ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 933 ชื่อเสียงเลื่องลือ!
เมื่อเซวี่ยเจวี๋ยจื่อหนีไป สมาชิกพรรคยอดโลหิตทั้งหมดที่พึ่งพาเขาก็ แตกฮือ หนีกระเจิงกันไปคนละทิศ
แก่นเลือดที่ฝากฝังไว้ใน “คำสาปเลือด” ถูกเนี่ยเทียนใช้การสูบดึงพลัง ชีวิตดึงเอามา จึงสูญเสียประสิทธิผลอย่างที่เคยมี
เลือดสดของโครงกระดูกปีศาจเลือดกลับมาไหลเป็นปกติอีกครั้ง
“ใกล้แล้ว อยู่ห่างจากการแปรสภาพครั้งต่อไปของสายเลือดแห่งชีวิต อีกไม่ไกลเท่าไหร่แล้ว”
เนี่ยเทียนหรี่ตา รับสัมผัสได้ถึงความปิติยินดีและลิงโลดของปราณ เลือดสีเขียวเส้นนั้น เขาก็พลอยดีใจไปด้วย รู้ว่าอยู่ไม่ห่างจากการที่ สายเลือดแห่งชีวิตจะสั่งสมจิงชี่เลือดเนื้อได้มากพอแล้ว
เขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่า ดินแดนเลือดอันมหัศจรรย์ของเซวี่ย เจวี๋ยจื่อจะสามารถใช้การสูบดึงพลังชีวิต ดึงเอาพลังงานออกมาได้
เลือดเป็นผืนๆ ที่อยู่ในดินแดนเลือดล้วนเป็นเลือดของชนต่างเผ่าและ สัตว์โบราณระดับเจ็ด ระดับแปด ซึ่งนั่นมีประโยชน์ต่อสายเลือดแห่งชีวิต ของเขาอย่างถึงที่สุด
“ป๋ายเฉียงเวย!”
และขณะที่นัยน์ตาเขาฉายความยินดี จิ่งเฟยหยางกลับแค่นเสียงเย็นใน ลำคอ หันหน้าไปมองด้านหลัง
เงาร่างสูงโปร่งสวมอาภรณ์ขาวราวหิมะคล้ายกุหลาบขาวดอกหนึ่งที่ สะอาดบริสุทธิ์พลันลอยจากจุดไกลมาถึงที่นี่ในชั่วพริบตา
“คารวะเจ้าสำนักจิ่ง” เมื่อป๋ายเฉียงเวยมาถึงก็ผงกศีรษะน้อยๆ เป็น การทักทาย จากนั้นนางก็หันมามองเนี่ยเทียน แล้วยกมือขึ้นกุมกันอย่าง จริงใจ “ข้ามา เพราะต้องการขออภัย”
“ขออภัย?” จิ่งเฟยหยางตะลึงงัน
เนี่ยเทียนเองก็มีสีหน้างุนงง
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ป๋ายเฉียงเวยเพิ่งจะเชิญให้ผู้เฒ่าประหลาดเงาดำมา จับตัวเขาเป็นๆ ทำไมจู่ๆ ถึงมาขออภัย?
ป๋ายเฉียงเวยมีท่าทางกระอักกระอ่วนไม่น้อย นางค้อมตัวลงน้อยๆ “ข้าเองก็ได้รับคำไหว้วานจากคนอื่นเช่นกัน คนผู้นั้นสัญญาว่าจะให้ ค่าตอบแทนอย่างงาม ขอแค่ข้าลงมือจับตัวเจ้าเป็นๆ ตัวตนของคนผู้นั้น… ข้าเองก็มองไม่ออก ไม่รู้ความเป็นมาของเขา”
เนี่ยเทียนทำเสียงหึขึ้นจมูก “ไม่รู้ที่มาจริงๆ น่ะรึ?”
