ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 266 ศาสตร์ปรุงยา
บทที่ 266 ศาสตร์ปรุงยา
“ถ้าอย่างนั้นเราก็หาซื้อยาเสริมกระดูกในถาวเป่ากันเถอะ!” ฉิงเทียนพูดอย่างตื่นเต้น ต่อจากนี้เขาจะได้กลายเป็นเทพคนเดียวที่อยู่บนโลก เวลานี้โลกเซียนได้ถูกแยกออกจากกันกับโลกและไม่สามารถที่จะไปมาหาสู่กันได้เลย เหล่าเซียนจึงได้พากันส่งต่อวิชาของตัวเองไว้ในโลกมนุษย์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็ไม่ได้โผล่มาอีกเลย
ทำให้ความเชื่อของผู้คนนั้นลดต่ำลงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่บนโลกนั้นกลายเป็นคนไร้ศาสนาไป
แต่ในเวลานี้มันไม่เหมือนกับแต่ก่อนแล้ว ฉิงเทียนนั้นเป็นถึงเทพเจ้าที่ในลำดับที่ 28 ของสวรรค์ ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเทพจริงๆเพียงคนเดียวในโลกนี้นั้นก็คือฉิงเทียน ในขณะที่ผู้บำเพ็ญตนนั้นอื่นๆถึงจะสามารถเป็นเซียนได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะกลายเป็นเทพจริงๆได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะคุณงามความดีเอาไว้มากก็ตามที เพราะพวกเขานั้นไม่ได้มีตำแหน่งอยู่บนสวรรค์
“แล้วทำไมพวกเราถึงต้องหาซื้อด้วยล่ะเจ้าคะ?” เพ่าฝูยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วถามฉิงเทียน
อุ๊ เมื่อถูกจ้องโดยเพ่าฝูเช่นนั้นแล้ว ฉิงเทียนก็ได้รู้สึกได้ถึงแผนการบางอย่างที่ออกมาจากเธอ แล้วถามอย่างสงสัย “ก็ถ้าไม่หาซื้อจากถาวเป่า แล้วพวกเราจะไปหายาเสริมกระดูกมาจากไหน?”
“ก็มีนายท่านอยู่แล้วไม่ใช่รึเจ้าคะ?” เพ่าฝูชี้มาที่ฉิงเทียนแล้วกล่าว
ฉิงเทียนชี้มาที่ตัวเขาเองอย่างสงสัยแล้วกล่าว “ผะ ผมไม่รู้วิธีปรุงยาหรอกนะ ดังนั้นมีผมไปก็คงไม่ช่วยอะไร?” อย่าว่าแต่จะปรุงยาเลย เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสตร์ปรุงยาเลยด้วยซ้ำ
เพ่าฝูก็ได้มองไปที่ฉิงเทียนที่ทำสีหน้าสงสัย แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่ว่าอาจารย์ของนายท่านได้มอบม้วนคัมภีร์หยกมาให้หรอกเหรอเจ้าคะ?”
เมื่อถูกเตือนโดยเพ่าฝู ฉิงเทียนจึงนึกขึ้นมาได้ว่า วันนี้เขาเพิ่งไปคำนับเป็นศิษย์อาจารย์ขี้เหนียวมา บอกจะรับเขาเป็นศิษย์แต่กลับไม่สอนอะไรให้เขาสักอย่างนอกจากโยนม้วนคัมภีร์หยกมาให้ หรือว่าอาจารย์ท่านนั้นจะไม่ได้ขี้เหนียวซะทีเดียว
หงจวินเหล่าจู่ที่อยู่พระราชวังเมฆม่วงนั้น ขณะที่เขากำลังหลับตาเพื่อพักผ่อนอยู่นั้น จู่ๆก็จามขึ้นมาเสียงกับ “ฮัดชิ่ว” แล้วหงจวินเหล่าจู่ก็ได้ลืมตาขึ้นมาแล้วลูบจมูกของเขา “สงสัยเจ้าหนูนั่นคงจะพูดอะไรไม่ดีลับหลังข้าอยู่แน่ๆ”
กลับมาบนโลก ฉิงเทียนก็ได้หยิบเอาม้วนคัมภีร์หยกซึ่งมีความกว้างถึง 15 ซม.และหนา 1 ซม.ออกมาจากในแหวนเก็บของ แล้วลงบนมือของเขา
แต่แล้วเขาก็รู้สึกเขินๆขึ้นมา และสงสัยว่ามัวนคัมภีร์หยกนั้นอ่านยังไง? ฉิงเทียนลองใช้จิตศักดิ์สิทธิ์เขาไปดูในม้วนหยกแล้ว แต่ทันทีที่เขาแตะไปที่ม้วนหยกเขาก็ได้กระเด้งออกมาทันที ราวกับน้ำกระแทกใส่แผ่นเหล็กแล้วสะท้อนกลับมา
