ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 263 นิมิต
บทที่ 263 นิมิต
พลังของศรัทธานั้นเป็นของดี นอกจากพลังของศีลธรรมแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดในโลกนั้นก็คือพลังของศรัทธา! ครั้งก่อนที่เขาหาลูกศิษย์ให้จางจ้งจิ่งสองคนนั้น เขาก็ได้รับพลังศรัทธามานิดหน่อยและฉิงเทียนเองก็สัมผัสได้ถึงผลประโยชน์ต่อเขาอย่างมาก
และในเวลานี้ทั่วทั้งเมืองโม๋ตู รวมถึงมณฑลเจียงเจ้อและมณฑลซูเจียง ผู้คนทั้งหมดล้วนแต่มอบพลังของศรัทธาให้กับเขา ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้! ถ้าเขาได้รับพลังของศรัทธาเหล่านี้มาเขาได้พลังของเขาจะได้รุดหน้าอย่างรวดเร็วแน่นอน เขานั้นช่างโชคดีอะไรอย่างนี้! ฉิงเทียนรู้สึกตื่นเต้นอย่างฉุดไม่อยู่
เมื่อเห็นว่าฉิงเทียนนั้นกำลังดีใจที่ระดับขั้นพลังของตัวเองจะได้เพิ่มระดับอย่างรวดเร็วแล้ว เพ่าฝูจึงได้พูดโจมตีใส่ตรงๆ “นายท่านอย่าเพิ่งรีบดีใจจะดีกว่านะเจ้าคะ พลังศรัทธาเหล่านี้ไม่ใช่ว่านายท่านจะได้รับไปได้ตามใจชอบหรอกนะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินที่เพ่าฝูพูด ฉิงเทียนที่กำลังตื่นเต้นอยู่นั้นก็ได้ใจเย็นลงอย่างช้าๆ เขารู้อยู่แล้วว่าเพ่าฝูนั้นไม่ได้หลอกเขาแน่ๆ “ทำไมล่ะ? ไม่ใช่ว่าผมเป็นเทพเจ้าที่บริเวณนี้ไม่ใช่เหรอ? ก็ไม่ใช่ว่าเป็นผมหรอกเหรอที่พวกเขาบูชาน่ะ?”
เพ่าฝูถอนหายใจแล้วอธิบายฉิงเทียน “ข้าไม่ได้หมายความว่านายท่านจะไม่ได้รับพลังศรัทธาเหล่านี้ แต่ว่ามีอยู่สักกี่คนเชียวที่จะมอบพลังศรัทธาให้แก่เจ้าที่ต่างหาก? จุดที่ท่านเห็นในแผนที่นั้นน่าจะเป็นตำแหน่งที่เคยรับพลังศรัทธามาก่อนน่าจะนานมากแล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งรับมาด้วย ดังนั้นนายท่านไม่สามารถรับเอาพลังศรัทธาจากตามที่เห็นในแผนที่ได้หรอกนะเจ้าค่ะ”
ฉิงเทียนจึงได้นิ่งคิดได้ฟังที่เพ่าฝูอธิบาย จริงด้วยสิด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีบนโลก ทำให้ความไร้ศาสนาได้เข้าถึงจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่ไปแล้ว ถ้าเกิดลองสุ่มถามคนสัก 10 คนตามท้องถนนดูแล้วถามว่าเชื่อว่าโลกนี้มีพระเจ้าอยู่จริงๆหรือไม่ เชื่อได้ว่า9ใน10จะตอบว่าไม่ และอีกคนหนึ่งจะตอบว่าไม่รู้
แม้แต่ฉิงเทียนเองก็เช่นกัน ตัวเขานั้นเป็นพวกไร้ศาสนาเช่นกัน
และต่อให้สถานที่นั้นๆจะมีวัดวาอารามอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นของพุทธ, เต๋า และของศาสนตะวันตกอยู่บางแห่ง แต่ไม่มีที่ไหนที่นับถือบูชาเทพเจ้าที่เลย!