“ไม่รู้จริงๆ” ป๋ายเฉียงเวยยิ้มเจื่อน “เรื่องนี้พวกเราผิดเต็มประตู หวัง ว่าเจ้าจะไม่ถือสา ยังดีที่ผู้เฒ่าประหลาดเงาดำลงมือไม่สำเร็จ เพื่อแสดง การขออภัย ข้ายินดีมอบข้อมูลหนึ่งให้”
“ข้อมูลอะไร?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว
“คนของดินแดนดาวตกพวกเจ้าที่ถูกจับตัวไว้อยู่ในอาณาจิงเซวี่ยของ ดินแดนหิมะ มีบรรพบุรุษหันจิงแดนเอตทัคคะช่วงต้นของสำนักน้ำแข็งฟ้า เป็นผู้จับตามองด้วยตัวเอง” น้ำเสียงของป๋ายเฉียงเวยเต็มไปด้วยความ
จริงใจ “ข้าเองก็มาจากสำนักน้ำแข็งฟ้าเช่นกัน ในดินแดนหิมะมีเส้นสาย ของข้าอยู่ แม้ว่าฝีมือของบรรพบุรุษหันจิงจะสู้บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงไม่ได้ แต่ ก็รับมือได้ยากเหมือนกัน ทางที่ดีที่สุดพวกเจ้าควรระมัดระวังตัวให้มาก”
“นอกจากนี้ เรื่องที่เซวี่ยเจวี๋ยจื่อถูกโจมตีให้พ่ายแพ้ เชื่อว่าอีกไม่นาน คงแพร่สะพัดออกไป ข้าเดาเอาว่า ก่อนหน้าที่พวกเจ้าจะไปถึงอาณาจักร จิงเซวี่ย สำนักน้ำแข็งฟ้าน่าจะได้รับข่าวก่อนแล้ว ไม่แน่ว่าบรรพบุรุษเซวี่ย เฟิงเองก็อาจไปเยือนอาณาจักรจิงเซวี่ย รอให้พวกเจ้าไปถึง”
จิ่งเฟยหยางแค่นเสียงหึ “พวกเราไปดินแดนหิมะเพราะต้องการเอาตัว คนคืน หาใช่ต้องการไปมีเรื่องกับใคร บรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงของสำนักน้ำแข็ง ฟ้ากล้าใส่ร้ายเจ้า แต่ก็อาจจะไม่กล้าพอที่จะลงมือกับเนี่ยเทียน”
“หากเขาใจกล้าขนาดนั้นจริงคงสังหารคนของดินแดนดาวตกไปนาน แล้ว ไม่มีทางเก็บตัวพวกเขาไว้เป็นๆ แบบนี้”
ป๋ายเฉียงเวยถอนหายใจเบาๆ “เป็นเช่นนี้จริง”
“ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้ามาเป็นฝ่ายขออภัยด้วยตัวเอง อีกทั้งยังบอกที่ที่ คนเหล่านั้นถูกจับตัวให้พวกเรารู้ การล่วงเกินของกุหลาบขาวก่อนหน้านี้ พวกเราจะไม่ซักไซ้เอาความอีก เจ้าดูแลตัวเองให้ดีเถิด” ทั้งๆ ที่จิ่งเฟยหยา งพูดกับป๋ายเฉียงเวย ทว่าประโยคสุดท้าย สายตาของเขากลับไปหยุดอยู่ บนร่างของเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
“ขอบคุณมาก” ป๋ายเฉียงเวยกล่าขอบคุณอีกครั้งแล้วพลิ้วกายจากไป
“ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นคนชะตารันทด เดิมทีนางมีความหวังที่จะได้เป็นเจ้า สำนักน้ำแข็งฟ้า น่าเสียดายที่เป็นเพราะอ่อนโยนและใจอ่อนเกินไป ทั้งยัง เชื่อคนง่าย ผลกลับกลายมาเป็นว่าถูกบรรพบุรุษเซวี่ยเฟิงแว้งกัด จนต้อง กลายมาเป็นนักล่าแห่งดวงดาว” จิ่งเฟยหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย
จากนั้นเขาก็พาเนี่ยเทียนย้อนกลับไปยังเรือรบทางช้างเผือก
พอเข้ามาข้างใน จิ่งเฟยหยาง ต้วนสือหู่และจิ่งโหรวก็เริ่มซักไซ้ว่าเนี่ย เทียนใช้วิธีการใดถึงทำให้ดินแดนเลือดของเซวี่ยเจวี๋ยจื่อเกือบจะพังทลาย ได้
เนี่ยเทียนแค่บอกว่าเป็นเพราะความพิเศษของสายเลือดเขาเท่านั้น
เรื่องมาถึงวันนี้ พวกผู้อาวุโสในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวล้วนรู้ ตัวตนเลือดผสมของเขาหมดแล้ว
เขาเองก็อยากรู้ว่าต้นกำเนิดสายเลือดของเขามาจากที่ไหนกันแน่ จึงไม่ กลัวว่าข่าวจะแพร่ออกไป ดังนั้นทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสายเลือด เขาจึงไม่ได้ ระมัดระวังมากอย่างเช่นในอดีตอีก
เขายังมีความรอคอยอย่างหนึ่ง รอคอยให้หลังจากบิดาที่เขาไม่เคยพบ หน้ารู้เรื่องของเขา แล้วจะพามารดาของเขามาหาเขาด้วยตัวเอง
การต่อสู้สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว เรือรบทางช้างเผือกยังคงมุ่งหน้าไปยัง ดินแดนหิมะ ป๋ายเฉียงเวยและพวกลูกน้องก็ไม่ติดตามมาอีก
หลังจากที่ทุกคนจากไปแล้ว ดาวตกเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ก็พลัน ปรากฏตัว
ในดาวตกเปลวเพลิงกลุ่มนั้นมีไฟศักดิ์สิทธิ์เต้นระริก จิตวิญญาณที่ไฟ ศักดิ์สิทธิ์มอบให้แก่ดาวตกว่ายวนอยู่ในพื้นที่ที่เนี่ยเทียนดึงดูดดินแดนเลือด ของเซวี่ยเจวี๋ยจื่อมา คล้ายต้องการตามหาอะไรบางอย่างจากเลือดลมที่ เนี่ยเทียนทิ้งเอาไว้
เนิ่นนานหลังจากนั้น ปราณที่เนี่ยเทียนปลดปล่อยออกมาก็จางหายไป จากทางช้างเผือกแห่งนั้น
และดาวตกเปลวเพลิงก็บินทะยานไปอีกครั้ง
……
“ว่าไงนะ? เซวี่ยเจวี๋ยจื่อพ่ายแพ้แล้ว?”
ดินแดนพงฟ้า ในตำหนักที่หล่อหลอมจากทองของสำนักทองไพศาล ฉวีหมิงเต๋อเจ้าสำนักเบิกตากว้าง มองฉวนจื่อเซวียนที่โผล่มาหาด้วยอาการ ตัวสั่นสะท้าน
ฉวนจื่อเซวียนเจ้าสำนักภูเขาพันกระบี่ยังมีท่าทางอ่อนระโหยโรยแรง เห็นได้ชัดว่าอาการบาดเจ็บยังไม่หายดี
สีหน้าของเขาขาวซีดน้อยๆ พยักหน้ารับเบาๆ “ข่าวนี้เป็นเรื่องจริงแท้ แน่นอน”
“เซวี่ยเจวี๋ยจื่อออกอาละวาดไปทั่วดินแดนใหญ่ๆ ในบริเวณใกล้เคียง ร่องรอยลึกลับ อีกทั้งดินแดนเลือดของเขายังลึกลับเกินจะหยั่ง มีหรือที่จะ แพ้ได้ง่ายๆ?” ฉวีหมิงเต๋อสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที “ต่อให้จิ่งเฟยหยางลง มือ อย่างมากที่สุดก็พอจะสูสีกับเซวี่ยเจวี๋ยจื่อเท่านั้น จิ่งเฟยหยางไม่น่าจะ มีความสามารถในการทำให้เซวี่ยเจวี๋ยจื่อบาดเจ็บสาหัสกระมัง?”
“ข้าได้ข่าวมาจากป๋ายเฉียงเวย คนที่ทำให้เซวี่ยเจวี๋ยจื่อพ่ายแพ้อย่าง แท้จริงคือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด” ฉวนจื่อเซวียนถอนหายใจกล่าว
“เนี่ยเทียน!” ฉวีหมิงเต๋อตะโกนขึ้น!
“เนี่ยเทียน!”
ในตำหนักสีทองอร่าม ผู้อาวุโสแดนว่างเปล่าหลายคนของสำนักทอง ไพศาล รวมไปถึงอู๋อวิ๋นต่างก็พากันร้องอุทานเสียงหลง
“จะเป็นไปได้อย่างไร? เจ้าสำนักฉวน ป๋ายเฉียงเวยผู้นั้นเข้าใจผิดหรือ เปล่า? บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดเพิ่งจะได้รับการยอมรับจากพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว ขอบเขตก็แค่เขตลี้ลับเองนะ?”
“ดินแดนเลือดผืนนั้นของเซวี่ยเจวี๋ยจื่อปะปนไปด้วยเลือดสดของชน ต่างเผ่าและสัตว์โบราณมากมาย อย่าว่าแต่เผ่ามนุษย์อย่างพวกเราเลย แม้แต่ชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณที่สายเลือดแข็งแกร่งมีระดับสูงก็ยังไม่ สามารถทำลายดินแดนนั่นให้แตกออกได้อย่างแท้จริง แล้วเขาจะทำได้ อย่างไร?”
“ข้าไม่เชื่อหรอก! เรื่องนี้พูดออกไป ใครจะเชื่อ?”
“ป๋ายเฉียงเวยถูกคนเป่าหูมาหรือเปล่า?”
พวกผู้แข็งแกร่งของสำนักทองไพศาลวิพากษ์วิจารณ์กันให้แซ่ด ไม่มี ใครเชื่อว่าข่าวนี้เป็นความจริง
“ป๋ายเฉียงเวยอยู่ในสมรภูมิรบนั่นด้วย นางเห็นกับตาตัวเอง จากนั้นถึง ได้บอกให้ลูกน้องรู้” น้ำเสียงของฉวนจื่อเซวียนขมปร่า “หากคำพูดนี้ไม่ได้ ออกมาจากปากของนาง หรือนางไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ด้วยตัวเอง ข้าก็ไม่
มีทางเชื่อ แต่เรื่องจริงมันคือแบบนี้! เนี่ยเทียนใช้วิธีการที่พิเศษทำลาย ดินแดนเลือดที่มหัศจรรย์ของเซวี่ยเจวี๋ยจื่อ โจมตีจิตใจของเซวี่ยเจวี๋ยจื่อให้ พังทลายย่อยยับ ทำให้เขาต้องหนีไปด้วยสภาพกระเซอะกระเซิง”
ฉวีหมิงเต๋อสูดลมหายใจติดต่อกัน เพื่อทำจิตใจสงบสุข
ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงได้ก้มหน้าก้มตาพึมพำ “การที่พวกเราปฏิเสธ ไม่ ยอมเข้าเป็นผู้พึ่งพิงของเขา จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดหรือเปล่า?”
ฉวนจื่อเซวียนนิ่งงัน ทว่าสีหน้ากลับไม่น่ามองเอาเสียเลย
……
“ตอนที่เซวี่ยเจวี๋ยจื่อของพรรคยอดโลหิตล้อมสังหารบุตรแห่งดวงดาว คนที่เจ็ด ดินแดนเลือดของเขาถูกทำร้าย ตอนนี้เขาจึงไปซ่อนตัว หดหัวอยู่ ในกระดองไม่ยอมออกมา?”
