ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 23 การประมูลตลาดมืด
บทที่ 23 การประมูลตลาดมืด
ต้องไม่มีความคิดอื่นใดขณะที่กำลังฝึกวิชานี้ มีเพียงตั้งสมาธิไปกฎของโลกและสวรรค์เท่านั้น
2 ชั่วโมงต่อมา พลังวิญญาณของน้ำก็ได้ถูกฉิงเทียนซึมซับไป แล้วฉิงเทียนก็ได้ตื่นขึ้นมา
“อา ไม่รู้สึกถึงความคืบหน้าเลย ช่างยากเย็นต่างจากสวรรค์โลกาขั้นแรกจริงๆ” ฉิงเทียนคิดในใจ
ถ้าผู้ฝึกวิชาคนอื่นรู้เรื่องนี้เข้า คงไม่มีใครที่จะนึกอิจฉาฉิงเทียนแน่
นี่คือกฎของยุคสมัย เมื่อพลังวิญญาณของโลกนั้นลดน้อยลงไปตามกาลเวลา ความเร็วในการฝึกวิชาก็จะช้าลงตามไปด้วยรวมถึงทรัพยากรก็มีน้อย ดังนั้นความคืบหน้าในการฝึกวิชาจึงเป็นไปได้ช้ามาก
จริงๆแล้ว ฉิงเทียนนั้นเพิ่งจะฝึกวิชาสวรรค์โลกามาได้ไม่ถึง 1 เดือน ด้วยการช่วยเหลือของเมล็ดองุ่น ทำให้เขาสามารถผ่านขั้นแรกของวิชาสวรรค์โลกาไปได้
ในโลกของการฝึกวิชานั้น การฝึกวิชาสวรรค์โลกาขั้นแรกของฉิงเทียนนั้นเทียบเท่าได้กับผู้ที่ฝึกวิชาในสภาพแวดล้อมที่พร้อม ทั้งๆที่ทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกวิชามีจำกัดหากเทียบกับโลกในช่วงเวลานั้น
ขณะที่ฉิงเทียนกำลังนึกถึงเรื่องของโลกของการฝึกวิชาเป็นอย่างไรอยู่นั้น? จู่ๆโทรศัพท์ก็ได้ดังขึ้นมา และเมื่อหยิบโทรศัพท์ออกมาดูก็พบว่าเป็นข้อความของตือโป๊ยก่าย
คุณนายของร้าน ได้เสื้อผ้าแล้วเหรอ?” ตือโป๊ยก่ายถาม
ฉิงเทียนจึงได้ถ่ายรูปชุดสูทและรองเท้าเพื่อส่งของไปให้ทันที แล้วถามด้วยความสงสัย: ท่านพุทธพิธีทูต เสื้อผ้าเหล่านี้อาจจะต่างจากเสื้อผ้าในสมัยโบราณสักหน่อย ผมไม่ทราบว่าท่านพุทธพิธีทูตนั้นจะสามารถใส่มันได้หรือไม่
อีกทางด้านหนึ่ง ตือโป๊ยก่ายที่ได้รับเสื้อผ้ามาแล้วและมองดูเสื้อที่ถืออยู่ที่มือซ้ายของเขาและมือขวาที่กำลังถือกางเกงอยู่ มองดูเสื้อผ้าเหล่านี้อย่างคิดอะไรไม่ออก เขาจึงได้เกาหัวแล้วพูดกับตัวเอง: แล้วเสื้อผ้าบนโลกในสมัยนี้มันใส่กันยังไงล่ะเนี่ย!”
