ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 220 บ้าไปแล้วหรือ บ้าไปแล้ว!!
จยาเซียนจะท้าประลองหลีหุนจง!
…
ข่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และทำให้กลุ่มอำนาจจำนวนมากที่เข้าร่วมงานเลี้ยงเหล่าเซียนตกตะลึงในทันที
ปฏิกิริยาแรกของทุกคนหลังจากได้ยินข่าวนี้ คือจยาเซียนบ้าไปแล้วหรือ
ผู้ชนะในงานเลี้ยงเหล่าเซียนทุกคนสามารถท้าประลองกลุ่มอำนาจระดับกลางได้ จยาเซียนมาถึงก็เลือกปะทะกับของแข็งเลยหรือ! ท้าประลองหลีหุนจง? เป็นเรื่องที่ผู้คนขบคิดไม่ตก!
การวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เริ่มขึ้นแล้ว ณ บัดดนี้…
“มีเรื่องให้น่าติดตามเสียแล้วสิ! จยาเซียนท้าประลองหลีหุนจงจริงหรือ ข้ายังจำได้ เมื่อนานมาแล้ว ที่งานเลี้ยงเหล่าเซียน กลุ่มอำนาจที่ท้าประลองสำนักหลีหุนจงนั้น จุดจบน่าน่าสั งเวชมาก” มีชายชราถอนหายใจเมื่อพูดเรื่องราวความทรงจำในอดีต
จากรอบข้างของเขา ชายหนุ่มที่ผ่านมาได้ยินจึงหยุดเดิน ถูกดึงดูดด้วยคำพูดของเขา และถามด้วยความสงสัย “เมื่อแพ้แล้ว ไม่ใช่ว่าจะถูกจัดอันดับให้เป็นกลุ่มอำนาจระดับล่างสุดในทำเนี ยบหรอกหรือ มีอะไรให้น่าสังเวชหรือท่านผู้เฒ่า”
“หึหึ เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว” ชายชรายิ้ม และเผยรอยยิ้มที่ไม่อาจเข้าใจได้
“ถ้าเช่นนั้นท่านก็ลองเล่าให้ข้าฟังดู” ชายผู้นั้นกล่าว
ชายชราไม่อยากพูดให้มากความ แววตาเต็มไปด้วยความกลัว อย่างไรก็ตาม เขาทนเสียงที่นุ่มนวลและร้องขอของชายหนุ่มผู้นั้นไม่ไหว ในที่สุดก็ลดรอยยิ้มของลง แล้วพูดกับฝูงชนที่อยากรู้อ อยากเห็นที่รวมตัวกันว่า “กลุ่มอำนาจที่ท้าประลองหลีหุนจงแล้วแพ้นั้น พอจากไปไม่นานหลังจากนั้นก็หายวับอย่างปริศนา”
“หายไปอย่างนั้นหรือ”
ทุกคนต่างตกใจ
ชายชราพยักหน้า “ใช่แล้ว หายไป…ขณะที่ทุกคนคิดว่าการท้าประลองจบลง กลุ่มอำนาจนั้นหายไปอย่างลึกลับ อย่างไรก็ตาม มีคนบอกว่าก่อนที่กลุ่มอำนาจนั้นจะแตกกระจายและหายไปนั้น เมื่อ อเดินผ่านประตูสำนักนั้นจะได้กลิ่นคาวเลือดแรงมาก ราวกับว่าได้เดินเข้าไปในกองคนตายที่เพิ่งตายไปไม่นาน”
“ถูกทำลายจนสิ้นซาก!” มีคนพูดขึ้นอย่างสะพรึงกลัว
ชายชราส่ายหัวช้าๆ “ไม่รู้สิ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครได้เห็นกลุ่มอำนาจนั้นเลยอีกเลย อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมา มีคนพบสาวกของสำนักหลีหุนจง บังเอิญพบเจอพวกหุ่นเชิดศพ บางตัวดูเหมือนลูกศิษย์หญิงของกลุ่มอำนาจที่หายสาบสูญไปนั้น หรือไม่ก็เป็นหุ่นเชิดสาวสวย”
“อะไรนะ!”
