ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 22 จับโจรโดยบังเอิญ
บทที่ 22 จับโจรโดยบังเอิญ
ฉิงเทียนใช้โทรศัพท์มือถือของเขาส่งข้อความประกาศขึ้นบนร้านในถาวเป่าสวรรค์ของเขา จากนั้นก็ไปที่ย่านถนนคนเดินเพื่อหาร้านขายเสื้อผ้าผู้ชาย
ย่านถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยแสงไฟเจิดจ้า!
แต่ฉิงเทียนไม่ได้มีความคิดที่จะเดินช็อปซื้อของแถวนี้เท่าไร ในเวลานี้เขาคิดแต่ว่างานเลี้ยงลูกท้อนั้นจะต้องเป็นโอกาสที่ดีอย่างมากในการโฆษณาร้านค้าของเขาให้บรรดาเซียนเทพได้รู้จัก
ถ้าตือโป๊ยก่ายแต่งกายโดยใช้ชุดจากร้านของเขา แล้วเขาเกิดเฉิดฉายในงานเลี้ยงลูกท้อขึ้นมา และทำให้คนอื่นๆหันมาชื่นชมเขาล่ะก็ สถานการณ์ในปัจจุบันของร้านของเขาจะต้องพลิกกลับอย่างแน่นอน
สาวงามในโลกนี้ต่างก็แต่งตัวเพื่อโชว์ความดูดีให้คนอื่นได้เห็น ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แม้แต่หญิงสาวที่ขี้เหร่แต่แต่งตัวสวยก็สามารถทำให้ทึ่งได้เช่นกัน ดังนั้นชุดราตรีเหล่านี้จะต้องกลายเป็นที่นิยมเหมือนไฟลามทุ่งแน่ ผู้ชายก็เช่นเดียวกัน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉิงเทียนก็แอบคิดในใจไม่ว่าวันนี้เขาจะต้องเสียเงินไปมากเท่าไร เขาจะต้องหาซื้อชุดสูทและรองเท้าคุณภาพที่ดีที่สุดมาให้ได้ แล้วทำให้ตือโป๊ยก่ายกลายเป็นคนที่เฉิดฉายที่สุดในงานเลี้ยงลูกท้อ
มายังถนนหนานจิงซึ่งเป็นย่านถนนคนเดินที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองโม๋ตู มองดูตึกที่สว่างพวกนี้ ผู้คนและรถรามากมายที่อยู่แถวนี้ ไม่เพียงจะมีแค่คนจีนแต่ยังมีชาวต่างชาติอยู่ด้วยมากมาย ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นเวลา 4 ทุ่มไปแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังคงคึกคักอยู่!
มีร้านแบรนด์ชั้นนำทั่วทุกมุมโลกอยู่ที่นี่ไม่ว่าจะเป็นเสื้อหรือรองเท้า มีอุปกรณ์แต่งตัวที่หรูหราทุกชนิดอยู่ที่นี่ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าที่นี่เป็นเหมือนตัวแทนของความหรูหราของเมืองโม๋ตูเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายของที่นี่ก็ไม่ใช่อะไรที่คนธรรมดาจะจ่ายได้เช่นกัน!
ฉิงเทียนมายังร้านขายเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงติดระดับโลกร้านหนึ่ง เมื่อเข้าไปก็พบพนักงานขาย 3 คนที่แต่งตัวดูเป็นมืออาชีพเดินมาหาเขา
“สุภาพบุรุษท่านนี้ต้องการที่จะซื้อเสื้อผ้าหรือรองเท้าคะ!” พนักงานขายหญิงคนหนึ่งพูดถามด้วยรอยยิ้ม
“เสื้อผ้าในร้านของพวกเราที่ล้วนมาจากแบรนด์ชั้นนำทั้งนั้นค่ะ อีกทั้งคุณภาพก็เป็นของดีแน่นอนค่ะ ผู้ชายหน้าตาดีเช่นคุณลูกค้าจะต้องเหมาะกับชุดที่น่าหลงใหลเช่นนี้แน่นอนค่ะ”
“หรือคุณลูกค้าอยากจะลองชุดตัวนี้ดีคะ ชุดนี้คือรุ่นใหม่ล่าสุดของปีนี้เลยนะคะ ใส่แล้วคุณลูกค้าจะหล่อมากขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ” เขาฟังเหล่าพนักงานขายที่ทำการแนะนำสินค้าไม่หยุด
ฉิงเทียนจึงได้ขัดเหล่าพนักงานขายก่อน “วันนี้ไม่ได้มาซื้อชุดให้ตัวเองหรอกครับ ผมต้องการชุดสำหรับคนที่สูง 180 ซม. และหนักประมาณ 100 กิโลกรัมใส่ได้น่ะครับ”
พนักงานขายมองดูฉิงเทียนด้วยความสงสัย แต่ก็ยิ้มและอธิบาย “มันค่อนข้างยากที่จะหาไซส์นั้น เดี๋ยวดิฉันจะลองไปหาดูให้นะคะ”
ฉิงเทียนก็ผงกหัวเพื่อตอบตกลง ในที่สุดเขาก็ซื้อชุดสูทและรองเท้าหนัง รวมทั้งสิ้นมากกว่า 40000 หยวน
ฉิงเทียนคิดอย่างใจสลาย “ลูกพี่โป๊ยก่ายครับ คุณจะต้องทำให้หลายๆคนอิจฉาด้วยเสื้อผ้าราคา 50000 หยวนนี้แน่นอนครับ
เดินตามถนนมาเรื่อยๆ และคิดว่าหากตือโป๊ยก่ายได้ใส่ชุดสูทนี้เข้าไปในงานเลี้ยงลูกท้อแล้วมันจะต้องเกิดความครึกโครมครั้งใหญ่ในงานแน่ และธุรกิจร้านค้าของเขาก็จะต้องเป็นไปได้ด้วยดีมากแน่
ขณะที่ฉิงเทียนกำลังยิ้มอย่างภาคภูมิใจนั้นเอง จู่ๆก็ได้มีเงาดำวิ่งมาจากทางด้านข้างของเขาอย่างรวดเร็ว และชนเขาเข้าอย่างจังจนเสื้อผ้าในมือของเขาหลุดมือลงไปกองกับพื้น
“โชคร้ายจริงๆเลยแฮะ ทำไมถึงช่างเป็นคนที่ไร้มารยาทเช่นนี้น้า?” เขาคิดในใจ และหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาอย่างเงียบๆ
ทันใดนั้น ก็ได้มีเสียงที่น่าหลงใหลดังมาจากด้านหลังอย่างหืดหอบ “จับขโมยให้หน่อยค่ะ ขโมยตรงนั้นขโมยกระเป๋าของฉันไป”
นอกจากหญิงสาวที่วิ่งไล่ตามอยู่นั้น ก็ไม่มีใครอื่นที่ช่วยเหลือเธอเลย ราวกับว่าไม่มีใครได้ยิน!
ในฐานะที่เขาเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ ฉิงเทียนจึงได้มีความยุติธรรมอยู่ในตัว โดยไม่ห่วงเสื้อผ้าของเขา เขาได้รีบวิ่งไปหาโจรที่อยู่ข้างหน้าเขาทันที
ขโมยที่อยู่ด้านหน้านั้นรู้สึกได้ว่ามีใครกำลังไล่หลังเขามา เขาจึงได้เร่งความเร็วฝีเท้ามากขึ้นไปอีก แต่ทว่าคู่แข่งของเขาคือฉิงเทียน มันคงได้เป็นเรื่องน่าอายแน่ที่คนที่ฝึกวิชาเซียนจะมาวิ่งแพ้คนธรรมดาเช่นนี้
