ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 222 นี่จะรวยกันแล้วหรือเนี่ย
“วางเดิมพันฝั่งจยาเซียน?!”
ชายคนนั้นอุทาน “เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ!”
คนของบ่อนยังยิ้มเหมือนเดิม “น้องชาย พูดจาให้มันดีๆ หน่อยนะ”
ชายคนนั้นเยาะเย้ย “บ่อนพวกเจ้านี่มันหน้าเงินจริง! จยาเซียนท้าทายสำนักหลีหุนจงเห็นได้ชัดว่าอย่างไรก็แพ้ ยังทำให้ผู้คนสับสนที่จะวางเดิมพันฝั่งจยาเซียน ต้องการโกงหินวิญญาณ พวกข้าหรือไง”
ผู้คนในบ่อนลุกขึ้นอย่างช้าๆ แม้ว่าพวกเขาจะยังยิ้มอยู่ แต่ดวงตาของพวกเขากลับเย็นชา “ข้าว่านะ อัตราการจ่ายก็ชัดเจน ถ้าเจ้าโลภมาก แล้วคิดเดิมพันฝั่งจยาเซียน หากแพ้ขึ้นมาจะโ โทษพวกเราได้อย่างไร หากว่าจะมาวางเดิมพัน ก็รีบเลือกฝั่งเสีย พวกข้าเป็นคนทำมาค้าขาย ยินดีต้อนรับทุกคน ถ้าเจ้าไม่มีเงินเพียงคิดจะมาเล่นและหาเรื่องก็รีบไสหัวไปเสีย!”
เมื่อชายคนนั้นถูกเตือน ความโกรธเคืองในใจพลันสลาย เขายืนลังเลใจในฝูงชน และในที่สุดก็วางหินวิญญาณฝั่งสำนักหลีหุนจง
“วางเดิมพันเสร็จแล้วก็เก็บมือเจ้าไปเสีย!” นักพนันตะโกน ส่งตั๋วรับเงินให้เขา และตะโกน “นี่คือหลักฐานการเดิมพันของเจ้า เก็บไว้ให้ดี ถ้ามันหายไปก็จะแลกหินวิญญาณไม่ได้ ถึงเวลา าอย่าโทษพวกข้าล่ะ”
ชายผู้นั้นรู้สึกถึงภัยคุกคามในสายตาของอีกฝ่าย รับรู้ได้ว่าคำพูดของเขาเมื่อครู่นั้นทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ เขาไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่านั้น รีบรับตั๋วเงินแล้วเบียดเสียดฝูงชน นออกไปทันที
แผงพนันทุกแห่งเต็มไปด้วยผู้คนเพื่อวางเดิมพัน และฝั่งที่ผู้คนส่วนใหญ่วางเดิมพันว่าจะชนะคือสำนักหลีหุนจง
สำหรับจยาเซียนนั้นจะมีผลงานที่ตราตรึงในงานเลี้ยงเหล่าเซียน แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวพวกเขาว่าหลีหุนจงจะแพ้ให้กับกลุ่มอำนาจใหม่นี้
แผงพนันทุกแห่งคึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง
สำนักหลีหุนจงกลายเป็นที่สนใจ ในขณะที่จยาเซียนนั้นไม่มีใครวางเดิมพัน แม้ว่าอัตราการจ่ายจะน่าทึ่ง แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่ยอมวางเดิมพัน
ในเวลากลางคืน ข่าวส่งกลับมาที่สำนักงานใหญ่ของบ่อน วันถัดมาก็มีเสียงเล่าลือจากตลาดว่าผู้อาวุโสในจยาเซีย มีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาและสถานะของพวกเขาไม่ธรรมดาเช่นกัน….