ในทะเลความรู้ เพ่าฝูมองดูนายท่านของเธอที่ถูกกระแทกเข้ากับกำแพงจึงได้หัวเราะและอธิบาย “นายท่านเจ้าคะ ก่อนอื่นท่านหยดเลือดลงไปบนม้วนหยกก่อนสิเจ้าคะ แล้วจากนั้นค่อยใช้จิตศักดิ์สิทธิ์เจ้าค่ะ”
“เข้าใจแล้ว” จากวิธีการที่เพ่าฝูว่ามา ฉิงเทียนจึงได้หยดเลือดลงไปบนม้วนหยกจากนิ้วกลางขวา
เมื่อเลือดที่หยดลงไปกระทบกับม้วนหยกก็ได้หายไปทันที แล้วม้วนหยกนั้นก็ได้เรืองแสงสีเขียวขึ้นมา ฉิงเทียนจึงได้รีบใช้จิตศักดิ์สิทธิ์ใส่ไปที่ม้วนหยกทันที
“ว้าว มีมากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?” ฉิงเทียนรู้สึกตกใจ ทันทีที่จิตศักดิ์สิทธิ์เข้าไปที่ม้วนหยก ฉิงเทียนก็รู้สึกเหมือนตนเองยืนอยู่ท่ามกลางทะเลตัวหนังสือ เขาถูกล้อมรอบด้วยตัวหนังสือที่อยู่กันอย่างหนาแน่น
แล้วฉิงเทียนก็ได้จับจ้องสายตาของเขาไปที่ตัวหนังสือตัวใหญ่ 3 คำที่อยู่ตรงหน้าแล้ว และยังมีตัวหนังสือตัวเล็กๆที่อัดกันอยู่อย่างหนาแน่นอยู่ด้านหลังคำว่า “ยาจิตวิญญาณ” จนไม่สามารถอ่านได้
ฉิงเทียนที่สงสัยว่าเขาจะทำให้ตัวหนังสือพวกนั้นขยายใหญ่ขึ้นมาได้หรือไม่นั้น ในขณะที่ฉิงเทียนกำลังใช้ความคิดอยู่ ตัวหนังสือที่อยู่ด้านหลังยาจิตวิญญาณก็ได้ขยายใหญ่ขึ้นมา แล้วเบียดตัวหนังสืออื่นๆที่อยู่ข้างๆออกไปหมด
“ทำแบบนี้นี่เอง” ฉิงเทียนรู้สึกตกใจ และมองไปที่ตัวหนังสือที่ขยายใหญ่ออกมา
ยาจิตวิญญาณนั้นมีอยู่ 2 ประเภท ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของจิตศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่เสียคือ: หลังจากที่ใช้ยานี้ไปแล้ว 100 ปี จิตศักดิ์สิทธิ์จะไม่แข็งแกร่งขึ้นอีกเลย หลังจากที่อ่านคำแนะนำแล้ว ก็พบว่ามีวัตถุดิบในการปรุงยาและข้อควรระวังขณะที่กำลังปรุงยาจิตวิญญาณ
จากนั้นฉิงเทียนก็ได้ลองดูยาอีกหลายๆอย่างเช่น ยารวบรวมเคราะห์, ยาฝึกหัว, ยาฟ้าหมอง, ยาขัดกระดูก และอื่นๆอีกมากมาย แล้วจิตศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็ได้ออกมาจากม้วนหยก
“เพ่าฝู นี่หมายความว่าท่านอาจารย์ให้ม้วนหยกนี้กับผมมาเพื่อให้ผมเรียนศาสตร์ปรุงยาอย่างนั้นเหรอ?” ฉิงเทียนได้รู้สึกตัวขึ้นมา ไม่อย่างนั้นท่านอาจารย์จะให้ม้วนหยกยาแก่เขามาทำไม?
“นายท่านเพิ่งรู้สึกตัวเหรอเจ้าคะ? ท่านอาจารย์ของท่านนั้นอยากให้ท่านเป็นนักปรุงยา ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ศาสตร์ปรุงยานั้นเป็นอะไรที่นิยมกันมากในโลกเซียนเลยนะเจ้าคะ” เพ่าฝูเองก็เห็นด้วยกับหงจวินเหล่าจู่
ถึงแม้จะพูดได้ว่าโลกเซียนนั้นอยู่ภายใต้การดูแลเป็นอย่างดีของสวรรค์และสงบสุขดี แต่นั่นก็แค่เปลือกนอก ถ้ามีผู้คนอยู่รวมกันจะไม่มีการต่อสู้ขึ้นมาได้อย่างไร? และเมื่อมีการต่อสู้ก็ต้องย่อมมีการบาดเจ็บเกิดขึ้น ดังนั้นยาจึงเป็นอะไรที่สำคัญมาก ดังนั้นนักปรุงยาระดับกลางๆก็มีฐานะที่สูงมากในโลกเซียนและโลกผู้บำเพ็ญตน!