“แล้วเราจะทำยังไงดี? นี่ผมเลือกตำแหน่งเทพเจ้าที่มาเสียเปล่าเหรอเนี่ย?” ฉิงเทียนถอนหายใจ
เพ่าฝูเองก็ขมวดคิ้วที่น่ารักทั้งสองข้างของเธอด้วยเช่นกัน และพบว่าไม่มีหนทางเลย โลกเซียนกับโลกมนุษย์นั้นแยกจากกันนานเกินไป จนทำให้มนุษย์นั้นไม่ได้เห็นปาฏิหาริย์มานานหลายปีแล้ว นอกจากนี้เหล่าผู้บำเพ็ญตนก็ได้พากันหายไปจากสายตาของผู้คนหมดแล้ว ดังนั้นเหล่ามนุษย์จึงไม่รู้ว่าโลกนี้มีเหล่าทวยเทพอยู่จริงๆ
ฉิงเทียนนั่งลงอยู่ที่เตียงแล้วครุ่นคิดว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้เขาได้ความศรัทธากลับคืนมาอีกครั้ง คงมีเพียงต้องมองไปยังต้นตอของสาเหตุถึงจะแก้ปัญหานี้ได้!
ทำไมคนถึงได้เชื่อในเทพเซียน? แล้วทำไมผู้คนถึงได้ค้นหาวิธีที่จะได้กลายเป็นเทพเซียน ฉิงเทียนลองถามตัวเองทั้งสองคำถามนี้ในใจของเขา
ฉิงเทียนลองย้อนนึกสมัยที่เขายังเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา เมื่อใดกันที่เขาคาดหวังให้มีเหล่าเซียนจริงๆในโลกใบนี้!
หลังจากที่คิ้วขมวดครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ๆ ในตอนนั้นเองที่ในที่สุดฉิงเทียนก็คิดออก ตอนที่เขานั้นเคยหวังให้มีเหล่าเซียนมีตัวตนจริงๆ ครั้งแรกก็ตอนที่พ่อกับแม่ของเขาตาย เขานั้นสิ้นหวังมากและปรารถนาให้มีเทพจริงๆในโลกนี้เพื่อมาช่วยให้พ่อกับแม่ของเขาได้มีชีวิตรอด!
และอีกครั้งก็ตอนที่เขาถูกคนอื่นทำร้าย เขานั้นหวังให้เหล่าเทพนั้นมีตา คอยสอดส่องพวกคนที่ไม่ดีแล้วคอยลงโทษพวกเขาเสีย!
“ฮ่าๆ คิดออกแล้ว ผมคิดออกแล้ว!” ฉิงเทียนพูดอย่างตื่นเต้น
เมื่อเห็นฉิงเทียนที่ตื่นเต้น เพ่าฝูก็ได้ถามอย่างสงสัย “นายท่านคิดอะไรออกอย่างนั้นเหรอเจ้าคะ?”
“หึๆ เพ่าฝู นายท่านของเธอช่างฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก! เอ้าชมนายท่านของเธอหน่อยสิ!” ที่คิดออกแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนหันกลับมาศรัทธาผมอีกครั้ง” ฉิงเทียนพูดพร้อมกับยิ้ม
“นายท่านเจ้าคะ ถ้านายท่านมีวิธีดีๆแล้วก็ช่วยบอกมาเร็วๆหน่อยสิเจ้าคะ คนอื่นก็อยากรู้เหมือนกันนะเจ้าคะ!” เพ่าฝูพูดถามเขาอย่างอยากรู้ ซึ่งจริงๆแล้วตั้งแต่ที่เธอรู้ว่าฉิงเทียนนั้นได้รับตำแหน่งเทพเจ้าที่จากปากของฉิงเทียน เธอเองก็ได้ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด
จากในมุมมองของเธอนั้น โลกมนุษย์ในเวลานี้ไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดากันแล้ว พวกเขาเชื่อมั่นแต่ในความสามารถของตัวเอง! แล้วเราจะเปลี่ยนความเชื่อนี้ได้อย่างไร ซึ่งทำให้เพ่าฝูนั้นคิดหาวิธีดีๆไม่ออกเลย! แต่จู่ๆเธอก็ได้ยินนายท่านของเธอที่ใช้เวลาคิดไม่นานนักก็คิดหาวิธีได้ จะไม่ให้เพ่าฝูนั้นสงสัยได้อย่างไร?
