไม่ก็ดึงพลังเปลวเพลิง ออกมาจากในผลึกเพลิงฟ้าเพื่อผสานรวมกับโอสถวิญญาณของตัวเอง
และบางวิชาจำเป็นต้องดึงพลังงานความร้อนออกมาจากในบ่อลาวาที่ เดือดพล่าน
ส่วนวิชาเปลวเพลิงบางส่วนนั้นต้องพึ่งพาเปลวเพลิงที่พิเศษชนิดอื่นบน โลกมาหลอมรวมกับร่างกาย ผสานเข้าไปในจุดตันเถียนแล้วสร้างโอสถ วิญญาณขึ้นมา
วิชาเปลวเพลิงหลากหลายชนิด วิธีการฝึกตนก็แตกต่างกันออกไป ต่าง ก็มีความมหัศจรรย์เป็นของตัวเอง
เนี่ยเทียนหาตำรามาหลายเล่มแล้วลองอ่านดูคร่าวๆ หากอันไหนที่ไม่ เหมาะสมกับเขาก็แค่ดูผ่านๆ ตา ก่อนวางกลับไปที่เดิมแล้วเลือกเล่มอื่น ต่อไป
วิชาเปลวเพลิงที่จัดเรียงไว้ที่นี่น่าจะมีหลายหมื่นชนิด ซึ่งรวมระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูงและระดับดินเอาไว้
เนี่ยเทียนรู้สึกว่าขอแค่เป็นผู้ที่ฝึกวิชาเปลวเพลิงและมีธาตุไฟก็ล้วน สามารถหาวิชาที่เหมาะสมกับการฝึกตนของตัวเองได้
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวตั้งตระหง่านอยู่ในทางช้างเผือกมานาน หลายปี ยกทัพปราบปรามดินแดนดวงดาวใหญ่ๆ หลายแห่ง วิชาเปลว เพลิงที่รวบรวมมาได้ก็เรียกว่าครอบคลุม ทำเอาเนี่ยเทียนตื่นตะลึงไปกับ รากฐานที่ลึกล้ำของที่แห่งนี้
เขาอยู่ในชั้นที่จัดวางวิชาเปลวเพลิงหลากหลายอยู่หลายวัน เปิดหา คัมภีร์หลายร้อยเล่ม แต่ก็ยังไม่มีเล่มไหนที่ทำให้เขาพึงพอใจ
จนกระทั่งเขามาเจอตำราเก่าแก่เล่มหนึ่งในชั้นที่วางวิชาระดับต่ำเอาไว้ หลังจากอ่านละเอียด เขาถึงได้มีสีหน้าปิติยินดี
วิชาเปลวเพลิงที่ตำราเล่มนั้นบันทึกไว้มีชื่อว่าเพรียกมังกรไฟ วิชานี้ถูก จำกัดความว่าเป็นวิชาระดับดิน
จากที่อธิบายไว้ในตำรา การฝึกเพรียกมังกรไฟนี้สามารถชักนำพลัง เปลวเพลิงมาสร้างมังกรยักษ์เปลวเพลิงขึ้นได้
ผู้สร้างวิชาระดับดินชนิดนี้เคยผ่านการต่อสู้อันยาวนานกับเผ่ามังกร เพลิงที่เป็นสัตว์โบราณ อาณาจักรที่เขาเฝ้าพิทักษ์ติดกับอาณาจักรของเผ่า มังกรเพลิง เขาเคยล่ามังกรเพลิงจึงสร้างวิธีต่อสู้กับมังกรเพลิงขึ้นมา และ ใช้ความเข้าใจที่ตนมีต่อเปลวเพลิงมาสร้างวิชาเพรียกมังกรไฟ
“เพรียกมังกรไฟ!”
พอได้วิชานี้มา เนี่ยเทียนถึงได้ทำท่าเหมือนคนได้รับสมบัติล้ำค่า เขา รีบหามุมเงียบๆ นั่งลงแล้วอ่านตำราเล่มนี้อย่างละเอียด
ผู้ที่ฝึกได้ถึงระดับแน่นอน แค่มองผ่านตาก็ไม่มีทางลืมเลือน เนี่ยเทียน พลิกเปิดหน้าหนังสือแต่ละหน้าก็แค่อ่านผ่านโดยไม่ต้องวิเคราะห์ตาม วิธีการฝึกเพรียกมังกรไฟก็นาบประทับไปในจุดลึกของความทรงจำเขา
อักษรแต่ละตัวของเพรียกมังกรไฟผสานรวมเข้าไปในร่างแยกวิญญาณ เปลวเพลิง กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน
เมื่อร่างแยกวิญญาณเปลวเพลิงได้วิธีการฝึกเพรียกมังกรไฟเข้าไปก็จะ ทำความเข้าใจกับความลี้ลับของมันอย่างลืมกินลืมนอน รอจนเรียบ เรียงความคิดได้อย่างชัดเจน เขาค่อยลงมือฝึกวิชาเพรียกมังกรไฟด้วย ตัวเอง
ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่มาที่นี่ก็ล้วนฝึกตน ด้วยวิธีนี้
นั่นคือเลือกวิชาที่เหมาะสมกับการฝึกตนของตัวเองเสียก่อนแล้ว ท่องจำ ให้วิชานี้ประทับแน่นอยู่ในความทรงจำ
พอไปจากหอคัมภีร์ หากมีเวลาว่างก็สามารถทำความเข้าใจกับความลี้ ลับของมันได้
รอจนเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งจนมีความรู้ความเข้าใจเป็นของตัวเอง คิดว่า ทำได้แล้ว ถึงจะค่อยๆ ทดลองฝึกด้วยตัวเองไปช้าๆ
การดำรงอยู่ของร่างแยกวิญญาณเปลวเพลิงเนี่ยเทียน ทำให้เขา ได้เปรียบยามที่ทำความเข้าใจกับวิชานี้
ร่างแยกวิญญาณเปลวเพลิงของเขาอยู่แยกกับจิตวิญญาณของตัวเขา เอง มันไม่จำเป็นต้องสนใจความวุ่นวายภายนอก แค่ตั้งใจฝึกตนทั้งวันทั้ง คืนก็พอ
รอจนเมื่อเขาจดจำวิชาเพรียกมังกรไฟได้อย่างแม่นยำแล้ว ร่างแยก วิญญาณเปลวเพลิงก็ได้เริ่มลงมือทำความเข้าใจกับวิชานี้ด้วยตัวเอง
เนี่ยเทียนเอาตำราที่บันทึกวิชาเพรียกมังกรไฟวางไว้ที่เดิม แต่ไม่ได้รีบ ร้อนจากไป เขายังคงตามหาวิชาลับอย่างอื่นเพื่อผสานรวมไว้ในร่างแยก วิญญาณเปลวเพลิงต่อไป
——