ในเวลานี้เองที่ฉิงเทียนก็นึกถึงจางจ้งจิ่งขึ้นมาแล้วถามขึ้น “เพ่าฝู เธอคิดว่าจางจ้งจิ่งนั้นเป็นนักปรุงยารึเปล่า?
“เขาน่าจะเป็นนักปรุงยาในพระราชวังขององค์เง็กเซียนเจ้าค่ะ แต่จากระดับขั้นของเขาที่ยังไม่ถึงขั้นจินเซียน เขาน่าจะอยู่ระดับไม่สูงมากเจ้าค่ะ” เพ่าฝูตอบ
เมื่อได้ยินที่เพ่าฝูอธิบายฉิงเทียนก็ได้บ่นขึ้นมาในใจ พวกเขานั้นล้วนเป็นเซียนกันนะ ระดับของศาสตร์ปรุงยานั้นอาจจะเหนือกว่าที่เพ่าฝูคิดก็ได้ ในขณะที่เขานั้นไม่มีระดับของศาสตร์ปรุงยาเลย
“แล้วมันยากไหมถ้าจะเป็นนักปรุงยาน่ะ?” ฉิงเทียนถามด้วยเสียงอ่อยๆ ถึงแม้ว่าการเป็นนักปรุงยานั้นดูท่าจะมีอนาคต แต่จากความเข้าใจของฉิงเทียนแล้ว อาชีพที่ยอดนิยมมากเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นได้ยากมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรเสียก็เพราะความยากนี่แหละมันถึงได้สำคัญมาก
หลังจากที่ได้ยินคำถามของฉิงเทียน เพ่าฝูก็ได้จ้องไปที่ฉิงเทียนด้วยดวงตาเล็กๆของเธอ “นายท่านเจ้าคะ มันก็เป็นเรื่องยากอยู่กับการที่จะเป็นนักปรุงยา ก่อนอื่นเลยนักปรุงยานั้นจะต้องเป็นผู้บำเพ็ญตนธาตุไฟเจ้าค่ะ และไม่ใช่ผู้ใช้ธาตุไฟธรรมดาๆด้วย”
“ต้องมีอะไรเป็นพิเศษอย่างนั้นรึ?” ฉิงเทียนถามอย่างสงสัย
“จะต้องเป็นผู้ใช้ธาตุไฟที่มีพลังธาตุไม้ด้วยเจ้าค่ะ”
“ไม่ใช่ว่าคนคนหนึ่งจะมีพลังธาตุได้แค่ธาตุใดธาตุหนึ่งไม่ใช่รึ?” ฉิงเทียนถามอย่างสงสัยอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วกันอยู่แล้วว่าคนคนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นปีศาจ หรือผู้บำเพ็ญตนคนอื่นๆ ต่างก็มีเพียงแค่ธาตุใดธาตุหนึ่งและธาตุเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
“นายท่านเจ้าค่ะ นายท่านไม่เคยได้ยินเรื่องของพรสวรรค์บ้างเหรอเจ้าคะ? ถึงแม้ว่าทุกๆผู้ฝึกวิชานั้นจะมีเพียงแค่ธาตุเดียว แต่ก็มีบางคนที่มีพลังที่แข็งแกร่งและมีพลังธาตุอื่นอยู่ด้วย ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมนักปรุงยาถึงได้หายาก” เพ่าฝูอธิบายรวดเดียวจบ
หลังจากที่ได้ยินที่เพ่าฝูอธิบายแล้ว ฉิงเทียนก็รู้สึกขึ้นมาได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆกับการที่จะเป็นนักปรุงยา
และนั่นก็ทำให้เขาสงสัยมากขึ้นไปอีกที่พลังธาตุของเขานั้นน่าจะเป็นธาตุไฟฟ้า แต่จากที่เพ่าฝูอธิบายนักปรุงยาจะต้องเป็นคนที่มีพลังธาตุไม้อยู่ในธาตุไฟ ซึ่งแตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง! แล้วทำไมท่านอาจารย์ถึงได้ให้ม้วนคัมภีร์หยกปรุงยาแกเขามานะ? ฉิงเทียนถามเพ่าฝูอย่างสงสัยในใจ
ทันทีที่ฉิงเทียนพูดความสงสัยของเขาจบ เพ่าฝูก็ได้ลงไปงอตัวกุมท้องแล้วหัวเราะทันที
“อุ๊ นี่เราพูดอะไรผิดไปอีกแล้วสินะ?” ฉิงเทียนมองไปที่เพ่าฝูด้วยสีหน้าที่งุนงง