ฉิงเทียนลูบจมูกของเขาแล้วพูดสิ่งที่อยู่ในหัวของเขาออกมาอย่างภูมิใจ “วิธีของผมคือถ้าเราต้องการให้คนมานับถือผม ทำให้คนผู้คนหันมาเชื่อในเทพยดา เราก็ต้องโชว์ปาฏิหาริย์ให้ได้เห็น แล้วพวกเขาก็จะเชื่อในพระเจ้าขึ้นมาเอง”
แล้วเพ่าฝูก็ได้พูดอย่างประหลาดใจ “มันจะได้ผลเหรอเจ้าคะ? ข้าว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” เธอมองไปที่ฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่ไม่เชื่อ ถึงเธอจะเคยคิดเอาไว้แล้วเช่นกันกับการที่จะสร้างปาฏิหาริย์เพื่อให้คนหันกลับมาบูชา
“หึๆ ตรงนี้แหละคือจุดที่เพ่าฝูยังไม่เข้าใจมนุษย์โลก” ฉิงเทียนพูดด้วยความมั่นใจ “มนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางมาก และอารมณ์ของพวกเขานั้นก็เปราะบางมากเช่นกัน ขอเพียงแค่ยื่นความช่วยเหลือไปให้เพียงนิดหน่อยในช่วงที่พวกเขาอ่อนแอ พวกเขาก็จะสำนึกบุญคุณไปตลอดกาลแล้ว! และถ้าจะขอให้พวกเขามาบูชาเราก็จะไม่ใช่เรื่องยากแล้ว!”
“มันจะได้ผลจริงๆเหรอเจ้าคะ?” เพ่าฝูพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชื่อ
“เอาน่า เพ่าฝูยังไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ เอาไว้รอดูผลตอนที่ผมทดลองก็แล้วกัน” ฉิงเทียนพูดโดยไม่สนเพ่าฝูที่กำลังสงสัย
“ก็ได้เจ้าค่ะ ในเมื่อนายท่านพูดเช่นนั้น ก็ลองทดลองทำให้ดูหน่อยสิเจ้าคะ!” เพ่าฝูพูดออกมาอย่างเร่งรีบ
“เอ๋ จะให้ทดลองตอนนี้เลยงั้นเหรอ?” ฉิงเทียนถามอย่างตกใจ ตอนนี้เขาอยู่ที่บ้าน แล้วแถวนี้ก็ไม่มีศาลเทพเจ้าที่ด้วย แล้วเขาจะทดลองได้อย่างไร?
มองไปที่ฉิงเทียนที่มีสีหน้าอึ้งๆ เพ่าฝูก็ได้พูดพร้อมกับยิ้ม “นายท่านเจ้าคะ นายท่านลองมองไปที่จุดแสงที่สว่างๆนะเจ้าคะ จากนั้นก็เพ่งสมาธิไปที่จุดจุดนั้นเจ้าค่ะ!”
ฉิงเทียนจึงมองไปที่จุดสว่างที่สุดในหัวของเขาแล้วก็ลองทำตามที่เพ่าฝูบอกดู! จากนั้นก็เพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่จุดนั้น!
1วิ…2วิ…3วินาทีผ่านไป! หลังจากผ่านไปไม่กี่นาที! ฉิงเทียนก็ได้ยินเสียงร้องไห้มาจากผู้หญิงคนหนึ่ง “ท่านปู่เทพเจ้าที่คะ ได้โปรดช่วยสามีของลูกด้วย หากว่าท่านสามารถช่วยเขาไว้ได้ ลูกจะถวายวัวถวายม้า และจะตกแต่งศาลเจ้าที่เสียใหม่ แล้วจากนั้นก็จะมาจุดธูปโขกหัวขอขมาที่นี่ทุกวันเจ้าค่ะ”
“เพ่าฝูๆ ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน? ทำไมผมถึงได้ยินเสียงของเธอด้วย?” ฉิงเทียนลืมตาของเขาขึ้นมาอย่างตื่นเต้นแล้วพูดถาม “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? จิตศักดิ์สิทธิ์ของผมยังไม่ได้ปล่อยออกไปเลย แต่ถึงปล่อยออกไปก็ไม่ได้ยินชัดขนาดนี้เลย นี่ได้ยินชัดราวกับว่าเธอมาพูดข้างๆหูผมเลยนะ
มองไปที่ฉิงเทียนที่ทำหน้าตกใจแล้ว ลักยิ้มทั้งสองข้างของเพ่าฝูก็ได้โผล่ออกมาอย่างน่ารักแล้วพูดขึ้น “นายท่านตกใจอะไรกันเจ้าคะ?”