แต่เมื่อเห็นข้อความฉิงเทียน ตือโป๊ยก่ายจึงได้กระพือใบหูของเขาอย่างยินดีและพูดขึ้น “นายของร้านคนนี้เยี่ยมจริงๆ เขารู้ใจของฉันดีมาก”
ดังนั้นเขาจึงได้พิมตอบกลับไปแบบปากแข็ง: คุณนายของร้าน ในเวลาพุทธพิธีทูตนี้กำลังใส่ชุดบนโลกอยู่ แต่รู้สึกว่าน่าจะยังไม่ค่อยถูกเท่าไร”
“คุณนายของร้านช่วยส่งวิธีการใส่มาให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
ฉิงเทียนเมื่อเห็นข้อความของตือโป๊ยก่ายแล้ว เขาก็รู้ว่าตือโป๊ยก่ายนั้นน่าจะยังไม่ได้ใส่ชุดหรอกแต่ยังทำเป็นปากแข็งอยู่ ช่างเหมือนกับที่อธิบายเอาไว้ในเรื่องไซอิ๋วเลย แล้วเขาก็พบวิดีโอการใส่ชุดสูทในอินเทอร์เน็ตแล้วจึงส่งต่อให้ตือโป๊ยก่าย
เมื่อเห็นข้อความของฉิงเทียนตือโป๊ยก่ายที่อยู่บนสวรรค์นั้นก็ได้เกาหัวของเขาและในที่สุดก็เข้าใจ: ที่แท้มันก็ใส่แบบนี้นี่เอง พุทธพิธีทูตนี้รู้อยู่ก่อนแล้วล่ะ!
หลังจากนั้นที่พิมเสร็จเขาก็ได้เริ่มแต่งตัวตามในวิดีโอที่ให้มา ด้วยพลังอิทธิฤทธิ์ในมือขวาของเขาก็ได้มีม่านน้ำปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของตือโป๊ยก่าย
ตือโป๊ยก่ายมองดูตัวเขาที่สวมชุดสูทอยู่ตรงหน้าเขา ก่อนจะมองซ้ายทีขวาที เขารู้สึกพึงพอใจมากแล้วพูดขึ้น “เยี่ยม ฉันนี่ยังหล่อเหลาเอาการอยู่จริงๆ! คราวนี้แหละน้องฉางเอ๋อจะต้องหันมามองฉันด้วยลุคใหม่ของฉัน”
ตือโป๊ยก่ายจึงได้ให้คำชมเชยร้านค้าของฉิงเทียนทันที ในปัจจุบันเขาเพิ่งจะขายของออกแค่ 3 ครั้งเท่านั้น ร้านค้าของเขาช่างห่างไกลจากการขึ้นเป็นระดับเงินยิ่งนัก
เช้าวันต่อมา
ฉิงเทียนได้โทรศัพท์หาจ้าวก่างทันที “พี่ใหญ่ครับ คุณพอจะรู้จักตลาดมืดที่ขายพวกสมุนไพรยาจีนบ้างไหมครับ?”
เมื่อจ้าวก่างได้ยินว่าฉิงเทียนกำลังมองหาสถานที่อย่างตลาดมืดนั้น เขาก็ได้ถามอย่างสงสัย “น้องสี่ นายจะถามหาตลาดมืดไปทำไมกัน?”
ฉิงเทียนตอบ “เสียงโทรศัพท์ไม่ค่อยชัดเลย เอางี้ตอนนี้พี่อยู่ที่ไหน เดี๋ยวผมไปหาพี่เอง”
“ก็ได้ มาสิ! ตอนนี้ฉันอยู่ที่…..” จ้าวก่างบอกที่อยู่ของเขาให้ฉิงเทียน
เมื่อฉิงเทียนมาถึงตามที่อยู่ที่จ้าวก่างได้ให้มาและเมื่อเงยหน้ามาดูก็พบว่ามันคือร้าน SupremeKTV(ร้านบาร์คาราโอเกะซึ่งมีการให้บริการลูกค้าแบบถึงลูกถึงคน)
“แม่นายโว้ย พี่ใหญ่อยู่ร้านแบบนี้ด้วยแฮะ!” ฉิงเทียนพูดขึ้นมาพร้อมกับยิ้มแล้วใช้มือลูบจมูกของเขา
มีรูปปั้นหินสิงโตสองตัวที่ตั้งอยู่หน้าประตูของสุพรีมKTV และมีตัวหนังสือสีทองสองตัวคำว่า至尊อยู่เหนือประตู ฉิงเทียนเปิดประตูเข้ามาก็พบว่าห้องรับรองดูโอ่โถงมาก และตกแต่งภายในได้งดงามและหรูหรา เมื่อเห็นฉิงเทียนเดินเข้ามา เหล่าหญิงสาวที่อยู่ในชุดที่เปิดเผยก็ได้เขามาต้อนรับ แล้วดึงมือของเทียนเข้ามาก่อนที่จะใช้หน้าอกของเธอถูเข้าแขนของเขา และยิ้มขึ้นมาอย่างยั่วยวน “เสี่ยคนนี้ มาที่นี่เพื่อร้องเพลงเหรอคะ?”
ฉิงเทียนจึงได้ชักแขนของเขากลับมาและพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง “ผมมาตามหาคนน่ะครับ พอจะทราบไหมว่าคนที่ชื่อจ้าวก่างอยู่ที่ไหน?”
ถ้าอย่างนั้นคุณคือคุณชายฉิงสินะคะ?” เธอคนก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ฉิงเทียนได้ชักแขนของแขากลับไป
ฉิงเทียนผงกหัว!
หญิงสาวคนนั้นจึงได้เดินนำหน้าฉิงเทียนแล้วพูดขึ้นมาว่า “คุณชายฉิงคะ ตามดิฉันมาทางนี้ค่ะ!”
เมื่อหญิงสาวคนนั้นกับฉิงเทียนเดินเข้ามาลึกมากขึ้นเรื่อย แสงในนี้ก็ยิ่งมืดทึบลงเรื่อยๆ
แล้วก็มาถึงประตูห้องหนึ่ง เมื่อเปิดประตูออก เขาก็พบจ้าวก่างที่นั่งอยู่ข้างในโดยมีกลุ่มชายหนุ่มกำลังยืนล้อมรอบรอเขาสั่งงานอยู่ เมื่อเขาเห็นฉิงเทียนยืนอยู่ก็ได้ยิ้มและพูด “พวกนายออกไปกันได้แล้ว! ว่าไงน้องสี่ มีอะไรให้ฉันช่วยรึ?”
ฉิงเทียนมองดูเสื้อผ้าของจ้าวก่างแล้วพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “ผมไม่คิดเลยนะว่า พี่ใหญ่นั้นจะทรงพลังมากถึงขนาดนี้”
“ฮ่าๆนายพูดอะไรของนายน่ะ น้องสี่!” จากนั้นเขาก็ตบลงที่ไหล่ของฉิงเทียน “เอ้าว่าไง มาหาฉันมีอะไรเหรอ?”
“ผมอยากที่จะขายเห็ดหลินจือศตวรรษในตลาดมืดน่ะครับ” ฉิงเทียนนั่งลงที่กลางโซฟา
เมื่อได้ยินที่ฉิงเทียนพูดว่าเขาอยากที่จะขายเห็ดหลินจือศตวรรษขึ้นมา จ้าวก่างก็ได้ตกลึงและถามขึ้น “นี่นายยังมีหลินจือศตวรรษนี่เหลืออยู่อีกรึ ไหนเอามาให้ฉันดูหน่อยสิฉันไม่เคยเห็นหลินจือศตวรรษมาก่อนเลย”
ฉิงเทียนจึงได้หยิบเอาเห็ดหลินจือศตวรรษออกมา และยื่นให้จ้าวก่างเอาไปดูชมแล้วเขาก็มองดูซ้ายทีขวาทีแล้วก็พูดขึ้น “เนี่ยน่ะเหรอเห็ดหลินจือศตวรรษ” แล้วเขาก็ลองเอาจมูกไปใกล้ดูแล้วก็พูด “กลิ่นก็ดีจริงๆ”
“นายมั่นใจนะว่านายจะขายเห็ดหลินจือนี่จริงๆน่ะ?” จ้าวก่างถามฉิงเทียน
ฉิงเทียนก็ผงกหัวแล้วตอบ “เห็ดหลินจือนี้มันไร้ประโยชน์สำหรับผม!”
“ก็ได้ ในเมื่อนายอยากจะขายมัน!” หลังจากจ้าวก่างพูดกับฉิงเทียนจบ เขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือของเขาขึ้นมาแล้วโทรหาคนคนหนึ่ง จากนั้นเขาก็วางสายแล้วหันมาพูดกับฉิงเทียน “น้องสี่ คืนวันพรุ่งนี้จะมีการประมูลที่ตลาดมืด ถ้านายอยากที่จะขายมันจริงๆ นายก็จะต้องเอามันไปให้พวกเขาตรวจสอบเพื่อประเมินราคาขาย”
“พี่ใหญ่ ถ้างั้นผมขอฝากพี่ใหญ่ด้วย ผมเชื่อใจพี่นะ” ฉิงเทียนพูดเช่นนั้นแล้วยิ้มให้กับจ้าวก่าง
“บ้าจริง ทำไมฉันถึงยอมให้นายเป็นน้องชายฉันกันนะ ก็ได้ฉันจะทำให้!” จ้าวก่างอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาแล้วมองไปที่ฉิงเทียนที่โยนงานมาให้เขาเช่นนี้
เมื่อพูดธุระของเขาเสร็จ ฉิงเทียนก็พูดติดล้อเขาขึ้นมา “พี่ใหญ่มาทำงานที่ KTV ได้เนี่ย ไม่แปลกใจเลยที่ไม่เคยเห็นพี่ใหญ่ตอนอยู่วิทยาลัยมองหาแฟนสาวมาก่อนเลย” เขาพูดราวกับรู้ดี
จ้าวก่างมองดูฉิงเทียนแล้วยิ้มอย่างชั่วร้าย “ทำไมถึงยอมสละทั้งป่าเพื่อต้นไม้ต้นเดียวล่ะ?(หมายถึงอย่ามองแต่ด้านเดียวให้มองภาพรวมด้วย)”
“ไอ้น้องชาย ฉันไม่เจอนายแปบเดียว นายเปลี่ยนไปมากโดยที่ผ่านไปไม่กี่เดือนเท่านั้น!” จ้าวก่างมองไปที่ฉิงเทียนแล้วพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง
ฉิงเทียนรู้ดีว่าเขานั้นเปลี่ยนไปมาก แต่เขาไม่สามารถที่จะบอกได้จึงได้พยายามเปลี่ยนเรื่องด้วยรอยยิ้ม
จ้าวก่างเองก็รู้ดีว่าฉิงเทียนนั้นไม่ต้องการที่จะคุยเรื่องนี้ต่อจึงได้เปลี่ยนเรื่องพูดแล้วหัวเราะ!
“ฉันควรจะหาสาวมาเทคแคร์นายหน่อยดีไหม น้องสี่! ไหนๆนายก็มาที่นี่ทั้งที” จ้าวก่างพูดกับฉิงเทียนแบบขบขัน
“ไปหาอาซ้อมาซะเถอะ น้องชายพี่น่ะมีแฟนแล้วนะ พี่น่ะรีบไปหาอาซ้อมาให้ผมได้แล้ว!” ฉิงเทียนพูดอย่างภาคภูมิใจ
“เฮ้อ คนที่มีแฟนแล้วเนี่ยมันช่างแตกต่างจริงๆ รอน้องสองกลับมาเมื่อไรก็ไปหาน้องสองบ้างล่ะ เขาไม่กัดนายหรอก เขาบอกว่าเขาแค่อยากที่จะแนะนำแม่เทพธิดาของเขาให้นายรู้จักน่ะ” จ้าวก่างพูดขณะที่นั่งลงที่โซฟา
“ฟังจากที่พี่สองพูดคิดว่าเขาน่าจะพูดเล่นนะ” ฉิงเทียนพูดอย่างไม่สนใจเท่าไร “จะว่าไปพี่สองนั้นไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไรนะ!”
ดูเหมือนว่าเขาน่าจะเรียนในอีก 3-4 เดือนนี่แหละ ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามีสาวกี่คนแล้วที่ถูกหมอนั่นทิ้งในต่างประเทศ” จ้าวก่างพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดี
เมื่อพูดเช่นนั้น เขาก็นึกถึงพี่น้องร่วมหอสี่คนในช่วงเวลานั้น พี่ใหญ่จ้าวก่างและพี่สองหลินหยุน พวกเขานั้นต่างก็มีดอกไม้นับร้อยในมหาวิทยาลัยคอยห้อมล้อมเขาอยู่เสมอ
พวกเขานั้นต่างก็มีฐานะร่ำรวยและหล่อเหลาและชอบเกี้ยวสาวมาก ไม่รู้ว่ามีหญิงสาวมากขนาดไหนที่อยากจะเป็นแฟนของพวกเขา พวกเขาก็เคยบอกแล้วว่าเขาไม่ต้องการหาแฟน อยากได้แต่คู่นอนเท่านั้น แต่ก็ยังมีหญิงสาวมากมายที่มั่นใจในตัวเองที่ต้องการจะได้ตำแหน่งนั้น แต่ก็เหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
เมื่อนึกถึงเรื่องต่างๆในสมัยมหาวิทยาลัยแล้ว ฉิงเทียนกับจ้าวก่างก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา