ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 543 พี่น้อง
ตอนที่ 543 พี่น้อง
จิ่นเกองอแงไม่ยอม ยังคงร้องไห้ราวกับจะขาดใจก็ไม่ปาน
“ข้าจะหาท่านพ่อ ข้าจะหาท่านพ่อ”
สวีลิ่งอี๋เห็นว่าเขาร้องไห้หนักมากจึงตบหลังเขาเบาๆ แล้วพูดปลอบเขาว่า “เอาล่ะ เอาล่ะ หยุดร้องได้แล้ว!”
แต่เสียงร้องของจิ่นเกอกลับไม่เบาลงเลย
สวีลิ่งอี๋เห็นเขาน้ำตานองหน้า ก็ปวดใจแทบทนไม่ไหว ลูบหลังเขาอย่างอ่อนโยนกว่าเดิม น้ำเสียงนุ่มนวลกว่าเดิม เผยให้เห็นความอดทนที่ไม่มีที่สิ้นสุด “อย่าร้อง จิ่นเกอไม่ต้องร้องไห้แล้ว!”
จิ่นเกอเอาหน้าซบลงบนไหล่ของสวีลิ่งอี๋ เสียงร้องค่อยๆ เบาลง
ความประหลาดใจในตอนแรกของสืออีเหนียงค่อยๆ ผ่อนคลายลง กลับมามีสีหน้าสงบนิ่งเช่นเดิม
นางถามแม่นมกู้เสียงเบาว่า “เกิดอะไรขึ้น”
แม่นมกู้รีบพูดขึ้นมาว่า “ท่านโหวกำลังเล่นอยู่กับคุณชายน้อยหก พอคุณชายน้อยสี่ออกมาจากห้องด้านใน ท่านโหวก็ส่งคุณชายน้อยหกให้ข้าแล้วออกไปข้างนอกกับคุณชายน้อยสี่เจ้าค่ะ…” ขณะที่พูด นางก็เหลือบมองสืออีเหนียงด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย “คุณชายน้อยหกรีบกระโดดลงจากเตียง แต่ท่านโหวกับคุณชายน้อยสี่เดินออกไปแล้ว คุณชายน้อยหกก็เลยร้องไห้ขึ้นมา…”
สืออีเหนียงได้ฟังดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ
“ท่านโหว ให้ข้าอุ้มจิ่นเกอเถิด!” พูดพลางเอื้อมมือไปรับบุตรชาย “ท่านนัดกับเฉินเก๋อเหล่าไว้ยามซื่อ หากสายกว่านี้ก็จะเลยเวลาแล้ว”
สืออีเหนียงพึ่งจะแตะโดนตัวจิ่นเกอ จิ่นเกอก็ร้องไห้ขึ้นมาเสียงดังราวกับว่าถูกใครหยิกเสียอย่างนั้น
แววตาของสวีลิ่งอี๋ดูลังเลเล็กน้อย
สืออีเหนียงอดหันไปมองสวีซื่ออวี้ไม่ได้
เขายังคงมีสีหน้าตกใจ แต่ดวงตาดูสงบนิ่ง
เมื่อรู้สึกถึงสายตาของสืออีเหนียง เขาก็เงยหน้าขึ้นแล้วมองมาพลางยิ้มให้สืออีเหนียงอย่างแผ่วเบา
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ สืออีเหนียงถึงรู้สึกโล่งอก
นางหันไปมองสวีซื่อจุน
สวีซื่อจุนที่อายุสิบเอ็ดปีเอียงคอมองสวีลิ่งอี๋และจิ่นเกอที่อยู่ในอ้อมแขนของสวีลิ่งอี๋ด้วยสีหน้ามึนงงเหมือนเด็กน้อย
สืออีเหนียงอดยิ้มไม่ได้
นางไม่สนว่าสวีลิ่งอี๋จะรู้สึกอย่างไร ไม่สนว่าจิ่นเกอจะงอแงเพียงใด ฝืนอุ้มบุตรชายมาไว้ในอ้อมแขน “เด็กน้อยก็เป็นเช่นนี้ โอ๋สักหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว ท่านโหวกับจุนเกอรีบไปเถิด! มีอวี้เกอคอยช่วยข้า ไม่เป็นไรแน่นอนเจ้าค่ะ”
จิ่นเกอดึงเสื้อสวีลิ่งอี๋ไว้ไม่ยอมปล่อย “ท่านพ่อ ท่านพ่อ!” ร้องไห้เหมือนจะขาดใจ
สวีลิ่งอี๋มองสืออีเหนียง เขาแสดงสีหน้าอ้อนวอนราวกับจะพูดว่า ‘เจ้าช่วยคิดหาวิธีทำให้เขาหยุดร้องไห้ที!’