“ว่ากันว่า เนี่ยเทียนผู้นั้นใช้วิธีการที่น่าเหลือเชื่อทำลายดินแดนของ เขา? แต่นั่นมันแดนเอตทัคคะเชียวนะ!”
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริงหรอกกระมัง?”
“ข่าวที่ป๋ายเฉียงเวยส่งมาให้ จริงแท้แน่นอน!”
“…”
คำพูดในทำนองเดียวกันนี้แพร่สะพัดไปทั่วสำนักใหญ่ๆ ในดินแดนพง ฟ้า ดินแดนปราการดวงดาว และดินแดนหิมะ หรือแม้แต่ดินแดนที่ ห่างไกลยิ่งกว่าอย่างดินแดนจุลอันธการก็ยังพากันรับรู้
พริบตานั้น นามของเนี่ยเทียน บุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดก็แพร่ระบือ ไปทั่วทุกดินแดนดวงดาวใหญ่ๆ
สำนักฟ้ากลม สำนักสามกระบี่ของดินแดนปราการดวงดาวที่ปฏิเสธ เนี่ยเทียนอย่างชัดเจนต่างก็สะท้านสะเทือนอย่างหนัก
ตระกูลเจี่ยน ตระกูลกวานและตระกูลฉู่ก็เริ่มแอบติดต่อกับเยว่เหยียน สี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์อย่างลับๆ หวังว่าเมื่อเนี่ยเทียนกลับมา จะได้พูดคุย เป็นการส่วนตัวกับเนี่ยเทียน
……
อาณาจักรจิงเซวี่ย
ระหว่างเทือกเขาน้ำแข็งหลายลูก น้ำแข็งมหึมาก้อนหนึ่งวางอยู่ตรง กลางหุบเขาที่มีไอความเย็นโอบล้อม
ตรงกลางก้อนน้ำแข็งนั้นมีห้องลับผลึกน้ำแข็งแห่งหนึ่งที่ปิดสนิทแน่น หนา ด้านในมีพวกผู้แข็งแกร่งจากดินแดนดาวตกอย่างฝานข่าย จ้าวลั่วเฟิง เหลยเจิ้นอวี่
ด้านข้างก้อนน้ำแข็ง บรรพบุรุษหันจิงนั่งหลับตาทำสมาธิ ปลายจมูกมี ไอเย็นพ่นออกมา คล้ายสายฟ้าที่เปล่งวูบวาบไม่อยู่นิ่ง
“ฟิ้ว!”
หยกน้ำแข็งก้อนหนึ่งหล่นลงมาจากฟ้า แล้วมาหยุดอยู่เบื้องหน้าบรรพ บุรุษหันจิง
ในก้อนน้ำแข็ง พวกฝานข่ายพลันสัมผัสได้จึงมองไปยังหยกน้ำแข็งก้อน นั้น
คนทั้งกลุ่มพลันมีสีหน้าตึงเครียด
ข้อมูลที่ถูกผนึกไว้ในหยกน้ำแข็งน่าจะเป็นวิธีการที่คนของสำนักน้ำแข็ง ฟ้าใช้ติดต่อสื่อสารกัน
ข้อมูลในหยกน้ำแข็ง มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นคำสั่งของสำนัก น้ำแข็งฟ้าที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของพวกเขา
“จะเป็นข่าวอะไรกันนะ?” จ้าวลั่วเฟิงยิ้มเจื่อน “สำนักน้ำแข็งฟ้าจับตัว พวกเรามาไว้ที่นี่นานแล้ว แถมไม่คิดจะพูดคุยกับพวกเรา พวกเขาทำอย่าง นี้เพราะต้องการอะไรกันแน่?”
