ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 311 เกาะดอกท้อ (1)
บทที่ 311 เกาะดอกท้อ (1)
แต่ทว่า, เรื่องของหินเซียนนั้นเอาไว้ก่อน ในตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญกว่าคือจะจัดการกับเกาะนี้อย่างไรดี ฉิงเทียนนั้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และรู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณในเกาะนี้เข้าหลอมรวมกับตัวของเขา!
“แล้วเราจะทำอย่างไรกับเกาะนี้ดีนะ?” ฉิงเทียนนั่งอยู่บนพื้นพลางคิด เกาะแห่งนี้เป็นฐานที่มั่นของเขาแล้วก็จริง แต่เขาก็ไม่สามารถมาอยู่ที่นี่ได้ทุกวัน อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนในสังคมยุคทันสมัย
ในเวลานี้พลังวิญญาณที่เกาะแห่งนี้นั้นมีอยู่อย่างหนาแน่นมาก มันก็คงจะน่าเสียดายถ้าไม่ใช้มัน
ฉิงเทียนมองไปที่ทิวแถวสมุนไพรที่อยู่ตรงหน้าเขา บ้างก็สีเขียว บ้างก็มีสีสันสดใส เหล่าสมุนไพรต่างพากันซึมซับพลังวิญญาณกันอย่างตะกละ
แล้วจู่ๆตาของฉิงเทียนก็มีแสงออกมา แล้วเขาก็กระโดดขึ้นจากพื้นแล้วพูดอย่างตื่นเต้น “จริงด้วย เราปลูกผลไม้ก็ได้นี่นา” เขานึกขึ้นมาได้ว่าเขามีสวนผลไม้อยู่ที่เมืองโม๋ตู และรสชาติของผลไม้ที่เขาปลูกด้วยน้ำวิญญาณนั้น รสชาติของมันก็สุดยอดมาก
ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นแค่ผลไม้ธรรมดาๆที่อยู่บนโลก แต่พ่อของซูเสวี่ยนั้นกลับเห็นมันเป็นเหมือนกับสมบัติล้ำค่า แล้วบอกว่ามันเป็นสมุนไพรจีนโบราณและเขาก็ได้ยินจากซูเสวี่ยด้วยว่า ร้านขายยาของพวกเขานั้นได้ใช้ผลไม้พวกนั้นในการทำยารักษาความงามและสุขภาพ
แม้แต่ผลไม้ธรรมดาๆก็ยังให้ผลที่ดีมากขนาดนั้น และเขาก็ยังมีลูกท้อจำนวนมากมายกับท้อสวรรค์อยู่ในแหวนเก็บของของเขาอีก
ถ้าเกิดเขาปลูกต้นท้อจากโลกเซียนเอาไว้บนเกาะแห่งนี้ ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะได้มีลูกท้อกินอย่างไม่ขาดสาย ยิ่งฉิงเทียนคิดมากขึ้นเท่าไร ฉิงเทียนก็ยิ่งรู้สึกว่าแผนการนี้ของเขาน่าชื่นชมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
แล้วฉิงเทียนก็ได้ใช้จิตศักดิ์สิทธิ์เอาลูกท้อสวรรค์และลูกท้อจากเขาฮัวกั่วซานออกมาจำนวนหนึ่งจากแหวนเก็บของ
ในตอนที่ฉิงเทียนเอาท้อสวรรค์ออกมานั้นเอง ไป๋กงหยางก็ได้พูดอย่างประหลาดใจ “นี่มันท้อสวรรค์กับลูกท้อจากเขาฮัวกั่วซานนี่นา”
“ใช่แล้ว!” ฉิงเทียนผงกหัว แล้วเขาก็เรียกกระบี่อัสนีสวรรค์ออกมาอีกครั้ง
“กระบี่อัสนีสวรรค์รบกวนเจ้าช่วยเป็นจอบอีกครั้งทีนะ!” ฉิงเทียนลูบตัวกระบี่อัสนีสวรรค์
เมื่อไป๋กงหยางได้ที่ยินที่ฉิงเทียนพูดแล้ว เขาก็ได้มองมาที่ฉิงเทียนอย่างหดหู่ใจ เขาเอาอาวุธเซียนมาใช้แทนจอบอีกแล้ว พูดถึงจอบแล้วไม่ใช่ว่าคนคนนี้คิดจะปลูกลูกท้อพวกนี้ที่เกาะนี้หรอกนะ?
“ท่านคงไม่คิดที่จะปลูกลูกท้อสวรรค์และลูกท้อเซียนที่เกาะนี้หรอกใช่ไหม?” ไป๋กงหยางถามด้วยความอ้ำอึ้ง
ฉิงเทียนที่ถือกระบี่อัสนีสวรรค์และกำลังเดินไปเตรียมดินบนเกาะอยู่นั้น เขาใช้กระบี่อัสนีสวรรค์ขุดดินลงไป แล้วเขาก็ได้ทำเป็นหันไปมองไป๋กงหยางแล้วถาม “ใช่แล้ว! มันปลูกไม่ได้เหรอ?”