สืออีเหนียงใจเต้นแรง
นี่เพียงแค่พึ่งจะเรียกคำว่า ‘พ่อ’ เป็น สวีลิ่งอี๋ก็เริ่มลังเลแล้ว ถ้าหากเขาพูดได้ ออดอ้อนได้แล้ว สวีลิ่งอี๋จะไม่ยิ่งลำบากใจหรือ เขาเป็นเสาหลักของครอบครัว ทุกคนต่างทำตามความประสงค์ของเขา ถ้าหากเขาทำตัวไม่ชัดเจน ถึงขั้นทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง บ่าวรับใช้ในเรือนก็จะพากันประจบประแจงจิ่นเกอเพื่อให้ได้มาซึ่งยศตำแหน่ง นางกลัวว่าเมื่อถึงเวลานั้นเกรงว่าต่อให้อยากควบคุมแค่ไหนก็คงจะไร้กำลัง
เด็กมักจะถูกตามใจจนเสียคนด้วยเหตุนี้
ในฐานะคนเป็นพ่อเป็นแม่ จะต้องใจแข็งและใจเย็น
ดูแล้วสวีลิ่งอี๋คงจะช่วยอะไรไม่ได้
นางถอนหายใจในใจ ความคิดแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม แกะมือของจิ่นเกอออกจากเสื้อของสวีลิ่งอี๋ อุ้มเขาพลางนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือที่อยู่ข้างๆ “ท่านโหววางใจได้ ท่านไปเถิดเจ้าค่ะ!”
จิ่นเกอร้องไห้ราวกับฟ้าถล่มดินทลาย ตะโกนเสียงดัง “ท่านพ่อ” พลางดิ้นไปมาอยู่ในอ้อมแขนของสืออีเหนียง
สวีลิ่งอี๋หยุดอยู่ตรงนั้น มีความลังเลเล็กน้อย
“ท่านแม่” สวีซื่ออวี้ที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างพลันพูดขึ้นมาว่า “ให้ข้าพาน้องหกไปเล่นที่สวนดอกไม้สักพักดีหรือไม่ขอรับ” น้ำเสียงเหมือนกำลังครุ่นคิด
สืออีเหนียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แม้ว่าจิ่นเกอจะยังเด็ก แต่กลับอารมณ์ร้ายมาก แทนที่จะปล่อยให้ร้องไห้หนักจนสวีลิ่งอี๋ไม่อาจก้าวเท้าเดินออกไปได้ ไม่สู้ไปให้พ้นสายตาเลยจะดีกว่า จะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวด
“เช่นนั้นก็รบกวนเจ้าแล้ว” นางพูดอย่างเกรงใจแล้วส่งจิ่นเกอให้สวีซื่ออวี้
สวีซื่ออวี้มองสืออีเหนียงอย่างลึกซึ้ง รับจิ่นเกอมาอย่างระมัดระวัง จิ่นเกอกลับดิ้นไปมาในอ้อมแขนของเขาจนเกือบจะตกลงมา
แม่นมกู้ตกใจจนเหงื่อออก
โชคดีที่แม้ว่าสวีซื่ออวี้จะดูผ่ายผอม แต่กลับแข็งแรงมาก จึงเป็นเพียงแค่ความตกใจที่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
สืออีเหนียงกำชับแม่นมกู้ “พวกเจ้าคอยรับใช้อยู่ข้างๆ”
ไม่อาจเปลี่ยนความคิดของสวีซื่ออวี้ที่จะพาจิ่นเกอไปเล่นที่สวนดอกไม้ได้
สวีซื่ออวี้กอดจิ่นเกอไว้แน่น มีกลุ่มสาวใช้และหญิงเฒ่าเดินห้อมล้อมออกประตูไป
สืออีเหนียงเห็นสวีลิ่งอี๋สูดหายใจเข้าลึก
“ส่งคนติดตามไปอีกสองสามคนดีหรือไม่” เขาพูดพึมพำ “อวี้เกอเองก็ยังเด็กอยู่”
“แต่ไหนแต่ไรมาอวี้เกอก็เป็นคนใจเย็น อีกทั้งยังมีแม่นมกู้และคนอื่นๆ คอยดูแลอยู่ข้างๆ ทุกอย่างจะเรียบร้อยดีเจ้าค่ะ” สืออีเหนียงเดินเข้าไปช่วยจัดเสื้อผ้าของเขาที่ถูกจิ่นเกอดึงจนยับ เห็นไหล่ของเขายังมีคราบน้ำตาของจิ่นเกออยู่ก็พูดขึ้นมาว่า “ท่านโหว ให้ข้าปรนนิบัติท่านเปลี่ยนเสื้อเถิด!”
สวีลิ่งอี๋เองก็รู้สึกว่าเช่นนี้ไม่เหมาะสม จึงตอบตกลงแล้วให้สืออีเหนียงเปลี่ยนเสื้อให้
สวีซื่อจุนยืนมองอยู่เงียบๆ มาตลอด จนกระทั่งสวีซื่อเจี้ยวิ่งเข้ามา “ไอ๊หยา! พี่สี่ เหตุใดท่านถึงยังไม่ไปอีก” ขณะที่พูดก็เห็นสวีลิ่งอี๋กับสืออีเหนียงเดินออกมาจากห้องด้านใน เขารีบเดินเข้าไปคำนับทั้งสองคน จากนั้นก็ถามขึ้นมาว่า “วันนี้ท่านพ่อยังจะพาพี่สี่ออกไปข้างนอกอยู่หรือไม่”
ยิ่งเวลาผ่านไป สวีซื่อเจี้ยก็ยิ่งร่าเริงและมีชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าสวีลิ่งอี๋เขาก็ไม่ได้มีท่าทีนอบน้อมตลอดเวลาเหมือนสวีซื่ออวี้ และไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวเผยออกมาเหมือนสวีซื่อจุน เหมือนบุตรชายทั่วไปที่อยู่ต่อหน้าบิดาของตัวเอง เมื่อบิดาสีหน้าดูมีความสุขเขาก็จะกล้าทำเรื่องต่างๆ ที่เหมาะสม เมื่อบิดามีสีหน้าเป็นกังวลเขาก็จะหลบเลี่ยงไปอย่างเงียบๆ
บางทีอาจเป็นเพราะเขาเป็นหลาน หรืออาจเป็นเพราะไม่ได้คาดหวังกับสวีซื่อเจี้ยมากนัก สวีลิ่งอี๋จึงมักจะมีสีหน้ารื่นรมย์เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา บรรยากาศจึงดูเบาสบายและเบิกบานใจ
“เจ้าอยากจะทำอะไร” สวีลิ่งอี๋ยิ้มพลางถามเขา
ครั้งที่แล้วเขาก็ถามเช่นนี้ สืออีเหนียงนึกว่าสวีซื่อเจี้ยจะบอกว่าอยากไปด้วย สุดท้ายสวีซื่อเจี้ยเพียงแค่อยากจะพาจุนเกอไปเล่นว่าวเท่านั้น
สวีซื่อเจี้ยยิ้มพลางพูดว่า “ถ้าหากท่านพ่อกับพี่สี่จะออกจวน ข้าจะไปส่งท่านแทนท่านแม่ที่ประตูเองขอรับ!”
“อ้อ!” สวีลิ่งอี๋ยิ้มแล้วพูดว่า “อาจารย์จ้าวสอนคัมภีร์วิจารณ์พจน์ให้เจ้าแล้วหรือ”
“เปล่าขอรับ!” สวีซื่อเจี้ยยิ้มอย่างเขินอาย “ตอนที่อาจารย์จ้าวสอนเรื่องพี่น้องกับข้า ได้พูดเรื่อง ‘ความกตัญญูของจื่อเสีย’”
เรื่องพี่น้องเป็นบทเรียนในตำราปฐมวัย
สวีลิ่งอี๋พยักหน้าเล็กน้อย ยิ้มแล้วพูดว่า “ดีแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ไปส่งข้ากับพี่สี่ของเจ้าเถิด!”
สวีซื่อเจี้ยทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ ยกมือขึ้นคำนับสวีลิ่งอี๋ “ศิษย์น้อมรับคำสั่ง!”
