ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 21 ตือโป๊ยก่าย
บทที่ 21 ตือโป๊ยก่าย
ด้านนอกของบริษัทเทียนเสี่ย
ซูเสวี่ยมองดูฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่จริงจัง
ฉิงเทียนมองดูสีหน้าของเสวี่ยเอ๋อ เขาจึงได้ใช้มือของเขายกคางของเธอขึ้นมาแล้วพูดพร้อมกับยิ้ม “เสวี่ยเอ๋อ คุณทึ่งในพลังของสามีของคุณไปเลยล่ะสิ”
ซูเสวี่ยหน้าแดงขึ้นมาเมื่อฉิงเทียนพูดเอาเองว่าเป็นสามีของเธอ “ใครกันที่เป็นสามีของฉัน! อย่ามาทำเป็นเปลี่ยนเรื่องนะ!”
“ฉันรู้สึกว่าฉันนั้นรู้จักคุณน้อยเหลือเกิน วันนี้ฉันจะให้คุณบอกเรื่องของคุณมาให้หมดให้ได้ คุณไปเป็นผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้ตั้งแต่เมื่อไร?” เธอดึงหูทั้งสองข้างของฉิงเทียน
ฉิงเทียนยิ้มอย่างแห้งๆและพูดในใจทำไมพวกผู้หญิงถึงได้ชอบหยิกเนื้อไม่ก็ดึงหูจังเลยนะ เขาจึงได้ปั้นหน้ายิ้มและตอบกลับไป “ได้ครับคุณภรรยา ผมจะเล่าเรื่องของผมอย่างละเอียดยิบเลยครับ”
“ใครกันที่เป็นภรรยาของคุณมิทราบย่ะ?” ขณะที่เธอพูดอยู่ เธอก็ออกแรงดึงหูของฉิงเทียนมากขึ้นกว่าเดิม
“คุณภรรยาครับหูผมกำลังจะขาดแล้วครับ”
“ฉันไม่ได้ยินเลยว่าคุณพูดว่าอะไรนะ!”
“เสวี่ยเอ๋อครับ เสวี่ยเอ๋อคนดี หูของผมกำลังจะขาดแล้วครับ”
“คอยดูละกัน ถ้าคุณเรียกฉันแบบนี้อีกคราวหน้าขาดแน่!” เมื่อเห็นว่าฉิงเทียนเลิกเรียกแบบนั้นแล้ว ซูเสวี่ยก็ได้ปล่อยมือของเธอ
มองดูซูเสวี่ยที่ปล่อยเขา ฉิงเทียนก็ได้เข้าไปกอดตัวของซูเสวี่ยอย่างรักใคร่ “ซูเสวี่ย ผมอยากแต่งงานกับคุณจริงๆนะ ผมอยากให้คุณมาเป็นภรรยาของผม”
มองดูฉิงเทียนที่กำลังแสดงออกถึงความรัก ซูเสวี่ยจึงได้เอียงหัวของเธอซับเข้าอกของฉิงเทียนและฟังคำบอกรักของเขา
ณ ร้านฉิงหลู่
ฉิงเทียนจึงได้พูดแบบโยกไปซ้ายทีขวาทีเพื่อหลอกซูเสวี่ยฟังเรื่องในอดีตของเขา ด้วยเหตุนี้ฉิงเทียนจึงได้เล่าเรื่องชีวิตในอดีตของเขาไปด้วย
“ฉิงเทียน คุณยังมีฉันอยู่นะ ฉันจะดูแลคุณตลอดไปเอง” ซูเสวี่ยพูดขึ้นมาหลังจากที่ได้ยินว่าพ่อกับแม่ของฉิงเทียนนั้นเสียไปแล้ว และฉิงเทียนก็ได้เล่าด้วยว่าเขานั้นต้องเรียนไปทำงานไปเพื่อที่จะหาเงินมาเลี้ยงดูน้องชายของเขา
เขาเอนตัวพิงอยู่ในอ้อมแขนของซูเสวี่ย ทันใดนั้นฉิงเทียนก็รู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่รุนแรงของซูเสวี่ย! ฉิงเทียนจึงนอนอยู่เงียบๆในอ้อมแขนของเธอและฟังเรื่องของเธอเล่าเรื่องที่บ้าน ซูเสวี่ยนั้นเกิดในตระกูลร้านยาจีนโบราณและมีชื่อเสียงไปทั่วในประเทศจีน ปู่ของเธอนั้นเป็นหมอยาจีนที่มีความสามารถมากที่แม้แต่ผู้นำของประเทศยังต้องมาหาเขาเพื่อให้รักษา และพ่อของซูเสวี่ยเองก็เป็นหมอยาจีนโบราณที่เก่งมากเช่นกัน ร้านขายยาของที่บ้านเธอนั้นเรียกได้ว่ามีสาขาอยู่มากมายในเมืองโม๋ตู ร้านในย่านเสี่ยวหลงที่ฉิงเทียนเคยไปนั้นก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย!