ไป๋กงหยางลูบหนวดของเขาอย่างประหลาดใจแล้วคิดอย่างจริงจังก่อนจะตอบ “ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย ข้าจึงไม่ทราบจริงๆว่ามันจะสำเร็จหรือไม่”
“แล้วจะรู้ได้อย่างไร ถ้าไม่ลงมือทำก่อน?” ฉิงเทียนถือท้อสวรรค์ลูกหนึ่งเอาไว้ในมือ จากนั้นก็โยนลงไปในหลุมที่เขาเพิ่งขุดออกมาแล้วจากนั้นก็ใช้กระบี่อัสนีสวรรค์เกลี่ยดินรอบๆกลบหลุมนั้น
แล้วเขาก็หยิบขวดน้ำวิญญาณออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วฉิงเทียนก็เทมันลงไปในหลุมนั้น จากนั้นก็ได้จริงมองไปที่หลุมนั้นด้วยความกระวนกระวาย แล้วไป๋กงหยางเองก็ได้หันมาจ้องดูอย่างสงสัยเช่นกัน อย่างไรเสียนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคนที่คิดจะปลูกผลไม้เซียนในโลกมนุษย์ ถึงแม้ว่าพลังวิญญาณในเกาะเล็กๆแห่งนี้จะสูงมากก็จริง แต่ผลไม้เซียนนั้นปลูกอยู่ในโลกเซียนแล้วทำการซึมซับพลังเซียนเอาไว้ สภาพแวดล้อมจึงต่างกันมากแล้ว เขาจึงไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่
1 นาทีผ่านไป, 2 นาทีผ่านไป, 1 ชั่วโมง…..
ทั้ง 4 ตาต่างก็จ้องมองดูอย่างใกล้ชิด “ไม่โตเลย หรือว่าพันธุ์ไม้โลกเซียนจะไม่สามารถปลูกบนโลกได้จริงๆ” ฉิงเทียนคิดอย่างผิดหวังในใจ ดูเหมือนเขาจะหวังมากไปจริงๆ
ในขณะที่ฉิงเทียนลุกขึ้นยืนอย่างผิดหวังนั้น จู่ๆไป๋กงหยางที่อยู่ข้างหลังเขาก็ได้ตะโกนอย่างตื่นเต้น “งอกแล้ว, งอกแล้ว!”
พบว่ามีต้นอ่อนสีเขียวค่อยๆงอกออกมาจากหลุมที่ฉิงเทียนฝังลูกท้อเอาไว้ มีต้นอ่อนสีเขียวงอกมาจากดินสีเหลืองน้ำตาลนั้น
“รดน้ำเข้าไปอีก รดน้ำเข้าไปอีก!” ไป๋กงหยางเองก็รู้สึกตื่นเต้นมากในเวลานี้และตะโกนบอกฉิงเทียน
ฉิงเทียนที่รู้สึกตัวได้ ก็ได้หยิบเอาน้ำวิญญาณออกมาจากแหวนเก็บของอีกครั้งแล้วค่อยๆรินลงไปในต้นอ่อนต้นเล็กๆนั้น
เมื่อน้ำวิญญาณรดลงไปที่ต้นอ่อน ต้นอ่อนพวกนั้นก็ได้ทำการซึมซับน้ำวิญญาณโดยตรง ฉิงเทียนจึงได้เพิ่มน้ำวิญญาณลงไปอีกโดยไม่รีรอ แล้วต้นอ่อนนั้นก็ได้ซึมซับน้ำเข้าไปอีก
ด้วยการซึมซับน้ำวิญญาณเข้าไป ต้นอ่อนก็ได้โตจากต้นที่มีขนาดแค่นิ้วเดียวจนกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ แล้วต้นท้อก็เต็มไปด้วยดอกสีชมพูและใบสีเขียว
“สำเร็จ!” ฉิงเทียนตะโกนออกมาอย่างดีใจ
“ไม่คิดเลยว่าลูกท้อเซียนนั้นจะสามารถปลูกบนโลกมนุษย์ได้จริงๆ” ไป๋กงหยางดึงเอาดอกท้อออกมาจากต้นท้อแล้วเอามาไว้ที่จมูกแล้วสูดดมกลิ่นอ่อนๆของมัน “อา ถึงแม้ว่ามันจะไม่ดีเท่ากับลูกท้อจากเขาฮัวกั่วซาน ซึ่งอาจจะได้แค่ 1 ในพันของต้นท้อในเขาฮัวกั่วซานด้วยซ้ำ แต่มันก็พอเป็นผลไม้เซียนสำหรับมนุษย์ได้ล่ะนะ”
ฉิงเทียนมองดูไป๋กงหยางอย่างทึ่งๆ ที่เขาสามารถรู้ผลของต้นท้อได้เพียงแค่ดมกลิ่นของดอกเท่านั้น เขาจึงได้ลองเด็ดดอกท้อออกมาจากต้นแล้วลองสูดดมดูบ้าง แล้วฉิงเทียนก็บ่นในใจ: ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนอกจากกลิ่นอ่อนๆ!