แม้แต่สืออีเหนียงเองที่เห็นเช่นนี้ก็ยังหัวเราะ เดินเข้าไปจับไหล่เขาอย่างเอ็นดู
สวีซื่อจุนเห็นดังนั้นก็หลุบตาลงเล็กน้อย
เมื่อกลับมาจากจวนเฉินเก๋อเหล่า เขาก็ไม่ได้รีบร้อนกลับเรือนตัวเอง แต่กลับพูดคุยกับอิ๋นเจินบ่าวรับใช้ข้างกายว่า “ข้าคิดว่าอาศัยอยู่เรือนในนั้นดีกว่า”
อิ๋นเจินกับพ่อบ้านไป๋สนิทสนมกันอยู่บ้าง เป็นเพราะได้รับการพึ่งพาจากพ่อบ้านไป๋จึงได้มารับใช้ข้างกายจุนเกอ ถึงแม้ว่าจะพูดเช่นนี้ แต่หากเขาไม่ใช่คนฉลาด พ่อบ้านไป๋ก็ไม่กล้าให้เขามาอยู่ข้างกายจุนเกอ เพราะบางครั้งโอกาสก็หมายถึงความเสี่ยงเช่นกัน
“คุณชายน้อยสี่พูดเช่นนี้ทำให้บ่าวประหลาดใจนัก!” อิ๋นเจินยิ้ม น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความระมัดระวังที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ “คุณชายน้อยสามย้ายไปที่ตรอกซานจิ่ง คราวที่แล้วตอนกลับมายังบอกว่า ‘ท้องฟ้ากว้างใหญ่มีไว้ให้นกบิน มหาสมุทรลึกมีไว้ให้ปลากระโดด’ เหตุใดท่านกลับคิดว่าอาศัยอยู่ที่เรือนในดีกว่าเล่าขอรับ”
จุนเกอหัวเราะ เขาเคาะหัวอิ๋นเจินที่สูงกว่าตัวเองหนึ่งที “ปลากระโดดไปมาได้อย่างอิสระในมหาสมุทรอะไรกัน วันๆ เจ้าอยู่ข้างกายข้าก็ไม่ตั้งใจเรียน เจ้าหัดดูฮั่วชิงบ้าง ตำราปฐมวัยก็เรียนไปจนถึงบทที่สองแล้ว เขาเรียกว่า ‘มหาสมุทรลึกมีไว้ให้ปลาแหวกว่าย’ ต่างหาก!”
ฮั่วชิงคือบ่าวรับใช้ข้างกายอีกคนของเขา
อิ๋นเจินลูบหน้าผากตัวเองด้วยความเขินอาย “บ่าวก็กำลังเรียนอยู่เพียงแต่ว่าช้ากว่าฮั่วชิงนิดหน่อยเท่านั้นเองขอรับ” จากนั้นก็มีสีหน้าตกใจ ถามจุนเกอเสียงเบาว่า “คุณชายน้อยสี่ คุณชายน้อยสามเคยบอกว่าอีกไม่กี่วันจะไปเล่นที่วัดเซียงกั๋วกับท่าน ท่านจะไปหรือไม่ขอรับ”
สวีซื่อจุนได้ฟังดังนั้นก็ห่อไหล่ลงเล็กน้อย “ข้าไม่รู้ว่าจะบอกกับท่านพ่ออย่างไร คราวที่แล้วที่ท่านพ่อทดสอบการบ้านข้า ข้าก็ตอบได้ไม่ดี!”
อิ๋นเจินช่วยออกความคิดเห็นให้เขา “เช่นนั้นคุณชายน้อยสี่ไปถามฮูหยินดีหรือไม่ หากฮูหยินตกลง ท่านโหวก็จะต้องตกลงแน่นอนขอรับ!”
“จริงด้วย!” สวีซื่อจุนตาเป็นประกาย “เหตุใดข้านึกไม่ถึงกัน!” จากนั้นก็พูดด้วยความดีอกดีใจว่า “ไป! พวกเราไปหาท่านแม่กัน” พูดพลางรีบมุ่งหน้าไปที่เรือนใน
สุดท้ายก็ลืมหัวข้อสนทนาที่ว่า ‘อาศัยอยู่ที่เรือนในนั้นดีกว่า’ ไปแล้ว
อิ๋นเจินที่เดินตามอยู่ด้านหลังไม่กี่ก้าวก็ยกมือขึ้นลูบแผ่นอกตัวเองเบาๆ ในใจพลันตะโกนว่า ‘ค่อยยังชั่ว’ จากนั้นก็รีบเดินตามไป
******
เมื่อกลับมาที่เรือน สวีซื่ออวี้ไม่ได้นั่งอยู่ใต้ตะเกียงและอ่านหนังสือตามปกติ แต่กลับนั่งเท้าคาง เอนกายพิงหมอนอิงใบใหญ่เหม่อมองผ้าม่าน
เหวินจู๋ที่กำลังนั่งทำงานเย็บปักอยู่ข้างๆ ชะเง้อคอเหลือบมองนาฬิกาไขลานที่อยู่ตรงมุมผนังห้อง
คุณชายน้อยสองเป็นเช่นนี้มาสองเค่อแล้ว!
นางลอบสำรวจสีหน้าของสวีซื่ออวี้
เขามีสีหน้าสงบนิ่ง มุมปากมีรอยยิ้มเล็กน้อย ดูสบายใจเป็นอย่างมาก
เหวินจู๋จึงได้วางใจ ช่วยสวีซื่ออวี้เปลี่ยนถ้วยชาอย่างเบามือ
เมื่อได้ยินการเคลื่อนไหว สวีซื่ออวี้ก็หันกลับมา
เขาพูดเพียง “อ้อ” แล้วนั่งตัวตรง “เจ้ายังอยู่ในห้องหรือ”
เหวินจู๋ทำตัวไม่ถูก “บ่าวนั่งทำงานเย็บปักอยู่ที่นี่มาเกือบครึ่งชั่วยามแล้วเจ้าค่ะ!”
สวีซื่ออวี้ประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะ
รอยยิ้มนั้นทำให้เหวินจู๋นึกถึงใบชาที่แช่ในน้ำร้อนที่คลายตัวย
นางประหลาดใจเล็กน้อย อดถามเสียงเบาไม่ได้ “คุณชายน้อยกำลังคิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ ขนาดบ่าวอยู่ข้างๆ ก็ยังไม่รู้!”
สวีซื่ออวี้เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ข้ากำลังคิดถึงจิ่นเกอ!” ขณะที่พูด ใบหน้าก็เอ่อล้นไปด้ายความสุข
เหวินจู๋ประหลาดใจอีกครั้ง
สวีซื่ออวี้เอนพิงหมอนอิงอีกครั้ง
“จิ่นเกองอแงไม่ยอมหยุด ท่านแม่จึงยอมให้ข้าพาเขาไปเล่นในสวนดอกไม้” เขาเอามือประสานที่ท้ายทอย สายตาจับจ้องไปยังผ้าม่านราวกับว่าเป็นภาพวาดลวดลายงดงาม “มีเพียงคนปรนนิบัติข้างกายจิ่นเกอที่ตามมา…” น้ำเสียงฟังดูทอดถอนใจ “กลัวว่าข้าจะไม่รู้ว่าควรดูแลจิ่นเกออย่างไร…” ราวกับว่ากำลังอธิบายบางอย่าง “เขาอารมณ์รุนแรงมาก ยึดติดกับสิ่งเดียว ข้าพูดปลอบประโลมอย่างไรก็ไม่เป็นผล ร้องไห้อยู่อย่างนั้นเกือบหนึ่งชั่วยาม…” เห็นได้ชัดว่าเขากำลังบ่น แต่ใบหน้ากลับเผยให้เห็นรอยยิ้ม “ทำเอาข้าหมดปัญญา แต่นึกขึ้นได้ว่าตอนเด็กๆ ตัวเองชอบพายเรือมากที่สุด จึงพาเขาไปที่ท่าเรือหลิวฟัง…”
เหวินจู๋หน้าซีด “คุณชายน้อยสอง…” น้ำเสียงฟังดูหวาดกลัว
สามารถนั่งเรือในบึงปี้อีได้ แต่น้ำลึกมาก หากไม่ระวังเกิดเรือคว่ำขึ้นมา…หากเป็นเช่นนั้นใครจะสามารถอธิบายได้!
สวีซื่ออวี้หันมามอง “แม่นมกู้บอกว่าตอนนี้ไม่ใช่ฤดูพายเรือ เกรงว่าเรือเหล่านั้นจะถูกเอาไปเก็บหมดแล้ว ต้องไปขอป้ายคู่จากท่านแม่จึงจะทำได้!” เขาท่าทางสงบนิ่งเป็นอย่างมาก มองไม่ออกว่าสุขหรือเศร้า
เหวินจู๋เป็นกังวล “เช่นนั้นฮูหยินสี่…”
“ท่านแม่ให้ป้ายคู่แม่นมกู้มา” สวีซื่ออวี้พูดอย่างช้าๆ ว่า “ข้าก็เลยพาจิ่นเกอไปพายเรือเล่น”
เหวินจู๋รู้สึกว่าตัวเองควรจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อนึกถึงสีหน้าที่มีความสุขเมื่อครู่ของสวีซื่ออวี้ นางก็กลืนคำพูดลงไป เผยรอยยิ้มที่มีความสุข “เช่นนั้นคุณชายน้อยหกยังร้องไห้งอแงอยู่หรือไม่เจ้าคะ”
สวีซื่ออวี้นึกถึงสถานการณ์ในตอนนั้นแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เขาไม่เพียงแค่หยุดร้องเท่านั้น ซ้ำยังสนุกจนไม่อยากกลับเรือน จะทำอย่างไรก็ไม่ยอมขึ้นฝั่ง หากไม่ใช่เพราะท่านแม่ฝืนบังคับอุ้มเขาไป ข้าเกรงว่าจนถึงตอนนี้ก็คงยังพายเรืออยู่ในบึงปี้อีกระมัง!”