ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 261 นางก็เร็วมาก!
ณ เมืองชั้นนอกของเมืองเทียนตี้
หากต้องการเข้าเมืองชั้นใน ต้องได้รับถ้วยแก้วเสียก่อน
โดยที่ถ้วยแก้วแบ่งออกเป็นเก้าชั้น นอกจากชั้นสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีคราม สีน้ำเงินและสีม่วงทั้งเจ็ดชั้นที่อยู่ด้านล่างแล้ว น้อยคนนักที่จะขึ้นสู่ชั้นที่แปด แต่ไม่นานมานี้ เทียนเจียวที่แข็งแกร่งที่สุดของป้อมปราการเฟยอวิ๋นได้ขึ้นไปถึงแล้ว และได้ถ้วยแก้วสีม่วงทองมาครอบครอง
ณ เวลานี้ ถึงตาของเจียงหลีที่จะเข้าไปในประภาคาร
เมื่อนางเดินออกไปอย่างช้าๆ และลอยตัวลงสู่สังเวียนชั้นที่หนึ่ง อวิ๋นจั่นที่หลับตาพักผ่อนอยู่บนแท่นผู้ชมก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ดวงตาอันเฉยชาของเขาเพ่งเล็งไปยังสังเวียนชั้นที่หนึ่ง
บางทีเขาอาจจะไม่ได้เมินเฉยต่อนางอย่างที่เจียงหลีคาดคิด
อันที่จริงไม่ใช่แค่อวิ๋นจั่น
เมื่อเจียงหลียืนอยู่บนสังเวียนชั้นที่หนึ่ง สายตาแทบทุกคู่จับจ้องไปที่นาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่าภูตของเมืองเทียนตี้ พวกเขามาชมการแสดงอยู่ที่นี่ ไม่ว่าใครจะเข้าไปในประภาคารก็ตาม ล้วนดึงดูดความสนใจของพวกเขาทั้งสิ้น ราวกับชมการแสดงนานนับสิบล้านปีก็ไม่มีวันเบื่อและไม่อยากจากไป
“หึ ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะขึ้นไปได้สักกี่ชั้น” ดวงตาของอวิ๋นเซียวแฝงความคิดชั่วร้าย และน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา
อวิ๋นถังที่อยู่ข้างกายเขาเหลือบมองอวิ๋นจั่น กระซิบกับอวิ๋นเซียวด้วยสีหน้าเหยียดหยาม “ก็แค่สตรีนางหนึ่ง พรสวรรค์ของนางจะแข็งแกร่งแค่ไหนเชียว”
คาดไม่ถึงว่าใบหน้าของอวิ๋นเซียวไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเพราะ คำปลอบประโลม จากอวิ๋นถัง แต่กลับแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก
ควรรู้ไว้ว่า ขณะที่อยู่ดินแดนผนึกมาร เขาถูกสตรีนางนี้หยามเกียรติ ปั่นหัว และทำให้พ่ายแพ้ย่อยยับต่อหน้าธารกำนัล!
“ข้ามั่นใจว่านางขึ้นไปไม่ถึงชั้นที่เจ็ดหรอก” อวิ๋นถังเอ่ยอย่างมั่นใจ
อวิ๋นเซียวเผยใบหน้าอันดุร้ายออกมาพร้อมกับพูดอย่างเคร่งขรึม “หากนางสามารถเหยียบชั้นที่หกได้ ถ้วยแก้วที่นางได้รับก็จะเหนือกว่าข้าและเจ้า”
“แต่สู้อวิ๋นจั่นไม่ได้แน่นอน!” อวิ๋นถังเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
อวิ๋นจั่น!
รูม่านตาตาของอวิ๋นเซียวหดตัวลงโดยไม่มีใครทันสังเกต และมองไปยังแผ่นหลังของอวิ๋นจั่น ถูกต้อง! อวิ๋นจั่น! อวิ๋นจั่นคือเทียนเจียวผู้แข็งแกร่งที่สุดของป้อมปราการเฟยอวิ๋น แล้วอวิ๋นเซียวไม่มีค่าอะไรทั้งนั้นเลยหรือ
อีกฝั่งหนึ่ง พระมหาอินฮูที่งสวมจีวรสีดำและคล้องลูกประคำกระดูกไว้ที่คอก็ให้ความสนใจกับทุกย่างก้าวของเจียงหลีเช่นกัน
แต่มีความคิดแตกต่างจากคนของป้อมปราการเฟยอวิ๋น เขาหวังว่าเจียงหลีจะสามารถขึ้นทะยานสู่ชั้นที่สูงกว่านั้น
คนทั้งสี่ของสำนักเทียนเต๋าก็เฝ้ารออยู่เช่นกัน แต่สิ่งที่พวกเขาคาดเดาคือว่าถ้วยแก้วที่เจียงหลีได้รับจะเหนือกว่าเทพธิดาเหยาอวี๋แห่งหอฉยงเซียนหรือไม่
ไม่ว่าผู้คนที่อยู่นอกประภาคารจะคิดเช่นไร ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจียงหลีเลย
นางรู้สึกถึงความอัศจรรย์ของประภาคารเมื่อยืนอยู่บนสังเวียนชั้นที่หนึ่ง บนสังเวียนแห่งนี้ ส่องแสงกะพริบ และดูเหมือนว่าพลังลึกลับจะกวาดผ่านแผ่นหลังของนาง จากนั้นนักรบที่มีระดับการฝึกฝนในหลิงหวังขั้นสามปรากฏตัวต่อหน้านางอย่างรวดเร็ว
เจียงหลียักคิ้ว ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว และปล่อยหมัดทันที
หมัดพิฆาตขั้นเก้า!