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ยเพ่าฝู? ช่วยบอกผมทีสิ” ฉิงเทียนถามอย่างตื่นเต้น
“ฮิๆ, มันเป็นความสามารถของนายท่านในฐานะเทพเจ้าที่ยังไงล่ะเจ้าคะ หากมีคนที่อยากจะขอพรที่ศาลเจ้าที่ เสียงนั้นก็จะเข้าหูของนายท่านแต่ก็ขึ้นอยู่ว่านายท่านจะยอมรับฟังหรือไม่ด้วยนะเจ้าคะ ถ้าเกิดว่าท่านยอมรับทั้งเสียงและการกระทำของเธอก็จะอยู่ในการรับรู้ของนายท่าน แม้แต่ภาพก็ด้วยนะเจ้าคะ
“อะไรนะผมเห็นภาพได้ด้วยเหรอ? แล้วทำยังไงผมถึงจะเห็นภาพน่ะเพ่าฝู?” ฉิงเทียนถามด้วยความตื่นเต้นมากขึ้นกว่าเดิม มันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากที่เขาได้ยินเสียงที่อยู่ไกลออกไปเป็นพันลี้ได้ และตอนนี้เขายังสามารถเห็นภาพได้อีกด้วย จะไม่ให้เขาไม่ตกใจได้อย่างไร
“ฮิๆ มันง่ายมากเลยเจ้าค่ะ ก่อนอื่นนายท่านก็ทำตามวิธีเดิมก่อนแล้วจากนั้นนายท่านก็ลองลืมตาในหัวของนายท่านดูนะเจ้าคะ”
ฉิงเทียนจึงได้หลับตาอีกครั้ง แล้วเพ่งสมาธิทั้งหมดของฉิงเทียนไปที่จุดแสงเมื่อสักครู่นั้นอย่างต่อเนื่อง แล้วจากนั้นก็ลืมตาอย่างช้าๆ!
ฉิงเทียนลืมตาขึ้นมาแล้วก็รู้สึกประหลาดใจที่พบว่าภาพตรงหน้าของเขานั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว แล้วเขาก็พบกระท่อมที่เล็กและโทรมหลังหนึ่ง
เป็นกระท่อมทำจากดินเหนียวมีความสูงขนาดเมตรครึ่ง และมีรูปภาพเทพเจ้าที่ดูเก่ามากๆอยู่รูปหนึ่ง ที่นี่มีทั้งฝุ่นและใยแมงมุมอยู่เต็มไปหมด ดูเหมือนจะไม่มีคนมาที่นี่มานานหลายปีแล้ว
และที่ตรงหน้าของรูปภาพนั้นก็มีธูปอยู่ไม่กี่ดอกที่ปักอยู่ในกระถางธูปโทรมๆนั้น!
และที่ด้านล่างของกระถางธูปนั้นก็มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งอายุราวๆ 40 สวมชุดสีน้ำตาลกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้ารูปภาพเทพเจ้าที่ด้วยน้ำตาที่เต็มใบหน้า เธอนั้นร้องไห้อย่างต่อเนื่องและตัดพ้อต่อความโชคร้ายของเธอ
ซึ่งเรื่องของเรื่องก็คือสามีของหญิงชาวบ้านคนนี้ทำงานอยู่ในเมือง แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุเข้าทำให้สามีของเธอไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกเลย
แต่ที่บริษัทก่อสร้างของสามีของเธอนั้นกลับปฏิเสธการรับผิดชอบและไม่จ่ายเงินชดเชยมาให้เลยแม้แต่น้อย!