ในฐานะที่เป็นเจ้าสำนักวิมานสวรรค์ของดินแดนดาวตก เคยเป็นบุคคล ที่เผด็จการมากอำนาจที่สุด ทว่าตอนนี้กลับต้องกลายมาเป็นนักโทษ อยู่ใน สภาพน่าอนาถที่ความเป็นความตายตกอยู่ในกำมือของคนอื่น นี่จึงลดทอน ความห้าวหาญของจ้าวลั่วเฟิงไปนานแล้ว ทำให้เขาเข้าใจดีว่าตอนอยู่ ดินแดนดาวตกเขาอาจเป็นบุคคลอันดับหนึ่ง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสำนัก น้ำแข็งฟ้าที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง เขากลับไม่มีค่าพอให้พูดถึง
หากอีกฝ่ายคิดจะสังหารพวกเขา แม้แต่พละกำลังที่จะต่อต้าน พวกเขา ก็ยังไม่มี
เพราะอย่างไรซะ บรรพบุรุษหันจิงที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาก็เป็นถึงผู้ แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ
“ก่อนหน้านี้พวกเราเป็นกบอยู่ในกะลาของดินแดนดาวตก ไม่รู้ว่าฟ้า สูงมากเท่าไหร่ แผ่นดินหนามากแค่ไหน” ฝานข่ายถอนหายใจเบาๆ “ใน อดีตใจเคยคิดแต่จะไปจากดินแดนดาวตก ทว่าพอได้เดินออกมาจริงๆ ถึง
ได้รู้ว่าโลกด้านนอกอันตรายและโหดเหี้ยมแค่ไหน ตบะและขอบเขต เล็กน้อยของพวกเรา ช่างเป็นเรื่องน่าขันเมื่ออยู่ต่อหน้าสำนักใหญ่ที่ แข็งแกร่งอย่างแท้จริง”
คนทั้งกลุ่มพึมพำ ทอดถอนใจ กล่าวตำหนิตัวเองตำหนิโชคชะตา เกิด ความรู้สึกห่อเหี่ยวอย่างคนที่ไม่รู้อนาคต
“เนี่ยเทียนผู้นั้นมาจากดินแดนดาวตกของพวกเจ้าจริงๆ น่ะรึ?” จู่ๆ บรรพบุรุษหันจิงก็ถามขึ้นกะทันหัน
พวกจ้าวลั่วเฟิงมีสีหน้าฮึกเหิม “ถูกต้อง เนี่ยเทียนคือคนจากอาณาจักร หลีเทียนอย่างแท้จริง ได้รับการสืบทอดตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงจาก การประลองในประตูสวรรค์ นับแต่นั้นมาขอบเขตและศักยภาพของเขาก็ ไต่ทะยานอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งมีตบะอย่างในวันนี้”
“ดินแดนดาวตก ดินแดนดาวตก…” บรรพบุรุษหันจิงพึมพำ ผ่านไปพัก ใหญ่ถึงได้พูดว่า “เนี่ยเทียนผู้นั้นได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจาก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว กลายเป็นบุตรแห่งดาวดาวคนที่เจ็ดแล้ว เวลานี้เขาอยู่ระหว่างการเดินทางมายังดินแดนหิมะ อีกไม่นานพวกเจ้าก็จะ ได้พบเขาแล้ว”
พอเขากล่าวเช่นนี้ พวกฝานข่ายก็พลันถลันลุกขึ้นยืน สีหน้าตื่นเต้น “ผู้ อาวุโส เหตุใดเนี่ยเทียนถึงได้มาดินแดนหิมะ?”
“แน่นอนว่าย่อมต้องมาเพราะพวกเจ้า” บรรพบุรุษหันจิงเอ่ยเสียง เรียบเฉย
“เพื่อพวกเรา!”
จ้าวลั่วเฟิงตัวแข็งค้าง หัวใจที่กระด้างเย็นชาคล้ายถูกอาบไล้ไปด้วย ความอบอุ่น แม้แต่น้ำเสียงก็ยังเปลี่ยนท่วงทำนอง
——