……
ณ ที่พักชั่วคราวของจยาเซียน ในเมืองหูเฉิง
เจียงหลีเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตดีมาก หากสถานการณ์เอื้ออำนวย นางก็จะทำให้ตัวเองอยู่ได้อย่างสบาย
ดังนั้น มู่ชิงเหยียนได้หาสถานที่ในเมืองหูเฉิงนี้ไว้แต่แรก และสร้างที่พำนักในหุบเขาตามความชอบของเจียงหลี
ในที่พำนัก มีทิวทัศน์ที่น่ารื่นรมย์และสวยงาม มีระเบียงและสนามหญ้าที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ซ่อนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ ราวกับแดนสวรรค์
ผู้คนที่รับใช้ในที่พำนัก ก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่พลิ้วไหวและดูเหมือนนางฟ้านางสวรรค์
ในเวลานี้ เป็นช่วงกลางฤดูร้อน แต่ที่พำนักไม่รู้สึกร้อนเลย มีลมพัดเย็นสบาย
กงเสวี่ยฮวากำลังกินผลไม้แช่เย็น และมองดูก้อนน้ำแข็งที่กองอยู่รอบๆ ห้อง เขาอดไม่ได้พูดขึ้น “เจียงหลี เจ้าใช้ชีวิตดีเกินไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าระดับการฝึกฝนของเจ้าในตอนนี้ ไม ม่ว่าจะร้อนหรือหนาวเจ้าก็ไม่ระคาย แต่กลับใช้เงินและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อสร้างรังสำราญให้ตัวเองเช่นนี้ ใช้ชีวิตได้ดีกว่านายน้อยแห่งวังเทียนอู่กงอย่างข้าเสียอีก”
เจียงหลีเพลิดเพลินไปกับสายลมเย็นในฤดูร้อนและกวาดตามองกงเสวี่ยฮวาที่ทำหน้าอิจฉา พร้อมพูดขึ้นอย่างเอื่อยเฉื่อย “เงินทองไม่ได้งอกเงยจากการประหยัดอดออม แต่ได้มาเพราะมีวิธี หาเงิน มีชีวิตอยู่ หากไม่รู้จักใช้ชีวิตแล้วจะมีชีวิตอยู่ไปทำไมเล่า ลำบากมาทั้งชีวิต ตายแล้วสบายคนรุ่นหลังหรือไร”
“คำพูดของเจ้านี่…” กงเสวี่ยฮวาขมวดคิ้ว “ทำไมข้าถึงคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าอะไรผิดปกติ”
“ไม่ใช่ว่าผิด แต่เพราะแนวคิดต่างกัน สำหรับนาง การฝึกฝนก็ยากพอแล้ว หากยังใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น ก็คงไร้รสชาติยิ่ง” ฉินเทียนอีก้าวเข้ามาและอธิบายด้วยรอยยิ้มที่สดใส
เจียงหลีชำเลืองมองเขาแล้วพูดว่า “เข้าใจข้านัก”
กงเสวี่ยฮวาพยักหน้าด้วยความงุนงง “เมื่อได้ยินเจ้าพูดอย่างนั้น ดูเหมือนว่านี่จะมีเหตุผลอยู่บ้าง”
แต่เขาก็พูดทันทีว่า “แต่ความฟุ่มเฟือยและสิ้นเปลืองเช่นนี้ ข้ารู้สึกเสียดาย”
ฉินเทียนอียิ้มและไม่พูดอะไรมาก ด้วยสถานะของเจียงหลี หากนางอยู่ในหนานฮวง ความสำราญแบบไหนที่นางไม่สามารถมีได้บ้างเล่า ชีวิตของนางตอนนี้ก็ไม่ได้หรูหราอะไร อย่างไรก็ตาม สำหรับคนอย่างกงเสวี่ยฮวาแล้ว เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเขาคือการฝึกฝนไม่ใช่ว่าไม่มีให้ฟุ่มเฟือย แต่เขาไม่รู้จักใช้ชีวิตต่างหาก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสำราญใจที่เขาเข้าใจนั้นแตกต่า างจากที่เจียงหลีเข้าใจ
“เมื่อเจ้าร่ำรวยจนปวดหัวว่าจะใช้เงินอย่างไร เจ้าจะไม่รู้สึกเสียดายอีกต่อไป” เจียงหลีกล่าวเบาๆ
กงเสวี่ยฮวาหันมามองนางและหัวเราะเล็กน้อย “ปวดหัวกับเรื่องเช่นนั้นดีมาก คำถามคือ ข้าจะบรรลุไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร”
“ไม่ต้องรีบ จะได้มันมาในไม่ช้า” เจียงหลีกล่าว
ความคิดใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในใจของนาง จะว่าไปแล้ว ก็เป็นกงเสวี่ยฮวาเองที่ได้นำความคิดนี้มาให้นาง
หากสำเร็จตามนั้น สิ่งที่ทุกคนในจยาเซียนไม่ต้องเป็นกังวลคงไม่ใช่แค่เงินทองแล้ว แต่รวมถึงทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนที่มากมายด้วย
“ตอนนี้ก็มีโอกาสแล้ว” มู่ชิงเหยียนเดินเข้ามาจากด้านนอกและรับคำพูดของเจียงหลี
ทั้งสามคนมองไปที่นาง ในเวลาเดียวกัน เจียงหลีหรี่ตาลง “โอ้ะ โอกาสที่จะทำเงินหรือ ไหนลองพูดมาสิ”
มู่ชิงเหยียนยิ้มเล็กน้อยและพูดทุกอย่างเกี่ยวกับการเดิมพันในเมือง “…ข้าไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าว โดยบอกว่าในหมู่ผู้อาวุโสของจยาเซียนของเรา มีนายน้อยของวังเทียนอู่กง ง เทียนเจียวของวังเทียนอู่กง เทียนเจียวงของตำหนักหลีหั่วและเทียนเจียวจากฮวงเสิน แล้วก็ ในเช้าวันนี้ จำนวนคนที่เดิมพันกับชัยชนะของจยาเซียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนที่เด ดิมพันนั้นก็ไม่มากนัก”
“นี่จะต้องเป็นฝีมือของพวกเจ้ามือแน่! เกรงว่าทุกคนจะเดิมพันว่าสำนักหลีหุนจงชนะ เขาจะเสียเงินจากการเดิมพันมากไป ดังนั้นจงใจปล่อยข่าวสร้างความสับสน” กงเสวี่ยฮวากล่าวอย่างโก กรธเคือง
ความคิดของเขาไม่ผิด แต่หลังจากพูดแล้ว เขาก็ตอบสนองขึ้นได้ “เอ๊ะ ไม่ถูกต้อง! ถ้าเป็นอย่างนี้ แม้แต่คนในบ่อนยังคิดว่าเราจะแพ้อย่างนั้นหรือ”
ทันใดนั้น เขาก็เริ่มคิด “ไม่สมเหตุสมผลเลย! นายน้อยอย่างข้าออกโรงเอง ยังถูกคนอื่นดูถูกอยู่อีกรึ”
“อย่าตื่นตูมสิ พวกเขาคิดว่าเราจะชนะ ไม่ดีกว่าหรือ” ฉินเทียนอีหัวเราะ
ถึงจะพูดแบบนั้น กงเสวี่ยฮวายังคงไม่มีสุขใจอยู่ดี
มู่ชิงเหยียนเม้มปากหัวเราะ “วิถีการพนันล้วนแพรวพราวเช่นนี้ อัตราการจ่ายจะแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ กระตุ้นผีพนันในตัวผู้คน โดยปกติแม้ว่าทุกคนจะวางเดิมพันให้หลีหุนจง ไม่มีใครเ เดิมพันให้จยาเซียนของเรา ในฐานะเจ้ามือ อย่างไรบ่อนก็ไม่มีทางแพ้ เพราะอัตราจ่ายไม่เหมือนกัน สุดท้ายมีเพียงผู้ชนะเดียว แต่ว่าพวกเขาโลภมากและต้องการใช้โอกาสนี้ทำเงินให้ได้จำนว วนมาก ดังนั้นพวกเขาจึงชี้นำความคิดเห็นของผู้คนและทำให้ผู้คนวางเดิมพันให้จยาเซียน”
“เรื่องนี้ก็เข้าใจได้เช่นกัน ในฐานะที่เป็นเจ้ามือ แน่นอนไม่ว่าผู้ใดจะแพ้หรือชนะ สุดท้ายเจ้ามือย่อมเป็นผู้ชนะที่แท้จริง” ฉินเทียนอียิ้ม
“เช่นนั้น พวกเจ้าคิดว่า เราควรจะปิดบังชื่อเสียง วางเดิมพันสักตา หาเงินค่าขนมสักเล็กน้อย” มู่ชิงเหยียนกะพริบตาปริบๆ อย่างซุกซน
“ใช่ มาเดิมพันกัน วางฝั่งเราชนะ เอากำไรมันให้หนัก!” กงเสวี่ยฮวากล่าวอย่างตื่นเต้น
ฉินเทียนอียังพยักหน้า “ดูอัตราการจ่ายวันนี้ หากชนะแล้ว เงินที่ได้ไม่น้อยเลย!”