ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 332 ทะนุถนอม
บทที่ 332 ทะนุถนอม
“เสวี่ยเอ๋อ คุณหลอกผมนี่!” ฉิงเทียนหันกลับมาและเข้าสวมกอดเอวของซูเสวี่ย แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับคางของซูเสวี่ย
ซูเสวี่ยก็ได้ทำจมูกย่นและพูดอย่างไม่พอใจ “หึ ใครหลอกใครกันแน่ ใครใช้ให้คุณแต่งงานกับเฉียงเวยก่อนล่ะ คิดที่จะแต่งงานกับคนอื่นลับหลังฉันงั้นเหรอ?”
ฉิงเทียนจึงได้รีบอธิบายอย่างเจ็บปวด “นั่นเป็นแค่โลกจินตนาการเองนะ แล้วอีกอย่างเฉียงเวยก็คือคุณเองด้วยนะ”
“ฉันไม่สน อย่างไรเสียคุณก็ไปแต่งงานคนอื่นอยู่ดี” ซูเสวี่ยแกล้งทำเป็นส่ายหัวและไม่สนใจฟังอะไรทั้งสิ้น
ฉิงเทียนจึงได้อุ้มซูเสวี่ยขึ้นมาในท่าอุ้มเจ้าหญิงด้วยมือทั้งสองข้าง!
“อ๊ะ คุณคิดจะทำอะไรน่ะฉิงเทียน?” แล้วกำปั้นของซูเสวี่ยก็ได้กระหน่ำรัวเข้าไปที่อกของฉิงเทียน
ฉิงเทียนก้มหัวลงมาแล้วยิ้มอย่างชั่วร้ายก่อนจะพูด “แกล้งผมอย่างนั้นเหรอ ต้องโดนลงโทษตามกฎของครอบครัวแล้ว” พูดจบ เขาก็วางซูเสวี่ยลงบนเตียง
ซูเสวี่ยจึงได้แกล้งทำมองมาที่ฉิงเทียนด้วยแววตาที่น่าสงสาร “นายท่านเจ้าขา ได้โปรดอย่างลงโทษเค้าเลยนะคะ!”
“หึ ไม่มีทาง!” ฉิงเทียนยิ้มตอบและรุกใส่ซูเสวี่ย
หลังจากนั้นสักพัก ในห้องนั้นก็เต็มไปด้วยเสียงที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้
หลังจากที่ช่วงเวลาที่อบอุ่นผ่านไป
“หึ คนไม่ดีชอบแกล้งคนอื่น” ซูเสวี่ยหยิกจมูกฉิงเทียนด้วยมือเล็กๆของเธอแล้วพูดอย่างไม่พอใจ
“ฮะๆ แต่ผมก็ไม่นึกเลยว่าเมื่อสักครู่คุณจะเร่าร้อนได้ถึงขนาดนั้น” ฉิงเทียนมองไปที่ซูเสวี่ยพร้อมกับแสยะยิ้ม
“อย่าพูดออกมานะ อย่าพูด!” ซูเสวี่ยหน้าแดงแล้วปิดปากของฉิงเทียนเอาไว้
“ไม่พูดแล้วจ๊ะ แต่ถ้าคุณไม่ปล่อยมือ คุณจะฆ่าสามีตัวเองเอาได้นะ” ฉิงเทียนดึงเอามือของซูเสวี่ยออกพร้อมกับยิ้ม
“อืม มีเหล่าเซียนและองค์เง็กเซียนอยู่ในโลกนี้จริงๆสินะ และยังมีเหล่าเทพที่อยู่ในตำนานต่างๆอยู่อีกด้วย!” ซูเสวี่ยนั้นยังรู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อ เธอจะบอกว่าความทรงจำเหล่านั้นเป็นของจริง แต่เธอก็ยังไม่รู้สึกอยากจะเชื่ออยู่ดี
ฉิงเทียนลูบจมูกที่น่ารักของซูเสวี่ยแล้วพูด “มันเป็นความจริง และสามีของคุณเองก็เคยไปที่สวรรค์มาแล้วด้วยนะ”
“จริงเหรอ บนสวรรค์เป็นที่ที่มีแต่ควันเต็มไปหมด แล้วเหล่าเทพก็อาศัยอยู่กันอย่างอิสระอย่างนั้นเหรอ?” ซูเสวี่ยจ้องมองไปที่ฉิงเทียนด้วยสายตาแบบเด็กขี้สงสัย
ฉิงเทียนกอดซูเสวี่ยเอาไว้แล้วตอบ “บนโลกนี้ที่ที่ใดมีผู้คนอยู่รวมกัน ย่อมต้องมีการทะเลาะกันเกิดขึ้น และสวรรค์เองก็มีความขัดแย้งกันมากมาย แต่ก็มีผู้ที่ดูแลความเรียบร้อยบนสวรรค์เช่นกัน จะให้เหมือนกับที่เห็นในละครทีวีได้อย่างไร?”