โจรคนนั้นถูกฉิงเทียนต้อนไปจนถึงทางตัน
“อย่าเข้ามา! อย่ายุ่งเรื่องนี้จะดีกว่า” โจรคนนั้นพูดขึ้นมาพร้อมกับชักมีดขึ้นมาด้วยมือขวาและต่อรองกับฉิงเทียน
ฉิงเทียนไม่ได้ตอบอะไรกลับไปและเดินเข้าไปหาโจรคนนั้นต่อ โจรคนนั้นตกใจที่เห็นฉิงเทียนยังเดินเข้ามาต่อ จึงได้ขว้างกระเป๋าใส่หน้าของฉิงเทียนทันทีและพยายามที่จะหนีไป แต่ฉิงเทียนไม่ปล่อยให้เขาทำสำเร็จแน่ เขาได้คาดการณ์เส้นทางที่โจรจะหลบหนีเอาไว้นานแล้วจึงได้ยื่นขาข้างหนึ่งออกไป
โจรคนนั้นจึงได้ล้มลงไปกองกับพื้นดัง “โครม” ในเวลานี้ทั้งสองคนที่ถูกขโมยของก็ได้วิ่งตามมาทัน
สายตาของฉิงเทียนนั้นจับจ้องไปที่หญิงสาวที่สูงถึง 1.7 เมตร สวมเสื้อนอกสีแดงมีรูปร่างอวบอิ่มชนิดที่ว่าเสื้อนอกสีแดงก็ไม่อาจปิดบังเอาไว้ได้ ใบหน้าของเธอนั้นแต่งหน้าแบบอ่อนๆ ไม่ว่าใครได้เห็นก็ต้องอยากที่จะครอบครองเธอ
และยิ่งด้วยเหตุที่เธอวิ่งมา ใบหน้าของเธอจึงมีสีแดงระเรื่อ ซึ่งทำให้เธอสวยมากยิ่งขึ้นไปอีก ฉิงเทียนเองก็ยังต้องทึ่งกับรูปร่างของเธอ และพูดในใจว่า: บางทีคงมีแค่ซูเสวี่ยของเขานั้นที่น่าจะเป็นคู่แข่งของเธอได้
เมื่อเธอเห็นว่าฉิงเทียนสามารถจับโจรได้แล้วเธอจึงได้หยุดวิ่งและพักหายใจยืนหอบอยู่ ฉิงเทียนจึงได้จับเอาโจรคนนั้นไว้แล้วเดินเข้าไปถามเธอ
“คนสวยครับ นี่ใช่ของที่คุณถูกขโมยมารึเปล่า?”
เธอรับกระเป๋าใบนั้นมาโดยที่ไม่ได้เปิดดู เธอสะพายกระเป๋าของเธอไว้ที่ไหลและเธอก็ได้พูดโดยไร้ซึ่งสีหน้า “ขอบคุณ!”
“ไม่เป็นไรครับ!”
“ถ้าอย่างนั้นคุณจะทำอย่างไรกับหัวขโมยคนนี้ดี หรือจะแจ้งตำรวจ?” มองไปที่สีหน้าของเธอคนนี้ ทำให้ฉิงเทียนรู้สึกพ่ายแพ้พิกล แต่ก็ได้ถามต่อ
ทันทีที่โจรได้ยินว่าจะพาเขาไปหาตำรวจ โจรคนนั้นจึงได้คุกเข่าและร้องไห้อ้อนวอน “พี่ชายกับสาวครับ ได้โปรดปล่อยผมไปเถอะครับ ผมยังมีทั้งคนแก่และเด็กต้องดูแล นี่เป็นครั้งแรกของผมเท่านั้น ได้โปรดอย่างแจ้งตำรวจเลยนะครับ” แล้วเขาก็ก้มหัวขอโทษรัวๆ
หญิงสาวมองดูโจรคนนั้นอยู่สักพักเธอจึงน่าจะใจอ่อนขึ้นมาและพูดกับฉิงเทียน “ช่างมันเถอะค่ะ! อย่างไรก็ตามฉันไม่ได้เสียของอะไรไปอยู่แล้ว” ฉิงเทียนจึงได้ยอมปล่อยโจรคนนั้นไป ถึงแม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่านี่เป็นเรื่องโกหกแน่ๆก็เถอะ!
หลังจากที่ขโมยคนนั้นหนีไปได้ หญิงสาวในชุดหยกสีแดงนั้นจึงได้ยื่นมือมาหาเขา “ชื่อของฉันคือหลิวตันค่ะ!”
ฉิงเทียนจึงได้ยื่นมือไปจับมือกับเธอแล้วพูด “ฉิงเทียนครับ!”