ทุกคนประหลาดใจ ใบหน้าของพวกเขาซีดลงทันที
สำนักหลีหุนจงในสายตาของพวกเขา เป็นกลุ่มอำนาจที่อยู่ห่างไกลจริงๆ แค่ได้ฟังก็รู้สึกขนลุก นับประสาอะไรกับการท้าประลองเล่า
“ถ้าอย่างนั้น…คราวนี้จยาเซียนจะท้าประลองสำนักหลีหุนจง…” หลังจากที่ฟังเรื่องสยองขวัญ ใครบางคนพูดอย่างขี้ขลาด
คำพูดของเขาประโยคนี้นำมาซึ่งความเงียบ
ผ่านไปนาน ก็มีใครบางคนกลืนน้ำลายอย่างลำบาก และพูดด้วยความตกใจว่า “จยาเซียนบ้าไปแล้วจริงๆ”
“ประมุขเซียนแห่งจยาเซียนผู้งดงามและมีเสน่ห์…” ใครบางคนนึกถึงเจียงหลี
เมื่อเขาพูดเตือน ทุกคนต่างตื่นจากภวังค์ ใช่แล้ว ด้วยความงามของเจียงหลี เกรงว่าสำนักหลีหุนจงจะไม่ปล่อยไปอย่างแน่นอน
“โอ้! สาวงามแห่งยุค…ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก!” ชายชราส่ายหัวอย่างเสียใจ
…
ณ ไท่อีเหมิน ในเมืองหูเฉิง
ข่าวที่จยาเซียนท้าประลองสำนักหลีหุนจงก็ถูกส่งมาถึงที่นี่เช่นกัน
สุ่ยชิงหยางที่ถูกตามหาจนพบ เดินขากะเผลกไปในห้องของบิดา พบว่าบิดาของตนกำลังพูดคุยกับผู้อาวุโสของสำนัก
“ท่านพ่อ ท่านเคยได้ยินหรือไม่ว่าจยาเซียนกำลังจะท้าประลองสำนักหลีหุนจง” สุ่ยชิงหยางกล่าวหลังจากที่เข้ามา
ท่าทางของเขามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ แต่ยังวิตกกังวลเล็กน้อย เป็นภาพที่ดูขัดแย้งนัก
“ออกไป” เจ้าสำนักไท่อีเหมินมองมาที่เขา และตะโกนเย็นชา
สุ่ยชิงหยางผงะไปครู่หนึ่ง และแน่นอนว่าไม่ยินยอมจากไป
เจ้าสำนักไท่อีเหมิน พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่ไหมว่าเรื่องนี้ให้จบลงเพียงเท่านี้ ต่อแต่นี้ไป เจ้าห้ามไปหาเรื่องคนของจยาเซียนอีก อย่าได้เอาไท่อีเห หมินเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย”
สีหน้าของสุ่ยชิงหยางเปลี่ยนไป พูดพึมพำว่า “ข้าก็เชื่อฟังท่านแล้วนี่นา ไม่ได้ไปหาเรื่องพวกเขาเสียหน่อย แต่ตอนนี้ เป็นพวกเขาเองที่วิ่งไปหาเรื่องหลีหุนจง”
“นั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า อีกอย่าง ที่ข้าห้ามมิใช่เพราะเห็นว่าเจ้าจะไปยั่วยุพวกเขาได้ แต่ข้าไม่อยากเห็นเจ้าไปรนหาที่ตาย ความร้ายกาจที่อาจเกิดขึ้นได้ข้าเคยบอกเจ้า เบื้องห หลังของจยาเซียนคืออะไรข้าก็บอกแก่เจ้าแล้วด้วย เจ้าสมควรรู้ว่าตัวเจ้านำพาไท่อีเหมินสู่จุดจบเช่นไร” เจ้าสำนักไท่อีเหมินกล่าวตำหนิ
“ข้า…” สุ่ยชิงหยางอยากจะพูดเพื่อปกป้องตัวเองสักสองสามคำ แต่กลับไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี
“ออกไปเสีย!” เจ้าสำนักไท่อีเหมินกล่าว
สุ่ยชิงหยางไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากใช้ไม้เท้าของตน และค่อยๆ หันหลังเดินออกไป
หลังจากที่เขาจากไป เจ้าสำนักไท่อีเหมินมองไปยังผู้อาวุโสที่กำลังสนทนากันก่อนหน้านี้ ถอนหายใจและกล่าวว่า “จดหมายเทียบเชิญของข้า ดูท่าจะส่งเร็วไปเสียแล้ว…”
“ท่านเจ้าสำนัก นั่นเป็นเพียงเทียบเชิญฉบับเดียว แม้ว่าสำนักหลีหุนจงจะรู้ว่าเราตั้งใจจะผูกกับจยาเซียน แต่ก็ไม่น่าเป็นปัญหาใหญ่หรอก” ผู้อาวุโสพูดด้วยความหวังเต็มเปี่ยม