ซูเสวี่ยก็ได้เอนพิงอกฉิงเทียน แล้วมือเล็กๆของเธอก็ได้วาดวงกลมที่หน้าอกของเขาแล้วพูดขึ้น “ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมผู้คนถึงได้อยากเป็นเซียนกันนัก? ทั้งๆที่ไม่มีอิสรภาพอะไร?”
“เด็กโง่ คุณจะได้มีชีวิตที่เป็นนิรันดร์ในฐานะเซียน และที่โลกเซียนน่ะมีอะไรน่าตื่นเต้นมากกว่าที่โลกนี้อีกนะ!” ฉิงเทียนยิ้ม
“จริงเหรอ? มีอะไรที่น่าตื่นเต้นบนโลกเซียนงั้นเหรอ?” ซูเสวี่ยถามอย่างสงสัย
“นี่ อดใจรอก่อนนะเด็กโง่ เมื่อใดที่คุณสามารถบรรลุขึ้นไปที่โลกเซียนเองได้ คุณก็จะเข้าใจเองแหละ!” ฉิงเทียนพูดอย่างลับลมคมใน ไม่ใช่ว่าฉิงเทียนนั้นไม่อยากที่จะพูดออกมา แต่ด้วยสาเหตุหลักๆคือพลังวัตรของซูเสวี่ยนั้นยังต่ำเกินไป แล้วถ้าตอนนี้เขาเล่าเรื่องบนโลกเซียนให้ฟังก็อาจจะส่งผลกระทบกับอารมณ์ของเธอได้
“ถ้าไม่อยากเล่า ก็ไม่อยากฟังเหมือนกัน!” ซูเสวี่ยจึงแกล้งทำเป็นโกรธแล้วกล่าว “หึ ไม่ต้องพูดกันเลย!”
“โกรธเหรอ? นี่ ผมว่าจะเล่าเรื่องนึงให้ฟังพอดี แต่ในเมื่อคุณไม่อยากฟังแล้ว ช่างมันก็แล้วกัน” ฉิงเทียนแกล้งทำเป็นหยอกซูเสวี่ย
“เรื่องอะไรเหรอ?”
“เมื่อกี้คุณไม่อยากที่จะฟังผมแล้วไม่ใช่เหรอ?” ฉิงเทียนพูดแบบติดตลกขณะที่จ้องมาที่ซูเสวี่ยพร้อมกับยิ้ม
“ใครบอกว่าฉันจะไม่ฟังคุณกัน? เป็นไปไม่ได้!” แล้วซูเสวี่ยก็ได้พูดราวกับว่าเธอไม่รู้เรื่อง
มองดูท่าทางที่น่ารักของซูเสวี่ยแล้ว ฉิงเทียนก็รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา แล้วจึงจับมือของเธอเอาไว้แน่นด้วยมือทั้งสองข้าง
แล้วจ้องไปที่ซูเสวี่ยอย่างจริงจังแล้วกล่าว “เสวี่ยเอ๋อ ผมอยากที่จะสร้างกองกำลังขึ้นมา!”
ซูเสวี่ยไม่ได้พูดอะไรออกมา และฟังที่แฟนหนุ่มของเธอพูดอย่างเงียบๆ เพราะเธอรู้ว่าการที่แฟนหนุ่มของเธอตัดสินใจทำอะไรนั้น จะต้องมีเหตุผลของตัวเองอยู่
“เสวี่ยเอ๋อคุณรู้ไหม? การที่คุณและเสี่ยวหยูถูกจับตัวไปโดยสำนักอัคคีในคราวนี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกว่าความแข็งแกร่งของคนคนเดียว ไม่สามารถที่จะจัดการกับกองกำลังได้ เพราะพวกเขานั้นจะทำทุกวิธีอย่างการจับคนที่มีความสัมพันธ์กับคุณ แล้วก็จะขู่คุณให้ยอมแพ้ ในตอนนั้นผมจึงคิดขึ้นมาว่าถ้าผมมีกองกำลังขึ้นมาผมก็จะสามารถหลีกเลี่ยงเรื่องเหล่านี้ได้ตลอดเวลา แล้วเรื่องอย่างในคราวนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น”
“ฉิงเทียน ฉันเห็นด้วยกับคุณนะ ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม!” ซูเสวี่ยกล่าวอ่อนโยน
“การจะหาเงินเป็นเรื่องง่าย แต่การบำเพ็ญเพียรของผู้คนจะเป็นไปได้อย่างช้ามาก แต่ตอนนี้ปัญหาหลักๆตอนนี้คือจะตั้งกองกำลังนี้ให้เป็นกองกำลังแบบไหนมากกว่า” ฉิงเทียนคิ้วขมวดแล้วกล่าว เขานั้นมีถาวเป่าสวรรค์โลกเซียนอยู่ เรื่องของสิ่งของจำเป็นนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรสำหรับเขา!
การตั้งเป็นแบบสำนักนั้นฉิงเทียนไม่สนใจเลย สำหรับวิธีการแบบโบราณนี้เป็นอะไรที่ฉิงเทียนไม่ชอบที่สุด และนี่ก็เป็นยุคศตวรรษที่ 21 แล้ว ในฐานะที่เป็นคนยุคใหม่แล้วเขาจะตั้งเป็นสำนักแบบโบราณไปทำไม
“จะเป็นการดีกว่าถ้าจะตั้งในระบบของบริษัท ข้อหนึ่งคือคุณจะสามารถจับตาดูผู้คนได้ และอีกข้อคือคุณยังสามารถทำเงินได้ด้วย!” ซูเสวี่ยเสนอ
“บริษัทงั้นเหรอ? ความคิดดีนี่นาเสวี่ยเอ๋อ คุณช่างเป็นภรรยาที่ดีจริงๆ” ตาของฉิงเทียนส่องแสงขึ้นมาแล้วหอมแก้มของซูเสวี่ยฟอดใหญ่
“ไม่เอาน่า, แล้วคุณคิดไว้แล้วรึยังว่าจะตั้งบริษัทแบบไหน?” ซูเสวี่ยจ้องมองไปที่ฉิงเทียน
แล้วจู่ๆก็มีแสงความร้อนเข้ามาในห้อง แล้วจากนั้นไอร้อนก็ได้ทะลักเข้ามาในห้อง
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” ซูเสวี่ยถามขึ้นมาอย่างตกใจ
“ไอพลังวิญญาณนี้น่าจะมาจากเสี่ยวหยู ออกไปดูกันเถอะ!” ทันทีที่พูดจบ ทั้งสองคนก็ได้รีบสวมเสื้อผ้าแล้วออกไปยังห้องนั่งเล่น
ในห้องนั่งเล่นนั้น ฉิงหยูกำลังหลับตาและแล้วตัวเขาที่กำลังนั่งอยู่ก็ได้ปล่อยแสงสีเหลืองออกมาราวกับกระแสน้ำ ร่างกายของเขาก็สั่นไหวอยู่ตลอดเวลา และใบหน้าของเขาก็สั่นสะเทือนไปตามการสั่นไหวนั้น แล้วในตอนนั้นเองที่ฉิงหยูก็ได้ลืมตาของเขาขึ้นมา
แล้วทันใดนั้นเอง ไป๋กงหยางที่อยู่ข้างๆฉิงหยูก็กำลังตื่นเต้นและพูดอย่างซ้ำไปซ้ำมา “สำเร็จ สำเร็จแล้ว!”
“นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น?” ฉิงเทียนมองไปที่ไป๋กงหยางอย่างสงสัย
เมื่อได้ที่ฉิงเทียนถาม สีหน้าไป๋กงหยางก็ได้โกรธขึ้นมา แล้วพูดตะโกนใส่ฉิงเทียนอย่างไม่ให้ความเคารพเหมือนก่อนหน้านี้ “ฉิงเทียน เจ้าพูดอะไรออกมาน่ะ เจ้าก็น่าจะรู้ดีถึงความสำคัญของการฝึกวิชาของคนคนหนึ่งดีอยู่แล้วนี่? ทำไมเจ้าถึงได้ปล่อยให้น้องชายของเจ้าฝึกวิชาอย่างสะเปะสะปะเช่นนี้? ด้วยวิชานี้ฝึกได้อย่างมากก็มีพลังวัตรแค่ระดับไท่อี่เท่านั้น ปล่อยให้ร่างกายหยางบริสุทธิ์ของศิษย์น้องเสียไปเปล่าๆ เมื่อสักครู่ข้าได้ทำการทำลายพลังวัตรทั้งหมดของศิษย์น้องแล้วให้เขาทำการฝึกวิชาใหม่ตามวิถีของสำนักหยางพิสุทธิ์ของเรา ออกไปไหนก็ไปแล้วอย่ามารบกวนพวกเรา” โดยไม่รอให้ฉิงเทียนได้ทันตั้งตัว เขาก็ได้ไล่ฉิงเทียนและซูเสวี่ยออกจากบ้านไป
หลังจากที่ไล่ฉิงเทียนและซูเสวี่ยออกจากบ้านแล้ว ไป๋กงหยางก็ได้พูดกับตัวเองด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิด “โชคดีที่เขายังไม่รู้สึกตัว!” จากนั้นเขาก็ได้จ้องไปที่ฉิงหยูอย่างกระวนกระวายแล้วพูดขึ้น “ศิษย์น้อง เราเหลือแค่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว”