ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 255 ถ้วยแก้วเคลือบสีสันและการจุดไส้ตะเกียง
เจียงหลีที่ยืนอยู่นอกประตูเมืองสูงตระหง่านไม่รู้ว่าจะอธิบายกับฉากตรงหน้านางอย่างไร
นางเงยศีรษะขึ้นเพียงรู้สึกว่ากำแพงเมืองทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทั่วทั้งร่างเป็นสีขาวพร่างพราว เพราะสะท้อนแสงจากกระจกหลากสี นางไม่เคยเห็นเมืองนี้มาก่อน และไม่เห็นปลายกำแพงที่ขยายไปไกลสุดลูกหูลูกตาเฉกเช่นนี้
คุนอู๋เคยพูดว่าเมืองเทียนตี้กว้างใหญ่ไพศาลมาก
ในขณะนี้เจียงหลีรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า ‘กว้างใหญ่ไพศาล’ มันเป็นอย่างไร
ที่ประตูเมืองมีแผ่นหยกขาวที่มีอักษรจีนโบราณสามตัวจารึกไว้
“เมืองเทียนตี้!” เจียงหลีพึมพำเบาๆ
ที่นี่คือเมืองเทียนตี้เองหรือ
หัวใจของเจียงหลีตกตะลึงอย่างมาก เพียงแค่กำแพงเมืองนี้ทำให้นางรู้สึกตัวเล็กนิดเดียว
“ศิษย์เล็ก” กายทิพย์ของท่านประมุขยืนด้านหลังเอ่ยเรียกเจียงหลี
เจียงหลีหันไปมองหน้าซือจุน
ท่านประมุขยิ้มให้เจ้า “นี่คือทางเข้าเมืองเทียนตี้ เมื่อเจ้าก้าวเข้าไปแล้ว เจ้าจักต้องพึ่งพาตัวเองเพื่อได้รับโอกาสให้มากที่สุด ในอีกห้าปีจากนี้เจ้าต้องระมัดระวังและป้องกันตัวเองให้ดี”
เจียงหลีพยักหน้า และรู้สึกถึงความเป็นห่วงของท่านประมุขจากใจจริง
“อาจารย์ต้องไปแล้ว หลังจากเจ้าก้าวเข้าไปเหยียบเมืองเทียนตี้ เจ้าจะต้องไปที่แห่งหนึ่งก่อน” กายทิพย์ของท่านประมุขเอ่ยขึ้น
เจียงหลีแววตาวูบไหว “ซือจุนโปรดชี้แนะ!”
ซือจุนยิ้มและพูดว่า”ข้าเคยบอกเจ้าก่อนหน้านี้ว่าเมืองเทียนตี้แบ่งออกเป็นเมืองชั้นในและเมืองชั้นนอก เจ้าต้องผ่านการทดสอบเมืองชั้นนอกก่อนจึงจะได้รับสิทธิ์เพื่อเข้าสู่เมืองชั้นใน และการทดสอบนี้ คือการไปยังสถานที่ที่เรียกว่าประภาคาร เพื่อวางถ้วยแก้ว แล้วจุดไส้ตะเกียง”
“ประภาคารหรือเจ้าคะ” เจียงหลีอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่ง
กายทิพย์ของท่านประมุขค่อยๆ เลือนราง แล้วเขายังคงพูดกับเจียงหลีต่อไปอีกว่า “จำไว้ให้ดี เจ้าจะต้องพยายามสุดความสามารถ ยึดถ้วยแก้วที่อยู่สูงมากเท่าไหร่ มันก็จะช่วยเจ้ายิ่งได้รับโอกาสการฝึกประสบการณ์ที่เมืองชั้นในมากขึ้นเท่านั้น”
“ซือจุน!” กายทิพย์ของท่านประมุขหายไปต่อหน้าต่อตาเจียงหลี
นางยังมีข้อสงสัยอีกมากมายในใจที่ไม่ทันได้มีเวลาถาม แต่เจียงหลีก็ไม่ใช่คนที่มีนิสัยเร้าหรือ นางจึงสงบสติอารมณ์ด้วยความรวดเร็ว ไหนๆ ก็มาถึงหน้าประตูชั้นนอกเมืองเทียนตี้แล้ว ความลึกลับของเมืองเทียนตี้แห่งนี้ สามารถปิดบังนางได้ด้วยหรือ
เจียงหลีสูดหายใจเข้าลึกๆ หันหลังกลับและมุ่งหน้าไปยังทางเข้าเมืองเทียนตี้
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในประตูเมือง พลังอันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งปะทะใบหน้าของนางแล้วก็ผ่านไป อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้ทำร้ายนาง แค่รู้สึกเหมือนมีลมแรงพัดผ่านเท่านั้น
แต่ในเวลานี้ หมอกบังตาหน้าเจียงหลีหายไปอย่างสิ้นเชิง มีเสียงที่คึกคักมีชีวิตชีวาในหูของนางและฉากการจราจรที่คับคั่งปรากฏขึ้นต่อหน้านาง
คนเยอะขนาดนี้เชียวหรือ! เจียงหลีตกตะลึง
ไหนบอกว่ามีแต่ผู้ฝึกประสบการณ์ชั้นสูงไง ทำไมคนถึงเยอะแยะเป็นภูเขาเหล่ากอเช่นนี้
“แค่ดูก็รู้ว่ามาใหม่” ทันใดนั้น นางก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ
เจียงหลีมองขึ้นไปก็เห็นเด็กนั่งยองๆ อยู่บนท่าเรือหินยิ้มตาหยีมองเจียงหลี เจียงหลีชำเลืองมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว และเมืองเทียนตี้ก็ดูไม่ต่างจากเมืองทั่วไปสักเท่าไหร่ มีโรงเตี๊ยมและโรงน้ำชามากมาย ถนนและตรอกซอกซอยก็กระจัดกระจายไปด้วย ซึ่งแตกต่างจากเมืองเทียนตี้ที่นางเคยจินตนาการไว้เล็กน้อย
ในท้ายที่สุด สายตาของเจียงหลีก็มองไปที่เด็กคนนั้นอีกครั้ง
เด็กน้อยอายุไม่มากนัก เขาอายุประมาณเจ็ดแปดขวบแต่กลับดูเป็นผู้ใหญ่มาก แสงสว่างที่ส่องผ่านดวงตาคู่นั้นดูเหมือนจะล่วงเลยไปหลายชั่วอายุคน
ไม่ง่ายเลย! เจียงหลีลอบพูดในใจ
นางเดินไปหาเด็กคนนั้นและหยั่งเชิงถาม “ข้าเป็นผู้มาใหม่จริงดั่งว่า และข้าก็ไม่เข้าใจอะไรเลย ขอถามหน่อยว่าทำไมคนในเมืองเทียนตี้ถึงมีมากมายนัก”
เด็กคนนั้นยิ้มแก่นซนและยื่นฝ่ามือไปหานาง “หนึ่งคำถามต่อหินแก่นวิญญาณหนึ่งก้อน”
โอ้โห!
มุมปากของเจียงหลีกระตุกอย่างรุนแรง โจรปล้นกันชัดๆ! โหดร้ายขนาดนี้!
“ขี้เหนียว พวกท่านไม่ใช่ลูกศิษย์หัวกะทิที่มาจากกลุ่มอำนาจใหญ่หรือ ไม่มีหินแก่นวิญญาณติดตัวสักสองสามก้อนเลยหรือไร” เด็กน้อยพูดด้วยรอยยิ้มเริงร่า
“…” เจียงหลีพูดไม่ออก นางทำได้เพียงนำหินแก่นวิญญาณออกมาและวางไว้ในมือของเด็ก
“ขอบใจมากเถ้าแก่” ทันทีที่เขารับหินแก่น เด็กคนนั้นก็มีท่าทางเคารพนางมากขึ้น เขาใส่หินแก่นวิญญาณเข้าไปในกระเป๋าหน้าท้องของเขา แล้วพูดว่า “แม้ว่าท่านจะได้เห็นผู้คนมากมาย อันที่จริง พวกเขาส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่ภูตในเมืองเทียนตี้เท่านั้น”
“ภูตหรือ” เจียงหลีพูดด้วยความแปลกใจ
มือเล็กๆ ยื่นออกมาตรงหน้านางอีกครั้ง
มุมปากของเจียงหลีกระตุก และนางก็หยิบหินแก่นวิญญาณออกมาอีกหนึ่งก้อน
“ใช่แล้ว!” เด็กน้อยรับหินแก่นวิญญาณมาพยักหน้าแล้วอธิบายต่อ “ภูตทั่วไป อันที่จริงก็คือวิญญาณที่มาพร้อมกับเมืองเทียนตี้ พวกเราก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป แล้วอาศัยอยู่รอบนอกเมืองเทียนตี้ ทำงานตอนพระอาทิตย์ขึ้น และพักผ่อนตอนพระอาทิตย์ตก แต่กลับไม่มีวันแก่ ไม่มีวันตาย แล้วก็คอยบริการต่างๆ ให้กับบุคคลภายนอก”
“พวกเจ้าอย่างนั้นหรือ เจ้าก็เป็นภูตในเมืองเทียนตี้ด้วยหรือ” เจียงหลีตกตะลึง
เด็กน้อยยื่นมือออกไป
เจียงหลียิ้มเย็น “ข้าไม่ต้องการคำตอบนี้” คิดจะปล้นหินแก่นวิญญาณของนางหรือ
“จิ๊บๆ!” เจ้านกตัวน้อยสีเขียวแกมน้ำเงินบนไหล่ของเจียงหลีส่งเสียงเรียกร้องราวกับกล่าวหาว่าเด็กคนนี้เจ้าเล่ห์
เด็กน้อยหันไปมองแล้วเอ่ยยิ้ม “โอ้ เผ่าปีศาจ”
“…” เจียงหลีเงียบ เด็กคนนี้อ้างว่าเป็นภูตในเมืองเทียนตี้แห่งนี้ และเขาสามารถเห็นที่มาของนกน้อยสีเขียวแกมน้ำเงินได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเตือนให้เจียงหลีนึกขึ้นได้ ในที่แห่งนี้อย่าได้ไว้ใจใครง่ายๆ
เจียงหลีหยิบหินแก่นวิญญาณออกมาและวางไว้ในมือของเด็กน้อย “ข้ากำลังจะไปประภาคาร ต้องไปอย่างไร”
เด็กน้อยเก็บหินแก่นวิญญาณแล้วชี้นิ้ว “ตรงไปจนสุดทางก็ถึงแล้ว”
เมื่อได้รับคำตอบ เจียงหลีก็หันหลังและกำลังจะจากไป
แต่เมื่อนางเพิ่งจะเดินได้สองก้าว เสียงเด็กคนนั้นก็ดังขึ้นจากข้างหลัง “นี่ เห็นท่านเป็นคนใจกว้าง ข้าจะเตือนท่านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภูตมีอยู่เฉพาะในเมืองชั้นนอกของเมืองเทียนตี้ และหินแก่นวิญญาณคืออาหารของภูต ดังนั้นที่นี่ใช้แต่หินแก่นวิญญาณ ท่านควรประหยัดในการใช้จ่ายบ้าง! ฮ่าๆๆ…”
คำพูดก่อนหน้านี้ยังคงทำให้เจียงหลีประทับใจ แต่เสียงหัวเราะตามหลังกลับทำให้เจียงหลีคิดว่า เขากำลังหัวเราะเยาะตัวเองที่เหมือนคนโง่เขลา
ใบหน้าของนางมืดครึ้ม แล้วรีบเดินจ้ำอ้าวออกไป
จากการแนะนำของเด็กน้อยที่เจอก่อนหน้านี้ เมื่อเจียงหลีเดินผ่านพวกภูตเหล่านี้ก็ต่างมองนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น พวกเขาไม่ต่างอะไรกับคนจริงๆ ไม่มีแม้แต่จดบกพร่อง
เดินตรงไปตลอดทาง เจียงหลีใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามจะถึงจุดสิ้นสุด ใครๆ ก็นึกภาพได้ว่าเมืองเทียนตี้กว้างใหญ่เพียงใด
ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามในการเดินไปตามถนนก่อนที่จะถึงจุดหมาย
ที่ปลายถนนสายนี้ เป็นอย่างที่เด็กพูด คือมีประภาคารสูงเก้าชั้นขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเจียงหลี ในแต่ละชั้นของประภาคารก็มีสังเวียนขนาดใหญ่ และข้างสังเวียนนั้นมีถ้วยแก้วเคลือบหลากสีสันสวยงามเรียงกันเป็นแถว
เพียงแต่ ถ้วยแก้วเคลือบสีสันเหล่านี้กลับมอดดับแสงแล้ว
เจียงหลีถอนสายตาจากประภาคารและปักหลักแถวๆ นั้น
หลายคนยืนอยู่ใต้ประภาคารแล้ว และมีภูตหลายตนกำลังดูการต่อสู้อยู่รอบๆ และพวกเขาก็พูดคุยแสดงความคิดเห็นเป็นครั้งคราว
เจียงหลีรู้ในทันทีว่าคนพวกนี้ก็มาแย่งถ้วยแก้วเช่นเดียวกันกับนาง
ทันใดนั้นก็มีเสียงอุทานดังขึ้นมา…