ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 289 การตายของเฉินฉี (2)
บทที่ 289 การตายของเฉินฉี (2)
“ตุ๊บ” ตราประทับกระแทกเข้ากับเฉินฉีอย่างแรง เฉินฉีนั้นถูกทับจนกลายเป็นเศษเนื้อทันที
“เกือบไป” ฉิงเทียนพูดสั่งการ แล้วตราประทับก็ได้กลับมาอยู่ในทะเลความรู้ของเขา และมองไปที่เฉินฉีที่กลายเป็นเศษเนื้อบด แล้วฉิงเทียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
เขาไม่คิดเลยว่าการต่อสู้กับเฉินฉีที่อยู่แค่ระดับจินตันชั้นปลายนั้น แต่กลับจะทำเอาเขายุ่งยากขนาดนี้ สาเหตุหนึ่งคือเขานั้นลำพองใจมากเกินไป และอีกสาเหตุคือเขายังขาดประสบการณ์ต่อสู้มากเกินไป
“ดูเหมือนว่าเราจำเป็นที่จะต้องหาวิชาต่อสู้จริงๆ!” ฉิงเทียนบ่นพึมพำกับตัวเอง
ในเวลานี้สายฟ้าอัคคีที่อยู่อีกด้านนั้นก็ได้กลืนกินลูกบอลไฟทั้งลูกจนเสร็จสิ้น เดิมทีเจ้าสายฟ้าอัคคีที่มีลักษณะผอมตรงราวกับเทียนไขนั้น ตอนนี้ตรงกลางของมันได้ป่องออกมา ราวกับคนอ้วน
เดินตุ๊ต๊ะตุ้มตุ้ยมา เจ้าสายฟ้าอัคคีที่เหมือนต้องการจะหาคนช่วยพยุงก็ได้กระโดดแบกเอาพุงอ้วนๆของมันขึ้นมาบนมือของฉิงเทียน
มองไปที่เจ้าสายฟ้าอัคคีที่มีท้องตุ้ยนุ้ยอยู่บนมือของเขา ฉิงเทียนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะและดุมัน “ฉันไม่นึกเลยว่าเจ้านี่มันจะตะกละขนาดนี้!” ว่าแล้วเขาก็ดีดนิ้วไปที่หัวของเจ้าสายฟ้าอัคคี “รู้จักแต่จะกัน แต่ไม่รู้จักมาช่วยฉันบ้างเลยให้ตายสิเจ้านี่”
เจ้าสายฟ้าอัคคีนั้นถูกกับมือของฉิงเทียนอย่างออดอ้อน และกระโดดไปมาอยู่ในมือของฉิงเทียน ราวกับจะบอกว่าเขาก็ช่วยเจ้านายของเขาอยู่นะ!”
“ก็ได้ๆ กลับไปได้แล้วเจ้าอ้วน!” ฉิงเทียนสะบัดมือแล้วเจ้าสายฟ้าอัคคีก็ได้กลับเข้าไปในตัวของฉิงเทียน
“เอาล่ะ ได้เวลาเก็บกวาดหลังการต่อสู้แล้ว!” ฉิงเทียนพูดอย่างตื่นเต้นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาฆ่าผู้บำเพ็ญตน ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีของอะไรดีๆอยู่ในกระเป๋าเก็บของของเฉินฉีบ้าง
ด้วยการสะบัดมือของเขา แหวนเก็บของที่วางกองอยู่กับเจ้าของก็ได้ลอยเข้ามาที่มือของฉิงเทียน ฉิงเทียนก็ได้ทำการลบความเป็นเจ้าของเก่าออกด้วยจิตศักดิ์สิทธิ์ของเขา เดิมทีการใช้จิตศักดิ์สิทธิ์ลบความเป็นเจ้าของอุปกรณ์วิเศษในแหวนเก็บของนั้นทำไม่ได้ง่ายๆนัก
อย่างแรกเลยคือถ้าไม่มีพลังจิตศักดิ์สิทธิ์ที่สูงกว่าเจ้าของเดิมก็จะไม่สามารถลบออกได้เลย อย่างที่สองต่อให้มีพลังจิตศักดิ์สิทธิ์เหนือกว่าเจ้าของเดิมก็ตาม แต่ถ้าเจ้าของเดิมยังมีชีวิตอยู่ของในแหวนเก็บของนั้นก็จะถูกทำลายทันที
แต่ทว่าจิตศักดิ์สิทธิ์ของฉิงเทียนนั้นเหนือกว่าเฉินฉี และเฉินฉีก็ตายแล้วด้วย ดังนั้นทั้งสองข้อแม้นั้นจึงไม่มีผลอะไรกับฉิงเทียน
ในขณะที่ฉิงเทียนกำลังเปิดแหวนเก็บดูอยู่นั้น จู่ๆเขาก็รู้สึกคลื่นพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งกำลังมุ่งตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว
“หรือว่าจะเป็นคนของสำนักอัคคีกันนะ?” ฉิงเทียนรู้สึกไม่ดีขึ้นมา ในเวลานี้เขาเองก็เหนื่อยอ่อนมาแล้ว ถ้าเกิดเขาถูกพวกเจอตัวเข้า คงได้ถูกฆ่าตายแน่
เมื่อคิดได้เช่นนี้ฉิงเทียนจึงไม่กล้าที่จะอยู่ที่นี่อีกต่อไป จึงได้รีบหนีอย่างสุดกำลังทันที
หนึ่งนาทีต่อมา ตรงบริเวณที่ฉิงเทียนเคยอยู่นั้น ก็ได้มีชายชราที่มีผมสีแดงปรากฏตัวขึ้นมาจากไกลๆ “บ้าจริง ทำไมไอพลังที่สัมผัสได้จากที่นี่ถึงได้หายไปแล้วนะ?” ชายชราผู้นั้นพูดอย่างไม่พอใจ
และหลังจากที่เขาพูดจบ ในตอนนั้นเองก็พบชายที่ดูคงแก่เรียนที่กำลังขี่กระบี่บินมาทางนี้เช่นกันอย่างรวดเร็ว
แล้วชายชราผมแดงก็ได้จ้องมองไปที่ชายผู้นั้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก “แกเป็นใคร แล้วมาทำอะไรที่นี่?”
