ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 36 ความโอ้อวดของมหาเซียน
บทที่ 36 ความโอ้อวดของมหาเซียน
ด้วยความที่สงสัยในเรื่องนี้ ฉิงเทียนจึงได้ค่อยๆลองถามออกไป: “แล้วมีใครที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อบ้างเหรอครับ?”
“ข้าได้ยินมาว่าคนที่สามารถมางานเลี้ยงดอกท้อได้เนี่ยจะต้องเป็นคนที่ถูกเชิญมาโดยเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่บนสวรรค์”
“ท่านมหาเซียนคงได้เข้าร่วมทุกครั้งเลยสินะครับ” :ฉิงเทียนพูดประจบ
“แน่นอน! เจ้าคิดว่าตาเฒ่าซุนผู้นี้เป็นใครกัน!”
แล้วฉิงเทียนก็ยิงคำถามออกไปอย่างสงสัย: “แล้วท่านมหาเซียนเริ่มเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อเมื่อไรครับ?”
ถ้าเวลาที่เขาสันนิษฐานถูกต้อง ก็แสดงว่าทั้งสองจุดนี้เกี่ยวข้องกันจริงๆ ตอนนี้สายเลือดกระจกแปดเหลี่ยมของเขากำลังเดือดพล่าน
เขาอยากรู้ว่าประเพณีตรุษจีนนั้นเริ่มมาจากไหนกันแน่? บางที่เขาอาจจะกระจ่างในวันนี้ก็ได้ ฉิงเทียนครุ่นคิดอยู่ในใจของเขา
ท่านมหาเซียน วันที่คุณได้ไปงานเลี้ยงลูกท้อนั้นอาจเป็นวันที่โลกต้องทุกข์ทรมานแน่ๆ
ราชาวานรแห่งเขาฮัวกั่วซานเมื่อมองดูข้อความที่ถูกส่งมาโดยฉิงเทียนเขาก็ได้ตอบกลับไปอย่างอายๆ: “อืม ตอนที่ข้าได้ไปงานเลี้ยงดอกท้อครั้งแรกนั้น ตอนนั้นข้าบังเอิญทำให้ควายเขียวของไท่ซางเหล่าจวินนั้นลงไปอยู่ที่โลกน่ะสิ! ข้าได้ยินมาในภายหลังว่าไท่ซ่างเหล่าจวินได้ใช้แผนยันต์สายฟ้าฟาดเพื่อจับมันกลับมา!”
ฉิงเทียนมองดูที่หน้าจอ และมั่นใจว่าวันตรุษจีนนั้นจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นบนสวรรค์จริงๆ และเขาก็ไม่คิดว่าต้นเหตุนั้นจะมาจากซุนหงอคง และสัตว์ประหลาดปีใหม่ในตำนานนั้นก็คือควายเขียวของไท่ซ่างเหล่าจวินนั่นเอง!
ในยุคโบราณนั้น ผู้คนจะต้องไปเห็นอุปกรณ์ที่ไท่ซ่างเหล่าจวินใช้แล้วเอาไปสร้างเป็นประทัดแน่ๆ แต่ก็ต้องขอบคุณราชาวานรอยู่เหมือนกันนะ ไม่อย่างนั้นประเทศจีนของเราคงไม่มีเทศกาลที่สำคัญอย่างตรุษจีนเกิดขึ้นมา
ซุนหงอคงก็พิมพ์ต่อ “ตอนนั้นมันเป็นความผิดพลาดน่ะ แต่ข้าทำแค่ครั้งเดียวเองนะ หลังจากนั้นข้าก็ไม่ได้ทำอีกเลย”
ไม่คิดเลยว่ามหาเซียนนั้นก็พูดแบบนี้ได้ด้วย! ฉิงเทียนรู้สึกขำขึ้นมา!
ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว ถ้าเกิดว่ามีหลายครั้งมนุษยชาติก็คงไม่รอดกันพอดี! ฉิงเทียนพูดอย่างเสียดสีในใจ
“ท่านมหาเซียน แล้วท่านเคยก่อเรื่องใหญ่บนสวรรค์มาก่อนใช่ไหมครับ?” ฉิงเทียนนั้นถามอย่างสงสัย ซึ่งนั่นเป็นฉากที่เขาชอบมากที่สุดในเรื่องไซอิ๋วซึ่งเป็นฉากที่ซุนหงอคงได้ไปก่อความวุ่นวายในสวรรค์
ในตอนที่เผชิญหน้ากับเหล่าเทพ เขาไล่ฆ่าเหล่าเทพ และอาละวาดไปทั่วไม่มีใครในสวรรค์ที่สามารถหยุดเขาได้ จนในที่สุดก็ร้อนถึงองค์พระยูไลที่ต้องออกมาปราบมหาเซียนนี้
ราชาวานรแห่งเขาฮัวกั่วซาน เมื่อได้เห็นข้อความของฉิงเทียนที่บอกว่าเขาไปอาละวาดบนสวรรค์นั้น ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดแทงใจขึ้นมา ถึงแม้จะเป็นความจริงที่ว่าเขานั้นเคยก่อเรื่องไว้มากมายบนสวรรค์แต่ทว่าสิ่งที่เขาทำนั้นก็เป็นสิ่งที่ใครหลายคนได้คาดการณ์เอาไว้แล้วด้วยความที่เขานั้นยังเด็กและหยิ่งผยอง ไม่เช่นนั้นเหล่าเซียนบนสวรรค์จะปล่อยให้เขาอาละวาดแบบนั้นได้อย่างไร! ถ้าไม่ใช่เพราะสิ่งที่เหล่าเทพเซียนคาดการณ์เอาไว้แล้ว แน่นอนว่าเรื่องนี้เขาไม่สามารถบอกฉิงเทียนออกไปจึงได้แต่ตอบกลับไปว่า: “ก็ตามนั้นนั่นแหละ”
ว้าว สมแล้วที่เป็นมหาเซียน! ในความคิดของเขาฉิงเทียนคิดว่าเหตุการณ์นี้ในเรื่องไซอิ๋วนั้นเรื่องจริงจะต้องสุดยอดยิ่งกว่าที่เขาเคยเห็นหรืออ่านในเรื่องไซอิ๋วแน่ๆ
หลังจากนั้น ราชาวานรแห่งเขาฮัวกั่วซานก็ได้มองดูฉิงเทียนที่ถามเขามาอย่างเรื่อยๆ ทำให้เขาต้องดึงขนตัวเองออกมาแล้วคิดในใจ หยุดถามเขาแบบนี้สักทีไม่อย่างนั้นตาเฒ่าซุนคนนี้จะไม่มีขนให้ดึงแน่ๆ! “พระน่ะไม่โกหกหรอกนะ!”
ทันใดนั้นเขาก็นึกได้ว่าเขาได้ยินมาจากตือโป๊ยก่ายว่าเจ้าของร้านนั้นได้ฝึกวิชาแปลงกาย 36 ขุนพลสวรรค์ด้วย! ดังนั้นเขาจึงได้เปลี่ยนเรื่องแล้วถาม: “เจ้าหนุ่ม เจ้าฝึกวิชาแปลงกาย 36 ขุนพลสวรรค์อย่างนั้นรึ?”
ฉิงเทียนสงสัยมากตอนที่เขาเห็นซุนหงอคงถามคำถามนี้กับเขา ถึงแม้เขาเองก็อยากที่จะถามเรื่องของสามสังหารปีศาจกระดูกขาวในเรื่องไซอิ๋ว เขาคิดว่าพระถังซัมจั๋งนั้นน่ารำคาญมาก ถ้าไม่ใช่เพราะซัวเจ๋งพูดเอาไว้อาจารย์คงได้ถูกลักพาตัวไปโดยปีศาจแล้วถูกกินไปแล้ว
แต่ในเมื่อท่านมหาเซียนถามฉิงเทียนเขาก็ต้องตอบกลับไปตามตรง: ใช่ครับท่านมหาเซียน ผมฝึกวิชา 36 ขุนพลสวรรค์อยู่ครับ
ราชาวานรแห่งเขาฮัวกั่วซานนั้นก็คิดอย่างจริงจังขึ้นมา จริงๆแล้ววิชาแปลงกาย 36 ขุนพลสวรรค์นั้นไม่ใช่วิชาที่สอนกันทั่วไปในสำนักเต๋า ตั้งแต่แรกแล้วที่เขานั้นเรียนวิชาแปลงกาย 72 ขุนพลนรกนั้นเป็นเพราะว่ามันเป็นวิชาของพุทธและไม่สามารถเรียนวิชาแปลงร่าง 36 ขุนพลสวรรค์ได้ ยิ่งไปกว่านั้นวิชาแปลงกาย 36 ขุนพลสวรรค์นั้นจำเป็นต้องใช้สมาธิที่สูงมากด้วย ในขณะที่วิชาแปลงกาย 72 ขุนพลนรกของเขานั้นทำได้แค่เปลี่ยนรูปร่าง แต่วิชาแปลงกาย 36 ขุนพลสวรรค์นั้นสามารถกลายร่างเป็นเซียนได้ หมายความว่าไม่ว่าจะแปลงร่างเป็นใครก็ตาม ก็จะสามารถใช้ความสามารถทั้งหมดของเจ้าของร่างได้ด้วย! ตือโป๊ยก่ายนั้นมีโอกาสได้เรียนเพราะว่าเป็นลูกศิษย์ของปรมจารย์ฉวนตู ในขณะที่หยางเจี่ยนก็ได้ฝึกวิชาแปลงกาย 72 ขุนพลนรกเช่นเดียวกับเขา เพราะว่าเขาเป็นคนที่มาจากโลกเบื้องล่างจึงไม่สามารถเรียนวิชา 36 ขุนพลสวรรค์ได้ซึ่งเป็นวิชาเหนือกว่าได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซุนหงอคงก็แหงนหน้ามองท้องฟ้า สายตาของเขามองทะลุผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆจนไปถึงตำหนักเมฆสีม่วงบนสวรรค์
แน่นอนว่า ฉิงเทียนที่อยู่บนโลกไม่ทราบเรื่องนี้และคิดว่า: ท่านมหาเซียนถามเรื่องนี้ทำไมกันนะ หรือเป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะเรียนวิชานี้ด้วยตัวเองอย่างนั้นเหรอ?