เจ้าสำนักไท่อีเหมินถอนหายใจส่ายหัวและยิ้มด้วยความขมขื่น “เจ้าไม่รู้จักนิสัยสำนักหลีหุนจง…”
“แล้ว…พวกเราควรทำเยี่ยงไรดี เทียบเชิญนั่นถูกส่งออกไปแล้ว อยากเอากลับคืนมาก็เอาคืนไม่ได้เสียแล้ว” ผู้อาวุโสพูดด้วยความลำบากใจ
“ตอนนี้ทำได้เพียงพยายามเงียบที่สุด รอคอยผลสรุปด้วยใจสงบ” เจ้าสำนักไท่อีเหมินกล่าวอย่างเสียงมิได้
เหตุการณ์นี้ เดิมทีไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย แท้จริงเขาสามารถจดจ่อกับการฝึกฝนเพื่อขึ้นสู่ระดับหลิงหวง แต่เพราะลูกชายตัวดีไปก่อเรื่องเข้า สุดท้ายเขากลับต้องเข้าไปพัวพันกับเร รื่องไม่เป็นเรื่องนี้
ในตอนนี้ เขาไม่คิดมากไม่ได้แล้ว ภายภาคหน้าหากจยาเซียนแพ้การประลองให้กับหลีหุนจง เทียบเชิญฉบับนั้นจะนำพาหายนะมาสู่ไท่อีเหมินหรือไม่
“จยาเซียนนี่ก็บ้าระห่ำเกินไปแล้ว คิดเพียงหวังหลิงเพียงไม่กี่คน ก็สามารถกำจัดสำนักหลีหุนจงได้หรือ” ผู้อาวุโสพูดอย่างโกรธเคือง
น้ำเสียงโกรธเคืองนั้นเป็นเพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรอาจกระทบต่อไท่อีเหมินได้
เจ้าสำนักไท่อีเหมินหัวเราะ “ล้วนเป็นเทียนเจียวจากกลุ่มอำนาจระดับสูง ต่างคุ้นเคยกับการถูกยกยอให้สูง เพียงรวมตัวกันสร้างกลุ่มอำนาจระดับล่างนี้ขึ้นได้ ก็คิดว่าโลกนี้ไม่ม มีคู่ต่อสู้แล้ว หึ ก็ดี ให้พวกเขาได้เรียนรู้จากประสบการณ์เสียบ้าง” เขากล่าวขึ้นราวกับเป็นผู้อาวุโสที่กำลังสั่งสอนชนรุ่นหลังอย่างไรอย่างนั้น
“หากสำนักหลีหุนตอบรับการท้าประลอง เจ้าไปคิดหาวิธี… ข้าจะไปดูการประลอง” เจ้าสำนักไท่อีเหมิน สั่งการ
“ขอรับ” ผู้อาวุโสตอบรับ
…
บนเวทีประลองจยาเซียน ไหวปี้เดินไปหาเจียงหลี และพูดด้วยท่าทางที่ซับซ้อน “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ”
เจียงหลีเลิกคิ้วและมองไปที่นาง
เมื่อตกอยู่ในสายตาของเจียงหลี ไหวปี้ที่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตำหนิในตอนแรก ก็ยอมลดความขุ่นเคือง ความเป็นเดือดเป็นร้อนในตอนนี้กลับกลายเป็นการอ้อน “เจ้ารู้ไหมว่าสำนักหลีหุน จงแข็งแกร่งแค่ไหน แม้แต่ข้าเองที่เป็นวังเวิ่นฉินก็ไม่กล้าไปแตะต้อง แต่เจ้ากลับกล้าไปถอนขนบนหลังเสือ”
“ข้าเพียงแค่ท้าประลองตามกฎนี่” เจียงหลีพูดเบาๆ
ไหวปี้กล่าวอย่างกังวล “เจ้ารู้ว่าข้าไม่ได้กังวลเรื่องการท้าประลองของเจ้ากับสำนักหลีหุนจง แต่ข้ากังวลการแก้แค้นที่มาจากสำนักหลีหุนจงหลังจากการท้าประลองสิ้นสุดลงแล้วต่างหา าก ไม่ว่าเจ้าจะชนะหรือแพ้ พวกนั้น…”
เจียงหลีหรี่ตาและก้าวเข้ามาหานาง
ภายใต้แรงกดดันที่แน่นหนา ไหวปี้อดไม่ได้ที่จะถอยกลับ
“ขี้ขลาดก่อนการต่อสู้ จึงไม่น่าแปลกใจที่วังเวิ่นฉิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสำนักหลีหุนจง”
คำพูดที่ประชดประชันเล็กน้อยของเจียงหลี เสมือนมีวัตถุหนักหล่นทับหัวใจของไหวปี้ นางจุกจนพูดไม่ออก
“ส่งเทียบเชิญท้าประลองไปยังหลีหุนจง” เจียงลีหันกลับ ขณะที่ก้าวท้าวออกไปนั้นก็ไม่ลืมสั่งการกับไหวปี้