ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 343 ผู้บำเพ็ญเพียร (1)
บทที่ 343 ผู้บำเพ็ญเพียร (1)
“แล้วพอจะมีหนทางรักษาเขาให้หายไหม?” มองไปที่สีหน้าที่ไร้เดียงสาของเณรน้อยแล้ว ฉิงเทียนก็รู้สึกไม่ค่อยดีที่เห็นเณรน้อยที่น่ารักเช่นนี้ต้องมาป่วย
ไป๋กงหยางก็ครุ่นคิด “ถ้าข้ายังมีร่างกายอยู่ ข้าก็จะสามารถปรุงยารักษาให้เขาได้ รับรองได้ว่าเขาจะหายจากโรคนี้อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ข้าคงไม่สามารถปรุงยาเช่นนั้นได้”
ฉิงเทียนก็ได้ถามอย่างสงสัย “ยาอะไรรึ?”
“มันไม่ใช่ยาที่ท่านจะสามารถปรุงได้” ไป๋กงหยางมองความคิดของฉิงเทียนออกแล้วตอบกลับทันควัน “แต่ไม่ต้องกังวลไป หากดูจากตัวตนและความสามารถของชาวพุทธคนนี้แล้ว สำนักของเขาก็คงจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษาเขาแน่”
“จริงด้วย” ฉิงเทียนคิด เณรน้อยที่ความสามารถสูงเช่นนี้ แล้วยังอยู่ที่วัดฝ่าหัวอีก เราจะกังวลไปทำไมกันนะ?
แล้วฉิงเทียนก็รู้สึกโล่งอก แล้วจากนั้นเขาก็ได้หาห้องให้เณรน้อยอยู่ ส่วนเณรน้อยนั้นเสพติดโทรศัพท์มือถือมาก เขาได้พูดขอบคุณแล้วเดินเข้าไปในห้อง
ส่วนฉิงเทียนก็ได้สร้างม่านกั้นเสียงขึ้นมาในห้องของเขา ซึ่งไม่ว่าเสียงอะไรก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกไปได้
ถึงแม้ว่าเณรน้อยนั้นจะไร้เดียงสา แต่ฉิงเทียนก็ไม่สามารถให้เณรรู้ถึงแผนการของเขาได้ อย่างไรก็ดีพวกเขานั้นยังไม่ได้สนิทกันมากพอขนาดนั้น
ภายในม่านกั้นเสียงนั้น ฉิงเทียนก็ได้บอกฉิงหยูถึงแผนการที่จะก่อตั้งขุมกำลังของเขา
“พี่ครับ จากที่พี่เล่ามา ตระกูลจ้าวยอมเข้ากับพวกเราแล้วเหรอครับ?” ฉิงหยูถามอย่างตื่นเต้น
เมื่อเห็นฉิงเทียนผงกหัว ฉิงหยูก็ได้พูดอย่างตื่นเต้น “เยี่ยมไปเลยครับพี่ชาย ผมคิดว่าพวกเราน่าจะตั้งบริษัทได้โดยอาศัยตลาดมืดของโม๋ตูเป็นฐาน”
ฉิงเทียนก็ผงกหัวของเขาแล้วกล่าว “พี่ก็คิดเช่นนั้น และด้วยความได้เปรียบนี้ พี่คิดจะสร้างบริษัทประมูลขึ้นมา”
“บริษัทประมูล” ฉิงหยูพูดพึมพำๆแล้วจากพูดขึ้นมา “อืม เดิมทีหน้าที่หลักๆของตลาดมืดก็คือการประมูลและเสนอเงินรางวัลอยู่แล้ว พวกเราสามารถที่จะก่อตั้งบริษัทประมูลได้โดยอาศัยตลาดมืดได้ทันที”
แล้วสองพี่นเองก็ได้คุยกันเรื่องของการก่อตั้งบริษัทเป็นเวลานานจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน
ในเวลานี้โทรศัพท์ของฉิงเทียนก็ได้ดังขึ้นมา และพบว่าซูเสวี่ยนั้นได้มาหาพร้อมพ่อแม่และคุณปู่ของเธอแล้ว รวมถึงจ้าวก่างและจ้าวเลี่ยง
ซึ่งทันทีที่เปิดประตูออกไป พ่อของซูเสวี่ยก็ได้จับมือของฉิงเทียนแล้วถามอย่างตื่นเต้น “ฉิงเทียน ที่เสวี่ยเอ๋อพูดเป็นความจริงรึ?”
ส่วนแม่ของซูเสวี่ยและผู้เฒ่าซูนั้น ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของทั้งสองคนก็ดูร้อนแรงมาก
เรื่องของเซียนนั้นเดิมทีเป็นเรื่องที่อยู่ในเรื่องเล่าหรือนิยายเท่านั้น หาได้มีตัวตนจริงไม่ แต่แล้ววันหนึ่งลูกสาวของเธอนั้นกลับมาบอกกับเธอว่าเธอนั้นสามารถบำเพ็ญเพียรและทำให้มีชีวิตเป็นอมตะได้ ทำให้เธอตกใจขึ้นมา
หลังจากนั้นสักพักใหญ่ทั้งสามคนก็ได้ค่อยๆใจเย็นลง แล้วผู้เฒ่าซูก็พูดขึ้น “เห็ดหลินจือที่เจ้าขายให้ในตอนนั้นไม่ใช่ของที่อยู่บนโลกมนุษย์สินะ?”
ฉิงเทียนก็ยิ้มและตอบ “ครับ เห็ดหลินจือพวกนั้นไม่ใช่ของบนโลกมนุษย์จริงๆครับ”
“ข้าว่าแล้วเชียวโลกมนุษย์เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยมลพิษ จะไปมีเห็ดหลินจือที่คุณภาพดีเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าก็สงสัยอยู่ ตอนนี้ข้าคิดว่าจะต้องเป็นเห็ดหลินจือในโลกบำเพ็ญเพียรแน่ๆ” ผู้เฒ่าซูลูบหนวดของเขาแล้วยิ้ม
“ใช้เห็ดหลินจือดอกเดียวหลอกเอาลูกสาวชาวบ้านไปอย่างนั้นเหรอ ฉิงเทียนเจ้านี่หัวการค้าจริงนะ!” หวงโรวยิ้มให้ลูกสาวของเธอแล้วพูดล้อเล่น
ฉิงเทียนก็ได้พูดและยิ้มแบบหน้าด้านๆ “เป็นการค้าที่ได้ผลดีมากรับ”
ซูเสวี่ยก็ได้จ้องไปที่ฉิงเทียน แล้วจากนั้นก็ได้พูดออดอ้อนหวงโรว “แม่คะ มาพูดอะไรอย่างนี้ล่ะคะมีคนนอกอยู่ด้วยนะคะ”
“อา จริงด้วยมีคนอื่นอยู่ด้วยนี่นา” แล้วทั้งสามคนก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้มีแค่กลุ่มของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังมีจ้าวเลี่ยงและลูกชายยืนอยู่ข้างๆพวกเขาด้วย
“จริงสิ ผมลืมแนะนำให้รู้จักเลย นี่คือจ้าวก่างครับเป็นพี่ชายร่วมสาบานของผม ส่วนคนนี้คือพ่อของเขาครับลุงจ้าว”
“ส่วนทางนี้คือพ่อแม่ของซูเสวี่ย, ลุงซู, ป้าหวง, และผู้เฒ่าซูครับ” แล้วฉิงเทียนก็แนะนำทั้งสองฝ่าย
จริงๆแล้ว จ้าวเลี่ยงนั้นรู้จักชื่อของทั้งสามคนนี้อยู่แล้ว เพราะพวกเขานั้นเป็นคนที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในวงการแพทย์แผนจีน ตระกูลซูแห่งโม๋ตู และเมื่อสักครู่เขาก็ได้ยินว่าจากจ้าวก่างว่าคนเหล่านี้นั้นเป็นว่าที่พ่อแม่ภรรยาในอนาคตของฉิงเทียน
จ้าวเลี่ยงก็ได้ยิ้มและยื่นแขนออกมาพร้อมกับยิ้ม “ที่แท้ก็คือผู้อาวุโสซูและคุณหมอซูนี่เองอยากพบมานานแล้วครับ”
ซูกังก็ได้ยื่นมือออกมาจับแล้วยิ้ม “จ้าวเลี่ยง เจ้าของตลาดมืดในเมืองโม๋ตูนี่เอง ชื่นชมมานานแล้วเช่นกัน!”
จ้าวเลี่ยงนั้นไม่คิดว่าตัวตนของเขานั้นจะถูกรู้จักโดยซูกัง ถึงแม้ว่าตระกูลจ้าวนั้นจะมีชื่อเสียงมากในโลกมืด แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่คนธรรมดาจะรู้จัก โดยเฉพาะตระกูลซูที่ร่ำเรียนการแพทย์
เมื่อเห็นว่าจ้าวเลี่ยงมีท่าทีตกใจ ซูกังก็ได้อธิบาย “ในตอนที่ผมได้ทำการสืบเรื่องของฉิงเทียน ผมก็ได้ทำการสืบเรื่องของคนรอบๆตัวเขาด้วย ผมจึงได้ทราบเรื่องของอิทธิพลของตระกูลจ้าวมาบ้างน่ะครับ”
“อย่างนี้นี่เอง!” จ้าวเลี่ยงก็ได้พูดพร้อมกับยิ้ม ถ้าเขาเกิดมีคนที่ตามสืบเบื้องหลังของเขาเช่นนี้ ตัวตนของจ้าวเลี่ยงก็คงได้ถูกล่วงรู้กันพอดี แต่ทว่าเขาเป็นถึงพ่อตาในอนาคตของฉิงเทียน เขาจึงไม่มีทางเลือกจากยิ้มตอบ
เมื่อซูเสวี่ยได้ยินว่าพ่อของเธอนั้นได้ทำการสืบเรื่องของฉิงเทียน เธอก็ได้ถามซูกังอย่างไม่พอใจ “คุณพ่อคะ ทำไมคุณพ่อถึงต้องสืบเรื่องของฉิงเทียนด้วยล่ะคะ?”
“แฟนหนุ่มของลูกสาวคนเป็นพ่อย่อมจำเป็นต้องรู้อยู่แล้ว จะปล่อยให้ลูกสาวที่อุตส่าห์เลี้ยงดูอย่างยากลำบากมานานกว่า 20 ปีถูกเอาตัวไปโดยชายที่ไม่รู้ว่าเป็นใครอย่างนั้นเหรอ?” ซูกังมีสีหน้าเศร้าและมองไปที่ฉิงเทียนด้วยสายตาที่หดหู่
“ฮ่าๆ” แล้วก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นมา
ซูเสวี่ยก็ได้จับมือของซูกังแล้วพูดอย่างออดอ้อน “พ่อคะ คุณพ่อพูดอะไรนะคะ ใครถูกเอาตัวไปกัน”
แล้วทุกคนต่างก็มองดูพวกเขาหยอกล้อกัน โดยเฉพาะตัวการที่หัวเราะด้วย ซูเสวี่ยก็ได้เดินไปใกล้ๆฉิงเทียนแล้วมีรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ แล้วยื่นมือของเธอไปที่เอวของฉิงเทียนแล้วถามพร้อมกับยิ้ม “มันไม่ใช่เรื่องตลกนะ!”
แล้วในตอนนั้นเองที่ฉิงเทียนก็รู้สึกได้ว่ามวลเนื้อที่เอวของเขานั้นถูกบิด 180 องศา แล้วเขาก็ได้ไว้อาลัยให้กับเนื้อของเขาอย่างสงบ 3 วินาที ก่อนที่ฉิงเทียนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ตลกจ๊ะ ไม่ตลกเลยสักนิด”
หลังจากนั้นเขาก็ได้พูดกับทั้งสี่คนด้วยสีหน้าที่จริงจัง “ตอนนี้เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า!” แล้วเขาก็ได้สลัดหลุดจากนิ้วของซูเสวี่ยอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าฉิงเทียนนั้นกำลังจะเริ่มสอนแล้ว ทั้งสี่คนนั้นก็ได้สูดลมหายใจและคอยฟังอย่างตั้งใจพร้อมกับยิ้ม
“ผมรู้ครับว่าพวกคุณนั้นอยากที่จะบำเพ็ญเพียรมาก และพวกคุณต่างก็คิดว่าถ้าได้ฝึกบำเพ็ญเพียรแล้ว พวกคุณจะได้มีชีวิตที่เป็นอมตะ ผมจะขอแก้ความคิดอันนี้ของพวกคุณก่อนเลยว่า มันเป็นไปไม่ได้”
การบำเพ็ญเพียรนั้นคือการรับเอาพลังวิญญาณของฟ้าดินมาใช้เป็นของตัวเอง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการฝืนลิขิตฟ้า ดังนั้นฟ้าดินก็จะนำพาหายนะมาลงทัณฑ์เหล่าผู้บำเพ็ญเพียร
“อะไรนะ โลกจะนำพาหายนะมาให้ ถ้าอย่างนั้นก็เป็นไปได้ที่พวกเราจะตายน่ะสิ?” จ้าวเลี่ยงก็ได้ถามอย่างตกใจ ทำไมการบำเพ็ญเพียรนั้นถึงได้ต่างไปจากที่เขาคิดนัก
“หากว่าพวกคุณไม่ไปทำอะไรที่ทำร้ายธรรมชาติและเหตุผลแล้วหายนะที่ฟ้าดินนำมาให้นั้นก็ได้ไม่รุนแรงขนาดทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรตาย” ฉิงเทียนอธิบาย
“โอ้ โล่งอก ตระกูลซูของพวกเรานั้นมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้ช่วยผู้คน พวกเราไม่เคยทำอะไรที่ทำร้ายโลก” ซูกังกล่าวอย่างดีใจ
ส่วนจ้าวเลี่ยงกลับมีสีหน้าตรงกันข้าม เขานั้นเป็นตระกูลผู้มีอิทธิพล ตระกูลจ้าวนั้นทำแต่เรื่องที่ไม่ดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฉิงเทียนเองก็ได้รู้ว่าจ้าวเลี่ยงนั้นกำลังกังวลอะไร จึงได้อธิบาย “ลุงจ้าวไม่ต้องกังวลไปครับ หากว่าต่อจากนี้ไปลุงไม่ทำเช่นนั้นอีก ก็จะไม่มีปัญหาใหญ่อะไรครับ”
“จริงรึ!” จ้าวเลี่ยงได้ถอนหายใจออกมา