ถึงแม้เขาจะรู้ว่าหากเทียบกันระหว่างซูเสวี่ยกับฉิงเทียนแล้ว เธอนั้นไม่มีปมด้อยอะไรเลย แต่เธอนั้นไม่ใช่ตระกูลร้านขายยาจีนโบราณในถาวเป่าสวรรค์แน่ ฉิงเทียนจึงมั่นใจว่าเขานั้นสามารถหาเงินได้มากกว่าตระกูลของซูเสวี่ยแน่นอน
“ว้าว ผมไม่คิดเลยว่าเสวี่ยเอ๋อนั้นจะเป็นลูกคุณหนู ดูเหมือนว่าผมจะได้คนอุปการะผมในอนาคตแล้วล่ะ” ฉิงเทียนพูดล้อเล่น
“ฝันหวานไปเถอะย่ะ ลูกคุณหนูคนนี้ต่างหากที่กำลังรอให้คุณมาเลี้ยงดูฉันต่อ” ซูเสวี่ยขยี้จมูกของคนที่เธอรัก ซูเสวี่ยนั้นกลัวว่าฉิงเทียนจะน้อยเนื้อต่ำใจ แต่เธอก็รู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นฉิงเทียนมีความมั่นใจในตัวเองเช่นนี้!
ทั้งสองคนพูดคุยกันและหัวเราะ หลังจากนั้นสักพักฉิงเทียนก็ถามเธอ “เสวี่ยเอ๋อ คุณไปรู้จักกับหลิวไห่ได้อย่างไร?”
ซูเสวี่ยมองดูฉิงเทียนแล้วก็ยิ้มออกมา แต่ตาของเธอนั้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขานั้นไปกินอะไรผิดสำแดงมารึเปล่า?
ฉิงเทียนจ้องมองไปที่ดวงตาที่เย้าแหย่ของซูเสวี่ยและพูดขึ้นมา “ผมหึงคุณอยู่นะ รู้บ้างไหมเสวี่ยเอ๋อ?”
“ก็ได้ ฉันเลิกแกล้งคุณก็ได้ จริงๆแล้วฉันก็ไม่ได้ไปสนิทสนมอะไรกับเขาหรอก ฉันแค่ไปเจอกับเขาในงานปาร์ตี้ แล้วหลังจากนั้นมาเขาก็มาตามตื๊อฉันตลอดเหมือนคนไม่มีอะไรทำ!”
“กลายเป็นว่าเขามาตามตื๊อแฟนสาวของผม ถ้าคราวหน้าผมเจอกับเขาอีกนะ ผมจะหักขาของเขาซักข้างหนึ่ง” ฉิงเทียนพูดอย่างมั่นใจ
พวกเขาทานอาหารกันได้ชั่วโมงกว่าๆก็ออกจากร้านกัน แล้วฉิงเทียนก็ได้ให้ถุงใบหนึ่งกับซูเสวี่ยและพูดอย่างเป็นปริศนา “คุณค่อยเปิดดูตอนที่กลับไปบ้านแล้วนะ”
“อะไรน่ะดูน่าสงสัยจัง” ซูเสวี่ยถามเขาอย่างสงสัย
“กลับไปให้ถึงบ้านก่อนค่อยเปิดนะ!” ฉิงเทียนกำชับเธออีกครั้ง! หลังจากที่พูดคุยกันจบพวกเขาก็ได้แยกทางกัน
ฉิงเทียนคิด: ตอนนี้ไม่ค่อยมีเงินเลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเมื่อไรที่ไร่ผลไม้ถึงจะทำกำไรได้ ดูเหมือนว่าคงจะต้องขายเห็ดหลินจือเสียแล้ว และในถุงที่ฉิงเทียนให้ซูเสวี่ยไปนั้นมันคือเห็ดหลินจือนั้นเอง
ฉิงเทียนนั้นคิดที่จะขายเห็ดหลินจือที่เหลือ แต่เขาไม่สามารถที่ขายให้ที่บ้านของซูเสวี่ยได้อีกแล้ว!
ไม่รู้ว่ามีคนที่ซื้อเห็นหลินจือต่อจากตระกูลซูไปรึยังนะ? ดูเหมือนว่าเขาจะต้องมองหาคนอื่นเพื่อขายเห็ดหลินจือแล้วซื้อบ้านซักหลังเสียแล้ว
ขณะที่ฉิงเทียนกำลังใช้ความคิดอยู่นั้น โทรศัพท์ของเขาก็ดัง “ติ๊ด” ขึ้นมาบ่งบอกว่าร้านในถาวเป่าสวรรค์ของเขานั้นมีงานเข้ามาแล้ว
“เจ้าของร้านอยู่ไหม?” มีคนที่ใช้ชื่อว่าตือโป๊ยก่ายถามหาเขา
ฉิงเทียนคิดว่าไม่น่าใช่ตือโป๊ยก่ายตัวจริงเมื่อเขาเห็นชื่อไอดีที่ปรากฏขึ้นมา ดังนั้นเขาจึงได้พิมไปและถามว่า “คุณคือท่านแม่ทัพเทียนเผิง ตือโป๊ยก่ายอย่างนั้นรึ!”
“มีคนที่จำชื่อเก่าของหมูเฒ่าอย่างข้าได้ด้วย เจ้าช่างความจำดีจริงๆคุณเจ้าของร้าน” ดูจากการพิมพ์ของตือโป๊ยก่ายแล้ว ฉิงเทียนจึงรู้ว่าการที่เรียกเขาแบบนี้ทำให้ตือโป๊ยก่ายดีใจมาก
ไม่ใช่ว่าการทำธุรกิจคือทำให้ลูกค้าพึงพอใจที่สุดหรอกเหรอ! ฉิงเทียนจึงได้พิมพ์ถามต่อ “แล้วท่านแม่ทัพเทียนเผิงต้องการอะไรเหรอครับ?”
“ฮ่าๆ คุณเจ้าของร้านช่วยเลิกเรียกข้าว่าแม่ทัพเทียนเผิงหยวนซ่วยเถอะ บัดนี้ตำแหน่งของหมูเฒ่าคนนี้คือพุทธพิธีทูต! เจ้าจะเรียกข้าว่าหมูเฒ่าก็ได้นะ!”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านผู้เฒ่าหมูไม่ทราบว่าท่านต้องการอะไรเหรอครับ!” ฉิงเทียนถามอย่างสงสัย
“อืม ข้าอยากจะได้ชุดในร้านของเจ้า ข้าไม่รู้ว่าเจ้ายังจะพอมีเหลือหรือไม่!” แล้วตือโป๊ยก่ายส่งรูปนายแบบที่สวมชุดสูทมาให้
“ดูเหมือนว่าตือโป๊ยก่ายนั้นจะอยากได้ชุดสูทสินะ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะใส่ได้รึเปล่านี่สิ” เมื่อนึกถึงภาพของตือโป๊ยก่ายที่เขาเคยเห็นในเรื่องไซอิ๋วแล้ว ฉิงเทียนก็กังวลขึ้นมาว่าเขาจะหาชุดที่เหมาะสมกับเขาได้หรือไม่
แต่ในฐานะที่เป็นสุดยอดพ่อค้า ฉิงเทียนจึงได้ถามกลับไป “ผมขอทราบน้ำหนักและส่วนสูงของคุณลูกค้าได้ไหมครับ ผมจะได้หาชุดสูทที่เหมาะสมกับคุณลูกค้าให้ครับ”
“ได้สิ ข้าหนัก 200 ชั่งและสูง 180 ซม.” เมื่อฉิงเทียนเห็นน้ำหนักและส่วนสูงของตือโป๊ยก่ายแล้วเขาก็ได้เอาไปเซิร์จหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และปรากฏว่าไม่มีที่ไหนเลยที่มีขนาดเท่านี้
ฉิงเทียนจึงได้ถามกลับไปว่า: “ท่านพุทธพิธีทูตครับ จากรูปร่างของท่านมันค่อนข้างจะหายาก ท่านต้องการด่วนไหมครับ?”