ชายวัยกลางคนนั้นไม่สามารถตรวจจับพลังของชายชราได้เลย แต่ด้วยในเวลานี้โลกมีขื่อมีแปแล้ว ต่อให้เขาเป็นผู้บำเพ็ญตนที่เก่งกาจมากเท่าไร ถ้าหากทำผิดกฎหมายของประเทศแล้ว เขาก็จะแสดงให้เห็นว่าทางรัฐบาลจีนนั้นไม่ใช่อะไรที่จะให้ผู้บำเพ็ญตนทั้งหลายมาทำร้ายเอาได้ง่ายๆ
เมื่อคิดเช่นนั้นชายวัยกลางคนก็ได้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ถ่อมตัวและไม่โอหัง “รุ่นน้องจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติก็แสดงความเคารพต่อรุ่นพี่ ไม่ทราบว่ารุ่นพี่ท่านนี้มาจากสำนักไหน?”
ทันทีที่ชายชราได้ยินชื่อของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ จึงได้ระงับอารมณ์โกรธของเขาลงทันที
ไม่นึกว่าชายผู้นั้นจะเป็นคนของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ ดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็คงรู้สึกถึงพลังที่มหาศาลเมื่อสักครู่นี้ได้เช่นกัน ในเวลานี้เจ้าฉิงเทียนคงหนีไปแล้ว แต่ทว่าเขาก็ได้รับทราบข้อมูลของฉิงเทียนมาแล้ว ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญตนก็ไม่อาจหนีไปจากสำนักของเขาได้ ชายชราคิดอย่างชั่วร้ายว่าหากเขาจับคนของเขาเอาไว้เป็นตัวประกัน ดูสิว่าเขาจะกลัวหัวหดไม่ยอมออกมาอีกหรือไม่?
“ชายชราผู้นี้มาจากสำนักอัคคีมีนามว่าหานซี่” หานซี่ตอบ
“ที่แท้ก็คือรุ่นพี่หานนี่เอง” เฟิงอี้ตอบด้วยความเคารพ “ไม่ทราบว่ารุ่นพี่ท่านนี้รู้อะไรเกี่ยวกับการต่อสู้เมื่อสักครู่ของพี่น้องเต๋าสองคนนี้บ้าง?”
