ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 221 การเดิมพันที่น่าทึ่ง!
ตามกฎการท้าประลอง การที่กลุ่มอำนาจระดับต่ำท้าประลองกลุ่มอำนาจระดับกลาง ผู้ตัดสินจะต้องเป็นฝ่ายส่งมอบเทียบเชิญ
เจียงหลีทิ้งคำพูดไว้ พร้อมนำคนจากจยาเซียนจากไป
อัศวินเกราะทองทั้งห้าก็ถูกนางนำกลับเช่นกัน
สำหรับเจียงหลีแล้ว งานเลี้ยงเหล่าเซียนเป็นเพียงบันไดเพื่อท้าประลองสำนักหลีหุนจง เรื่องอื่นนอกจากนี้ ไม่มีอะไรที่นางต้องมาเสียเวลาด้วย
ในใจของนาง สิ่งที่เป็นกังวลมากคืองานปฐกถาเจ้าครองนครแห่งซีฮวงในอีกสิบปีหลัง!
“อ่อนโยนกับข้าหน่อยไม่ได้หรือไง” ไหวปี้กระทืบเท้า น้ำเสียงไม่พอใจ จนลูกศิษย์วังเวิ่นฉิงรอบตัวนางรู้สึกอธิบายไม่ถูก
“เทพธิดาศักดิ์สิทธ์ ท่านไม่เป็นไรใช่มั้ย” หญิงสาวที่มีเสน่ห์เหมือนปีศาจที่อยู่ข้างๆ นาง ถามอย่างระมัดระวัง
หญิงสาวในวังเวิ่นฉิงนั้นมีเสน่ห์ และมีหลากหลายรูปแบบ
แต่พอดูไปนานเข้า ก็มิอาจให้ความรู้สึกตื่นเต้นใดอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนนี้ ความงามของหญิงสาวในวังเวิ่นฉิง ถูกเจียงหลีบดบังตลอด
ไหวปี้เปิดปากอย่างหงุดหงิดแล้วปิดมันอย่างเงียบๆ แต่เมื่อมองไปในทางที่แม่น้ำไหลผ่านไป เผยให้เห็นความคับข้องใจที่ไม่ค่อยเข้าใจนัก
ทันใดนั้น ร่างเรียวบางก็เดินกลับมาอย่างรวดเร็ว
หัวใจของไหวปี้เต้นแรงและมองไปยังคนที่กำลังมา
มู่ชิงเหยียนเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าไหวปี้ แม้ว่าทั้งสองคนจะไม่รู้จักกัน แต่นางยังคงพูดกับไหวปี้ด้วยใบหน้าที่จริงจัง “ประมุขเซียนของข้าขอให้บอกว่า หลังจากชนะสำนักหลีหุนจง จ จะไปที่วังเวิ่นฉิงด้วยตัวเอง เพื่อเยี่ยมท่านประมุข ถึงเวลานั้น ขอให้ธิดาศักดิ์สิทธิ์ชี้แนะด้วย”
พูดจบ มู่ชิงเหยียนก็หันหลังเดินจากไป
ไหวปี้ตกตะลึงอยู่ที่เดิม ทบทวนสิ่งที่มู่ชิงเหยียนพูดในใจ ไม่รู้เหตุใด แก้มของนางกลายเป็นสีแดงอย่างไม่รู้สาเหตุ
“นางต้องการพบท่านประมุขรึ”
“นี่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ นางคิดว่าจยาเซียนจะชนะได้หรือ”
ลูกศิษย์ของวังเวิ่นฉิงเย้ยหยันความมั่นใจของจยาเซียน
“ถ้าสำนักหลีหุนจงจัดการง่ายนัก เราจะสู้กันมาตั้งหลายปีหรือ”
“หึๆๆ ไม่เป็นไร ให้พวกนางลองดู พวกนางจะเข้าใจเองว่ากลุ่มอำนาจระดับกลางคืออะไร”
“โอ้ย ข้าแค่เสียดายชายพวกนั้นหน่ะ หล่อเหลากันหมด แต่กลับไปเจอประมุขเซียนแบบนั้น และก้าวสู่หนทางที่ไม่อาจหวนคืนได้”
“…”
การเยาะเย้ยที่ดังขึ้นอยู่ข้างหลังไหวปี้ ทำให้หัวใจของนางสงบลง
“หุบปาก! นางเป็นคนที่พวกเจ้าสามารถพูดลับหลังได้หรือ” เสียงของไหวปี้ดังขึ้นดุว่าลูกศิษย์สำนักเดียวกัน
ในฐานะเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังเวิ่นฉิง แน่นอนว่าในหมู่พวกนาง ไหวปี้มีศักดิ์ที่สูงกว่า
อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกนางดุว่า ในใจหญิงสาวที่หุบปากก็ไม่สามารถอธิบายได้ ว่ากันว่าศัตรูโดยธรรมชาติของสตรีก็คือสตรีด้วยกันเอง หากเป็นเช่นนั้น…ประมุขเซียนจยาเซียนสวยขนาด ดนี้ จนหญิงสาวของเวินฉินกงเทียบไม่ติด ทำไมธิดาศักดิ์สิทธิ์ถึงยังปกป้องนางในเรื่องนี้อีกเล่า
ควรจะกล่าวว่า ปกป้องนางทุกเรื่องจะดีกว่า…
ในเดือนที่ผ่านมา พวกนางไม่ได้ตาบอด บางเรื่องก็กระจ่างแจ้งอยู่ในใจดี
อย่างไรก็ตาม พวกนางไม่กล้าถามไหวปี้ ดังนั้นพวกนางจึงทำได้เพียงกดความสงสัยนี้ไว้ที่ก้นบึ้งของหัวใจ
หลังจากตำหนิลูกศิษย์สำนักเดียวกันแล้ว ดวงตาของไหวปี้ก็เปลี่ยนไปอย่างซับซ้อน และหัวใจก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและการประนีประนอม นางกังวลว่าพฤติกรรมมั่นอกมั่นใจของเจียงหลีจะนำมา าซึ่งหายนะ แต่ก็ไม่กล้าไม่เชื่อฟังการตัดสินใจของนาง
ไหวปี้นะไหวปี้ เจ้าถูกหญิงสาวกุมหัวใจไว้ในกำมือเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไหวปี้ยิ้มอย่างขมขื่นในใจ สั่งลูกศิษย์สำนักเดียวกัน “ส่งหนังสือท้าประลองสำนักหลีหุนจงอย่างเป็นทางการขอ องจยาเซียนไปที่สำนักหลีหุนจง”
สามวันต่อมา หนังสือท้าประลองการต่อสู้ของจยาเซียนได้ส่งไปถึงหน้าประตูทางเข้าสำนักหลีหุนจง
นี่ไม่ใช่สาขาย่อย แต่เป็นสำนักหลักของสำนักหลีหุนจง
สำนักหลักแห่งนี้ตั้งอยู่ในหลุมศพขนาดใหญ่ ดูเหมือนถูกห้อมล้อมไปด้วยวิญญาณและผีที่อ้างว้าง บรรยากาศช่างน่ากลัวและหนาวเหน็บ
ผู้คนในวังเวิ่นฉิง ทันทีที่หนังสือการท้าประลองส่งไปถึง พวกนางก็จากไปทันที กลัวว่าหากช้าไปสักหนึ่งวินาที พวกนางจะถูกพวกวิญญาณชั่วพัวพัน
ตึงตัง!
ในส่วนลึกของล่วนจั้งกั่ง บนหน้าผาอันตรายไม่กี่แห่ง มีกาสองสามตัวบินผ่าน และส่งเสียงน่ากลัว
ในรอยแยกของหน้าผา อาคารสีดำเหล่านี้ที่สร้างขึ้นบนเนินเขาเป็นหย่อมๆ ทำให้ผู้คนรู้สึกหดหู่ ดูทรุดโทรม เหมือนกับลมหายใจแห่งความตาย
สำนักหลีหุนจงชอบที่มืดและชื้น ที่ตั้งของประตูภูเขายังเป็นอาคารที่แขวนอยู่นอกหน้าผารวมกับถ้ำในท้องของภูเขา ทันทีที่เดินเข้าไปก็มีลมกระโชกแรงพัดพา บรรยากาศช่างน่าขนลุก
ในห้องโถงใหญ่ของสำนักหลีหุนจง เจ้าสำนักรับหนังสือท้าประลองที่เพิ่งส่งไปถึงมือของเขา บรรยากาศที่น่าสยดสยองเกิดขึ้นรอบกายของเขา
หมอกสีดำวนเวียนอยู่รอบตัวเขา ทำให้ผู้คนมองรูปร่างหน้าตาของเขาไม่ชัด แต่ข้างหลังเขา สาวใช้ทั้งสี่ที่รออยู่ด้านข้างล้วนเปลือยเปล่า มีโซ่และผ้าบางๆ ปกปิดส่วนสงวนไว้เพียงเล็ กน้อย
พวกนางมีใบหน้าที่สวยงาม แต่ผิวกลับขาวซีด ดวงตาหมองคล้ำและกลวงโบ๋ ไม่รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา พวกนางเป็นหุ่นเชิด!
“ท่านประมุข ข้าน้อยได้สืบทราบแล้วประมุขเซียนในจยาเซียนนี้คือเจียงหลี นางเป็นลูกศิษย์ตำหนักเหยาที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากฮวงเสิน ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์คนอื่นๆ ก็เป็น นเทียนเจียวของกลุ่มอำนาจระดับสูงต่างๆ โดยเฉพาะกงเสวี่ยฮวา” ห้องโถงใหญ่ ชายในเสื้อคลุมสีเทาที่กำลังโค้งคำนับกล่าว
กุยชื่อพ่นลมอย่างเย็นชาและวางหนังสือท้าประลองในมืออย่างไม่ยี่หระ “วังเทียนอู่กงก็เข้าร่วมด้วยรึ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นขอรับ ที่นายน้อยเกงข้าร่วมดูเหมือนว่าจะเป็นแค่เจตจำนงส่วนตัวของเขา” ชายเสื้อคลุมสีเทากล่าว
กุ่ยชื่อยิ้มแย้ม เขาพูดอย่างไร้ความปรานี “ในเมื่อเป็นเช่นนี้…ศิษย์ผู้เย่อหยิ่งในกลุ่มอำนาจระดับสูงเหล่านี้ต้องการให้สำนักหลีหุนจงสั่งสอนแทน…ข้าไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ”
ชายเสื้อคลุมสีเทาหลับตาลง ใจเขารู้แล้วว่าประมุขตอบรับคำท้านี้
ก็จริง หากสำนักหลีหุนจงไม่กล้ารับคำท้า ในอนาคตจะแสดงอำนาจในซีฮวงได้อย่างไร
…
จยาเซียนท้าประลองสำนักหลีหุนจง และสำนักหลีหุนจงตอบรับ นี่คือสิ่งที่ทุกคนคาดเดาได้
การต่อสู้ในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ ในร้านสุราและโรงน้ำชาเจ้าใหญ่ในเมืองหูเฉิง ว่ากันว่า เจ้ามือที่รับการพนันในครั้งนี้ เป็นบ่อนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหูเฉิงนี้
ทุกครั้งที่มีงานเลี้ยงเหล่าเซียน เป็นช่วงที่บ่อนจะได้ทำเงิน เวทีประลองมีการแข่งขันติดต่อกันหนึ่งเดือน สามารถเปิดการพนันได้กี่ยก สามารถทำกำไรหินวิญญาณได้มากโข
ในครั้งนี้ หนึ่งในห้ากลุ่มอำนาจหลักในงานเลี้ยง นอกจากจยาเซียนแล้ว ยังมีกลุ่มอำนาจอื่นที่ท้าประลองกลุ่มอำนาจระดับกลางอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับการต่อสู้ระหว่างจยาเซียนกับสำนักหลีหุนจงแล้ว การต่อสู้คู่อื่นๆ นั้นแทบจะถูกมองข้ามไป
“มาๆ ๆ … ข้าเปิดการเดิมพันเอง! นี่คือรอบระหว่างจยาเซียนกับสำนักหลีหุนจง การต่อสู้ความเป็นความตายห้ายก และอัตราการจ่ายก็ต่างกัน ทุกคนเข้าใจชัดเจนค่อยวางเดิมพัน!”
มีคนเบียดเข้ามา เข้าไปใกล้ แล้วมองอัตราการจ่าย ตกใจและอุทานว่า “นี่… แตกต่างเกินไปแล้ว! สำนักหลีหุนจงชนะถึงจ่ายหนึ่งต่อหนึ่งรึ จ่ายหนึ่งต่อสองเมื่อชนะสองยกหรือ จ่ายแ แค่หนึ่งต่อสามเมื่อชนะทั้งหมดห้ายก แต่จยาเซียนชนะยกเดียวอัตราการจ่ายคือหนึ่งต่อห้าสิบ ชนะสองยกคือหนึ่งต่อหนึ่งร้อย และนี่ หากชนะสามยกคือหนึ่งต่อหนึ่งร้อยห้าสิบ หากชนะ ทั้งห้ายกหนึ่งต่อสามร้อย!”
เสียงของเขาไม่ได้เบา และคำพูดที่เขาตะโกนทำให้ทุกคนที่ไม่ได้เบียดเข้าใกล้ก็สามารถได้ยินชัดเจน
ผู้คนในสนามพนันมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้ม “ใช่! น่าตื่นเต้นพอไหม วางเดิมพันฝั่งจยาเซียนสิ…”
“…”