ไป๋กงหยางที่เห็นสายตาสงสัยของฉิงเทียนจึงได้อธิบาย “อาจารย์อาฉิงไม่ต้องมาสงสัยในสายตาของข้าหรอก ท้อของเขาฮัวกั่วซานนั้นมีอยู่อย่างแพร่หลายในโลกเซียน ถึงแม้ข้าจะไม่ได้กิน แต่ขอเพียงได้กลิ่นของดอกท้อนี้ข้าก็รู้ถึงระดับของมันได้แล้ว” แล้วไป๋กงหยางก็ได้โยนดอกท้อลอยขึ้นไปในอากาศแล้วพูดอย่างเท่ๆ “ท่านอาจารย์อาฉิง พยายามเข้านะ! เกาะเล็กๆแห่งนี้มีพื้นที่เพียงพอให้ท่านปลูกต้นท้อได้เป็นร้อยต้น!” หลังจากนั้นเขาก็ได้กลายร่างกลับไปเป็นควันแล้วกลับเข้าไปในกระถางกำยานวิญญาณ
“แม่งเอ๊ย ไม่คิดจะช่วยกันบ้างรึไง!” ฉิงเทียนบ่นออกมา แล้วโยนดอกท้อในมือของเขาทิ้งบ้าง ถึงแม้เขาจะบ่นไป แต่ฉิงเทียนก็ได้ทำงานหนักต่อไปไม่หยุดอยู่ดี
กระบี่อัสนีสวรรค์ในมือของเขาก็ได้ทำการขุดหลุมบนเกาะต่อไปแล้วเขาก็โยนลูกท้อเซียนจำนวนมากลงไป แล้วรดน้ำวิญญาณตามลงไป
หลังจากที่ทำงานมาอย่างหนักหน่วง พระอาทิตย์ก็ได้ขึ้นและลงอีกครั้งจนกระทั่งผ่านไปสองวันสองคืน ในที่สุดฉิงเทียนก็ได้ปลูกต้นท้อที่ซีกตะวันออกของเกาะนี้เสร็จสิ้น ต้นท้อสีเขียวดอกสีชมพู ทำให้บนเกาะนี้เต็มไปด้วยดอกไม้!
“เหนื่อยเหลือเกิน!” ฉิงเทียนที่ปลูกเสร็จหมดแล้วก็ได้นั่งลงกองกับพื้น เขาปลูกไปร่วมๆ 200 ต้นได้ ถ้าไม่ใช่เพราะการบำเพ็ญเพียรของเขา เขาก็คงจะเหนื่อยหอบไปนานแล้ว
แต่ถึงแม้เขาจะเหนื่อย แต่ผลออกมาก็น่าพึงพอใจสำหรับฉิงเทียนอยู่ดี เขามองไปทางขวามือของเขาที่เต็มไปด้วยสมุนไพร และทางซ้ายมือที่ตอนนี้เต็มไปด้วยป่าท้อ จึงได้เกิดความพึงพอใจขึ้นมาในใจของเขาอย่างมาก
“เอาไว้หาโอกาสพาเสวี่ยเอ๋อมาที่นี่ในอนาคตดีกว่า เธอจะต้องตกใจอย่างแน่นอน” ฉิงเทียนพูดและลูบจมูกของเขา เขาเองก็ไม่ได้พบกับเสวี่ยเอ๋อมานานเดือนกว่าแล้ว น่าจะได้เวลาที่เขากลับไปที่โม๋ตูเสียที
ฉิงเทียนจึงได้ลุกขึ้นยืนและมองไปที่ต้นท้อและพูดออกมา “ไม่รู้เลยแฮะว่าต้นท้อพวกนี้เมื่อไรถึงจะออกผลกันนะ” แต่ทว่าปัญหานี้ไม่ได้ทำให้ฉิงเทียนคิดอยู่นานมากนักก่อนที่จะโยนทิ้งไป
แล้วฉิงเทียนก็นึกได้ว่าเขายังมีปัญหาอื่นต้องคิดให้เรียบร้อยเสียก่อน เช่นว่าเขาควรจะตั้งชื่อเกาะนี้ก่อน ซึ่งถ้าจะเรียกแต่เกาะเล็ก มันก็คงจะเกินไปหน่อย