หานซี่ก็ได้ยิ้มและตอบ “ชายชราผู้นี้ก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่ข้าเองก็สัมผัสได้แค่พลังที่ปะทุออกมาอย่างมหาศาลเมื่อสักครู่เช่นกัน ในเวลานี้คนพวกนั้นก็คงหนีกันไปแล้ว ขอโทษด้วยนะชายชราผู้นี้กำลังรีบขอตัวก่อน!” โดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว แล้วชายชราผู้นั้นก็บินหนีไปทันที
เฟิงอี้ที่มองดูชายชราผู้นั้นจากไปอย่างเร่งรีบ จึงพูดด้วยความโมโห “หึ ดูเหมือนพวกสำนักอัคคีเองจะมีส่วนในเรื่องนี้สินะ เราคงจะต้องรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนได้ทราบ” พูดจบเฟิงอี้ก็ได้บินออกไปจากที่นี่เพื่อกลับไปยังตัวเมือง
ส่วนฉิงเทียนที่รีบบินหนีไปด้วยความกลัวที่ว่าจะมีคนไล่ตามเขามา จนกระทั่งบินด้วยความเร็วสูงสุดได้สักชั่วโมงหนึ่ง ฉิงเทียนก็ได้ชะลอความเร็วลงแล้วพูดขึ้น “ตอนนี้น่าจะไล่ตามมาไม่ทันแล้ว!” ขณะที่เขาพูดอยู่ก็ได้ปล่อยจิตศักดิ์สิทธิ์ขยายออกไปและตรวจสอบในระยะรัศมีหลายสิบกิโลเมตร เมื่อพบว่าไม่มีใครที่ตามเขามาเลย เขาจึงได้หยุดบิน
“เราคงจะต้องหาที่พักและฟื้นฟูพลังวิญญาณของเราเสียก่อน!” ฉิงเทียนพูดกับตัวเอง การต่อสู้ของเฉินฉีเมื่อสักครู่นั้นทำให้เขาสูญสิ้นพลังวิญญาณไปเกือบหมดตัว ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะฟื้นได้เต็มที่ และหลังจากที่บินหนีอย่างบ้าคลั่งเมื่อสักครู่นี้เอง พลังวิญญาณของฉิงเทียนก็ใกล้จะหมดอีกแล้ว ถ้าเขาไม่รีบฟื้นพลังวิญญาณล่ะก็ ฉิงเทียนเชื่อว่าเขาคงไม่สามารถที่จะรักษาการบินต่อไปได้แน่แม้จะบินในระดับธรรมดาก็ตาม เขาคงจะได้ร่วงลงไปในทะเลแน่
“ไม่รู้เลยว่าพอจะมีเกาะหรืออะไรอยู่แถวๆนี้บ้างไหมนะ?” ฉิงเทียนมองไปที่ทะเลที่กว้างใหญ่อันไร้ขอบเขต ที่มองไม่เห็นแม้แต่สักเสี้ยวของแผ่นดิน เพราะจากการบินหนีอย่างบ้าคลั่งเมื่อสักครู่ ฉิงเทียนที่ใช้จิตศักดิ์สิทธิ์ก็พบว่าเขาเห็นแต่น้ำทะเลเท่านั้น ไม่มีเงาของแผ่นดินเลยแม้แต่น้อย
“ดูท่าทางเราจะบินมายังกลางมหาสมุทรแปซิฟิกซะแล้ว” ฉิงเทียนพูดอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งพอเข้าหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูก็พบว่าไม่มีสัญญาณเลยแม้แต่น้อย ทำให้เขาไม่สามารถโทรหาฉิงหยูได้เลย
ฉิงเทียนจึงได้พูดอย่างช่วยไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้นก็ลองมองหาเกาะเล็กเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณก่อน!” หลังจากที่แผ่ขยายจิตศักดิ์สิทธิ์ออกไปเพิ่มอีกหลายสิบกิโลเมตรรอบตัวฉิงเทียน ภาพก็ได้ปรากฏขึ้นมาในทะเลความรู้
“ใช้ไม่ได้อันนี้เล็กเกินไป อันนี้ก็เล็กเกินไป!” ฉิงเทียนได้ไล่มองดูเกาะเล็กเกาะน้อยในทะเลความรู้ ซึ่งพวกนี้จะเรียกว่าเกาะก็ยังไม่ได้เลย มันเป็นปะการังด้วยซ้ำ ถ้าน้ำทะเลหนุนสูงเมื่อไรก็ได้ท่วมกันพอดี
“ไม่มีเกาะอยู่แถวนี้บ้างเลยรึไงนะ?” ฉิงเทียนถอนหายใจ เขามองหาเกาะไปเจอเลยท่ามกลางมหาสมุทรแปซิฟิกนี้!
“เอ๋ ทำไมถึงได้มาอยู่แถวนี้ได้ล่ะเนี่ยเจ้าคะ?” จู่ๆก็มีเสียงเพ่าฝูพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
เมื่อได้ยินเสียงของเพ่าฝูที่ในที่สุดก็ตื่นขึ้นมา ฉิงเทียนจึงได้ร้องบอก “เพ่าฝูที่รักของผม ในที่สุดเธอก็ส่งเสียงออกมาเสียที เมื่อสักครู่นายท่านของเธอกำลังตกอยู่ในอันตรายแท้ๆ แต่เธอกลับไม่ยอมโผล่ออกมาช่วยผมเลย!”
“เอ๋ นายท่านจะมาโทษเพ่าฝูไม่ได้นะเจ้าคะ ข้าก็ช่วยนายท่านจัดการกับการสั่งซื้อของอยู่ไงเจ้าคะ นายท่านจะมาโทษคนอื่นแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ” พูดจบเพ่าฝูก็ได้ทำแก้มเล็กๆของเธอป่องออกมาและทำท่าเสียใจ
ฉิงเทียนที่เห็นสีหน้าของเพ่าฝูกำลังร้องไห้เขาก็ได้รีบยอมแพ้ “โอ๋ๆ มันเป็นความผิดของนายท่านเองที่โทษเพ่าฝู นายท่านคนนี้ไม่ดีเอง เพ่าฝูหัวเราะเถอะนะ”