“ฉิงเทียน ขอบคุณคุณมากที่ช่วยเหลือฉันในวันนี้ ไม่อย่างนั้นข้าวของของฉันคงถูกขโมยไปแล้ว!” หลิวตันพูดอย่างไร้อารมณ์
“ไม่เป็นไรครับ การช่วยเหลือกันและกันคือรากฐานของความสุขครับ ยิ่งเป็นสาวสวยอย่างคุณยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ผมไม่พลาดอยู่แล้ว”
“จะว่าไป ชุดของผม!” ในเวลานี้ฉิงเทียนเพิ่งนึกได้ว่าเขาทิ้งชุดที่ซื้อมาเอาไว้ เขาจึงไม่ได้สนใจคุยกับสาวสวยต่อและรีบวิ่งกลับไปที่เดิมทันที
เมื่อฉิงเทียนกลับมาถึงสถานที่เมื่อสักครู่ ก็พบว่าเสื้อผ้าของเขาหายไปแล้ว เขาจึงรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาและพูด “เสื้อผ้าอย่างดีถูกขโมยเอาไปซะแล้ว!”
หลิวตันที่รีบตามมาทีหลังเมื่อเห็นฉิงเทียนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เธอก็รู้ได้ว่าเสื้อผ้าของฉิงเทียนนั้นถูกขโมยไปแล้ว เธอจึงได้ขอโทษเขาแล้วพูดขึ้น “ฉิงเทียน ฉันขอโทษด้วยนะ คุณช่วยฉันไล่ตามขโมยจนเสื้อผ้าของคุณโดนขโมยไปซะเองอย่างนี้”
ฉิงเทียนจึงบอกไปว่าไม่เป็นไร แต่หลิวตันต้องการที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้ แต่ฉิงเทียนกลับปฏิเสธอย่างจริงจัง สุดท้ายทั้งสองคนจึงได้แยกทางกันไปโดยพูดแค่ไม่กี่คำ
“ช่างเป็นสาวงามที่เย็นชาอะไรอย่างนี้!” ฉิงเทียนนึกถึงหลิวตัน ใบหน้าที่สะสวยและสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว บรื๋อ~ ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมาเลย
“ช่างเป็นวันที่แย่อะไรอย่างนี้!” ฉิงเทียนพูดบ่นในใจ จากนั้นเขาก็ได้กลับไปที่ร้านนั้นอีกครั้งเพื่อซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าใหม่อีกชุด
กลับมาถึงบ้าน ฉิงเทียนนั่งลงบนโซฟาและรีบเปิดโทรศัพท์มือถือของเขาเพื่อติดต่อกับตือโป๊ยก่าย
ฉิงเทียนพิมพ์: ยังอยู่ไหมครับ? ท่านพุทธพิธีทูต
หลังจากผ่านไปเป็นเวลานาน แต่ตือโป๊ยก่ายก็ยังไม่ได้ตอบกลับมา ฉิงเทียนจึงไม่มีทางเลือกนอกจากกดปิดโทรศัพท์มือถือไปก่อน
เขาหยิบเอาน้ำวิญญาณออกมาจากที่เก็บของ และดื่มลงไปแก้วใหญ่ ก่อนที่จะนั่งขัดสมาธิและเริ่มฝึกวิชาต่อ
ในเมื่อฉิงเทียนสามารถฝึกวิชาสวรรค์โลกาขั้นแรกสำเร็จแล้ว เขาก็อยากที่จะซื้ออาวุธวิเศษขึ้นมา
ผู้ที่ฝึกวิชาเซียนย่อมต้องมีอาวุธวิเศษคู่กายเพียงชิ้นเดียวที่จะใช้มันไปตลอดชีวิต ดังนั้นฉิงเทียนจึงได้อยากที่จะซื้อของดีๆสักชิ้นบ้าง แต่ดูจากหินเซียนที่เขามีแล้วคงไม่พออย่างแน่นอน
ดังนั้น ฉิงเทียนจึงได้ฝากความหวังไว้ที่งานเลี้ยงลูกท้อเพื่อที่จะได้หาเงินมาให้ได้มากๆ