หญิงชาวบ้านเคยไปที่บริษัทก่อสร้างเพื่อถามเรื่องนี้ แต่ที่บริษัทนั้นมีพลังและอำนาจมาก ทำให้หญิงชาวบ้านอย่างเธอจะไปสู้ได้อย่างไร? หญิงชาวบ้านจึงถูกเมินเฉยโดยคนอื่นๆ และไม่มีเงินที่จะรักษาสามีของเธอ เธอจึงทำได้แค่ไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านด้วยกัน และแนะให้ไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัดวาอารามต่างๆเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ที่ศาลเจ้านี้เองก็ได้ถูกทิ้งร้างมานานหลายปีแล้ว หลังจากที่เธอเดินผ่านที่ศาลเจ้าที่แห่งนี้ หญิงชาวบ้านจึงไม่มีทางเลือกและเข้ามากราบไหว้
ฉิงเทียนก็ได้โกรธจัดขึ้นมาหลังจากที่ได้ยินเรื่องของสาวชาวบ้านแล้ว “เจ้าพวกนักธุรกิจไร้หัวใจพวกนี้ ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น และเมินเฉยต่อชีวิตและความตายของลูกน้องตัวเอง!”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าพวกนักธุรกิจหน้าเลือดพวกนี้ตายไปควรจะตกนรกขุมที่ 18 เจ้าค่ะ!” เพ่าฝูพูดอย่างเกรี้ยวกราด
เมื่อได้ยินเสียงของเพ่าฝู ฉิงเทียนจึงได้ถามด้วยความประหลาดใจ “เธอเห็นด้วยเหรอเพ่าฝู?”
“เพราะภูตรับใช้กับนายท่านก็ถือเป็นคนคนเดียวกัน ดังนั้นสิ่งที่นายท่านเห็น ข้าก็เห็นด้วยเจ้าค่ะ” เพ่าฝูอธิบาย จากนั้นก็ได้หันไปมองดูสาวชาวบ้านที่กำลังคุกเข่าอยู่ต่อหน้าภาพวาดด้วยความสงสารแล้วกล่าว “เธอน่าสงสารจังเลยนะเจ้าคะ นายท่านข้าว่าพวกเราช่วยเขากันเถอะเจ้าค่ะ”
“ได้สิ” ฉิงเทียนตอบอย่างเห็นด้วย “จะได้ทดลองดูด้วยเลยว่าที่ผมพูดเอาไว้นั้นเป็นจริงหรือไม่?”
“จริงด้วยสิ, ไม่เพียงแต่จะช่วยเหลือเธออย่างเดียว แต่ยังทำให้รู้ด้วยว่าวิธีการที่นายท่านว่าเอาไว้นั้นเป็นจริงหรือไม่? เรียกได้ว่าขว้างหินก้อนเดียวได้นกสองตัวเลยนะเจ้าคะ” เพ่าฝูพูดอย่างดีใจ
“แล้วผมจะติดต่อกับเธออย่างไรดี?” ฉิงเทียนถามอย่างสงสัย
เพ่าฝูก็ได้กล่าว “นายท่านเจ้าคะ ถ้านายท่านพูดกับเธอตอนนี้ เธอก็จะได้ยินท่านเจ้าค่ะ”
ฉิงเทียนจึงได้ลองพูดถามวิธีการที่เพ่าฝูบอก แล้วทำให้เสียงของเขาดูน่าเกรงขามมากขึ้นสักหน่อย “ผู้ที่คุกเข่าเป็นใครรึ?”
เมื่อได้ยินเสียงของฉิงเทียน หญิงชาวบ้านก็ได้รู้สึกตกใจขึ้นมาแล้วตะโกนกลับไป “ใครน่ะ?” แล้วรีบวิ่งหนีออกไปอย่างสุดความสามารถ
มองดูหญิงสาวที่รีบวิ่งหนีหายไป ฉิงเทียนจึงได้ลูบจมูกของเขาอย่างไม่รู้จะทำเช่นไร ไม่ใช่ว่าเป็นเธอหรอกเหรอที่มาขอให้เทพเจ้าที่ช่วย? แต่พอผมออกมากลับวิ่งหนีซะอย่างนั้น?
ทำไมการปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะเทพเจ้าที่ของเราถึงได้น่าขายหน้าเช่นนี้นะ? ฉิงเทียนคิดในใจอย่างเขินอาย