นางตระหนักรู้ถึงหมัดพิฆาตขั้นเก้าด้วยตัวเองบนพื้นฐานของหมัดพิฆาตขั้นหกแห่งสกุลลู่
ปัง!
เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นบนสังเวียน และหลังจากแสงกะพริบนั้น นักรบสีแดงบนสังเวียนก็หายตัวไปทันที
หมัดเดียว สังหาร!
เจียงหลีไม่ได้หยุดนิ่ง ร่างของนางกะพริบและได้มาถึงสังเวียนชั้นที่สอง
ครั้งนี้ นักรบชุดสีส้มปรากฏตัวขึ้น การฝึกฝนอยู่ที่หลิงหวังขั้นสามช่วงกลาง เจียงหลีปล่อยหมัดกระบวนท่าเดิม ยังคงเป็นหมัดพิฆาตขั้นเก้า สังหาร
ในชั่วพริบตา เจียงหลีขึ้นไปถึงสังเวียนชั้นที่สามแล้ว นักรบชุดสีเหลืองปรากฏตัวต่อหน้าเขา การฝึกฝนอยู่ที่หลิงหวังขั้นสามระดับสูงสุด
“เอ๊ะ”
ณ ด้านนอกประภาคาร เหล่าภูตของเมืองเทียนตี้ที่เฝ้าดูการต่อสู้ล้วนส่งเสียงด้วยความประหลาดใจ
“ก็เร็วมากเหมือนกันนี่นา!”
“คาดไม่ถึงว่าหญิงสาวคนหนึ่งจะคล่องแคล่วปราดเปรียว มั่นคงน่าเกรงขาม และมีกลิ่นอายความเป็นบุรุษมากถึงเพียงนี้!”
“นางกับคนข้างหน้า ใครเร็วกว่ากัน”
“…”
เหล่าภูตทั้งหลายถกเถียงกับอย่างดุเดือด พวกเขาจะไม่ต้องเลี่ยงพูดถึงใครทั้งสิ้น อยากวิจารณ์ใครก็วิจารณ์ผู้นั้น
ทางฝั่งของป้อมปราการเฟยอวิ๋น ใบหน้าของอวิ๋นเซียวหม่นหมองลงมากจนแทบจะมีน้ำไหลหยดออกมาหลังจากมองเห็นฉากที่เจียงหลีสังหารภายในเสี้ยววินาที
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง เจียงหลีก้าวขึ้นสังเวียนชั้นที่สี่ ความเร็วในการทะลุทะลวงประภาคารแทบจะไม่ต่างจากอวิ๋นจั่น
“หึ! ถึงเร็วแล้วจะทำอย่างไรได้ ทำได้เพียงคุกเข่าขอความเมตตาต่อหน้าอวิ๋นจั่นเท่านั้นแหละ” อวิ๋นถังยังคงทำสีหน้าเย็นชาและส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความอิจฉาริษยา
แต่สำหรับอวิ๋นจั่นที่ถูกกล่าวอ้างถึงตลอดเวลายังคงนิ่งเงียบ เฝ้ามองสังเวียนชั้นที่สี่อย่างเงียบสงบ ณ จุดนั้นนางอยู่ในอาณาเขตที่เทียบเท่ากับระดับของตนแล้ว
ขณะที่เจียงหลียังคงสังหารด้วยหมัดเดียว ก็ก้าวสู่ชั้นที่ห้าแล้ว
“แต่ทว่า…” ดวงตาที่มืดมนของอวิ๋นถังขยับเล็กน้อย กวาดสายตามองท่าทางทรงเสน่ห์และน่าหลงใหลของเจียงหลีบนสังเวียน จากนั้นมองไปที่อวิ๋นจั่นและยิ้มอย่างผู้ชนะ “ถึงแม้เจียงหลีจะน่ารังเกียจ แต่กลับมีรูปโฉมที่งดงามยิ่งนัก หากอวิ๋นจั่นสามารถเอาชนะนาง แล้วเอานางไปเป็นนางบำเรอเจ้าได้ จะทำให้ฮวงเสินอับอายมากกว่าฆ่านางทิ้งเสียอีก”
“หุบปาก” อวิ๋นจั่นปริปากตะโกนใส่ความคิดอันชั่วร้ายของอวิ๋นถัง
ชั้นที่ห้า!
นักรบชุดสีครามผู้เป็นหลิงหวังขั้นสี่เช่นเดียวกันยืนอยู่ด้านหน้าเจียงหลี
ใบหน้าของเจียงหลียังคงสงบนิ่ง ร่างของนางวูบไหวอีกครั้งและปรากฏตัวต่อหน้าคู่ต่อสู้ และพลังอันน่าสะพรึงกลัวปะทุออกมาจากภายในร่างกายทันที แล้วพุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างรุนแรง
คลื่นกระแทกอันทรงพลังแพร่กระจายออกมาจากคนทั้งสอง ผู้คนที่อยู่นอกประภาคารมองเห็นเพียงแสงกะพริบ และนักรบชุดครามก็ระเบิดในทันที
เจียงหลีขึ้นไปยังชั้นที่หก ความเร็วนำหน้าคนก่อนหน้านี้อย่างอวิ๋นจั่นไปแล้ว และทำให้ทุกคนถึงกับตกตะลึง
“นี่มัน…”
สีหน้าของคนทั้งสี่แห่งสำนักเทียนเต๋าตึงเครียด เผยให้เห็นถึงความตกใจอยู่เต็มใบหน้า
เจียงหลีเข้าไปในประภาคารและทะลุทะลวงถึงชั้นที่ห้าด้วยการสังหารในวินาทีเดียวอย่างต่อเนื่องจนถึงชั้นที่หกโดยที่ไม่ได้ปลดปล่อยพลังแท้จริงออกมาอย่างเต็มที่
สตรีสมัยนี้น่ากลัวมากเช่นนี้แล้วหรือ
ก่อนหน้านี้อย่างเทพธิดาเหยาอวี๋ก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่าแข็งแกร่งมากแล้ว ตอนนี้กลับปรากฏเจียงหลีมาอีกคนแล้วหรือ
คนทั้งสี่อยากจะร้องไห้แต่ร้องไม่ออก
อวิ๋นจั่นเก่งกาจกว่าพวกเขาก็ช่างเขาไป แต่ตอนนี้กลับปรากฏอีกคนที่ทำให้พวกเขาต้องแหงนมอง
“ชั้นที่หก!” รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่จริงใจของพระมหาอินฮู
“อาณาเขตเดียวกัน แต่กลับสังหารในวินาทีเดียวด้วยกระบวนท่าเดียวอย่างนั้นหรือ เป็นไปได้อย่างไร!” อวิ๋นเซียวยืนขึ้นด้วยความตกตะลึง และไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
คำพูดที่เจียงหลีเคยพูดกับเขา ดูเหมือนจะดังก้องในใจของเขาอีกครั้ง
นางเคยพูดว่านางสามารถฆ่าเขาด้วยกระบวนท่าเดียวในอาณาเขตเดียวกัน!
“นางแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร” อวิ๋นถังก็ตกตะลึงเช่นกัน แต่อยู่ๆ เขาก็หัวเราะอย่างเหยียดหยามขึ้น “นางได้เปรียบตรงมีการฝึกยุทธ์ที่ต่ำกว่าอวิ๋นจั่น อวิ๋นจั่นเริ่มต้นสูงกว่า จึงยิ่งยากขึ้นในตอนท้าย”
“เจริญพร!”
เสียงของอินฮู ดึงดูดความสนใจจากอวิ๋นถังและอวิ๋นเซียวจนต้องชำเลืองมอง
“อย่างไรก็ตาม กฎนั้นยุติธรรมสำหรับทุกคน ระดับการฝึกฝนที่แตกต่างก็ต้องเผชิญสิ่งนี้เช่นเดียวกัน หากจะให้หาความอยุติธรรมออกมาจริงๆ ก็เสียดายเพียงการฝึกฝนที่สูงเกินไปของประสกอวิ๋นจั่น” เขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม แต่หากไตร่ตรองคำพูดของเขาอย่างละเอียด กลับมีความหมายประชดประชันแฝงอยู่
“ไอ้พระสารเลว!” อวิ๋นถังตะคอกอย่างฉุนเฉียว
“เจริญพร! อาตมาสารเลวหรือไม่ ประสกรู้ได้อย่างไร” อินฮูตอบด้วยรอบยิ้มพลางมองไปที่ประภาคารนั่นอีกครั้ง