หลังจากนั้นสักพัก ตือโป๊ยก่ายก็ตอบกลับมาว่า “คุณเจ้าของร้าน ท่านสามารถหามาให้ข้าภายใน 1 วันได้ไหม?”
ฉิงเทียนจึงได้รีบตอบกลับไป “ได้ครับ แต่ไม่ทราบว่าท่านพุทธพิธีทูตคิดที่จะใส่ชุดนี้ไปในงานไหนอย่างนั้นหรือครับ? เผื่อผมจะได้ให้คำแนะนำกับท่านได้”
ตือโป๊ยก่ายจึงได้ตอบกลับมา: “ผู้เฒ่าหมูคนนี้ กำลังจะไปที่งานเลี้ยงลูกท้อยังไงล่ะ”
“มีงานเลี้ยงลูกท้ออยู่จริงๆด้วยรึเนี่ย!” ฉิงเทียนอุทานอยู่ในใจของเขา: “สำหรับงานเลี้ยงเช่นนี้ ผมขอแนะนำให้ท่านพุทธพิธีทูตสวมรองเท้าคู่นี้ด้วยก็ดีนะครับ”
ฉิงเทียนจึงได้รีบขายของและส่งภาพรองเท้าหนังอย่างดีไปให้ทันที
“รองเท้าสวยนี่! ข้าชอบมัน เขาเอาด้วย!” ตือโป๊ยก่ายกล่าว
ฉิงเทียนจึงยิ้มแล้วพิมพ์ตอบไป “แล้วท่านพุทธพิธีทูตนั้นต้องการรองเท้าไซส์ไหนครับ?”
ตือโป๊ยก่ายจึงได้ส่งขนาดเท้าของเขาไปให้ฉิงเทียน ฉิงเทียนจึงได้บอกตือโป๊ยก่ายว่าเขาจำเป็นต้องใช้เวลาที่จะหาซื้อชุดและรองเท้าให้เขา
“อื้ม ถ้าเป็นวันนึงบนโลกข้าก็พอรอได้อยู่ แล้วเจ้าต้องการกี่หินเซียนล่ะ” ตือโป๊ยก่ายถาม
“อืม ทั้งหมดก็ 30 หินเซียนครับ ท่านจะจ่ายหลังจากที่ได้รับของหรือจะจ่ายให้ก่อนก็ได้นะครับ”
“แค่ 30 หินเซียน ข้าจะจ่ายให้ก่อนเลยก็ได้” ตือโป๊ยก่ายพิมพ์ตอบอย่างภูมิใจ
“ได้ครับ ขอบคุณมากครับท่านพุทธพิธีทูต ผมจะส่งมอบชุดให้ท่านในวันพรุ่งนี้นะครับ” ฉิงเทียนคิดว่าเพราะงานเลี้ยงลูกท้อตือโป๊ยก่ายจึงได้มาหาซื้อชุด เหล่าทวยเทพจะต้องสนใจกับเครื่องแต่งกายพวกนี้ของเขาแน่
พวกผู้หญิงนั้นเพื่อทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมาแล้วไม่ว่าเท่าไรก็ยอมจ่าย เทพธิดาก็คงจะเป็นแบบนี้เช่นกันแน่ๆ!
“ฮ่าๆ โอกาสรวยของเรามาถึงแล้ว!” เมื่อคิดเช่นนี้แล้วฉิงเทียนก็ได้กลับมาที่การตั้งค่าร้านค้า
แล้วที่หน้าร้านของเขาก็ได้มีประกาศขึ้นมา “เนื่องในโอกาสฉลองงานเลี้ยงลูกท้อ ชุดของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีลดราคา 30%”
“คุณต้องการให้เหล่าเทพเซียนมองดูคุณในงานเลี้ยงลูกท้อหรือไม่? หรือคุณต้องการที่จะทำให้คุณดูดีมากยิ่งขึ้น ร้านของเราสามารถทำให้คุณกลายเป็นที่สนใจในงานเลี้ยงลูกท้อได้”
หลังจากที่พิมพ์คำเหล่านี้ลงไป ฉิงเทียนก็ได้มองดูประกาศนี้ด้วยความพึงพอใจ
“การค้าจะต้องไปได้สวยแน่ เอ้าเข้ามาเลยเหล่าเทพเซียนทั้งหลาย” หัวใจของฉิงเทียนราวกับกำลังอยู่ในงานเทศกาล