หลังจากที่ผ่านไปสักพักใหญ่ ฉิงเทียนก็พบว่าไม่มีข้อข้อความถูกส่งกลับมาเลย จึงได้ถามกลับไป “ท่านมหาเซียนยังอยู่หรือไม่ครับ?”
ซุนหงอคงที่เห็นข้อความก็ได้ตกใจ เขานั้นกำลังใช้สมาธิอยู่จึงได้ลืมส่งข้อความกลับไป จึงได้ตอบกลับไปอย่างห้วนๆ: “อยู่!”
ฮิงเทียนมองดูข้อความที่ตอบกลับมาแล้วคิดในใจ: สงสัยท่านมหาเซียนคงไม่มีอารมณ์ที่จะคุยกับเราแล้วล่ะมัง!
จริงด้วยสิ พูดถึงเรื่องบนสวรรค์แล้ว เขาลืมไปเลยว่ามีธุระอย่างอื่นที่เขายังไม่ได้ถาม ฉิงเทียนเพิ่งนึกขึ้นมาได้!
ฉิงเทียนนึกขึ้นมาได้ว่าเขาเป็นผู้ฝึกวิชาอยู่แล้ว แต่ซูเสวี่ยและคนอื่นๆนั้นไม่ใช่ผู้ฝึกวิชาใดๆ วันนี้เขาโชคดีที่ได้พบซุนหงอคงทั้งทีเขาจึงได้รวบรวมความกล้าแล้วถามออกไป “ท่านมหาเซียนพอจะมีวิชาดีๆและราคาไม่แพงมากสำหรับให้คนธรรมดาใช้ฝึกไหมครับ?”
“ถ้าเป็นวิชาที่คนธรรมดาฝึกได้ล่ะก็ บนสวรรค์มีอยู่มากมายเลยล่ะ! ข้าเองก็มีวิชาอยู่ในครอบครองมากมายเช่นกัน ข้าจะให้เจ้าซักวิชาก็ได้!” ซุนหงอคงพิมพ์ตอบกลับมาอย่างเท่มาก
ว้าว วิชาของท่านมหาเซียนอย่างนั้นเหรอ จะต้องเป็นวิชาที่ดีมากแน่ๆ เมื่อคิดถึงความอ่อนแอของฉิงเทียนแล้วเขาจึงได้ถามไป “ท่านมหาเซียนครับ ผมอยากจะได้ซัก 2 วิชา วิชาหนึ่งสำหรับผู้ชายและวิชาหนึ่งสำหรับผู้หญิงครับ!” หลังจากที่ส่งข้อความออกไปแล้วฉิงเทียนก็รู้สึกกังวลและคิดในใจ: หวังว่าท่านมหาเซียนจะยังไม่รำคาญเรานะ!
หลังจากนั้นสักพัก ซุนหงอคงก็ได้ตอบกลับมา “ข้าเองก็มีวิชาของผู้หญิงอยู่เหมือนกัน ซึ่งเป็นวิชาที่ข้าคิดขึ้นมาตอนที่ข้าอยู่ที่ภูเขาง้อไบ๊ แต่ในเมื่อเจ้าอยากได้ข้าก็จะให้เจ้าไป”
หลังจากที่พูดจบ ในหัวของฉิงเทียนจู่ๆปรากฏคำอธิบายของวิชาทั้งสองวิชาขึ้นมา: หรือว่าท่านมหาเซียนจะมีแผนการอะไรอยู่! ฉิงเทียนคิดอย่างให้ร้ายขณะที่ลูบจมูกของเขาอยู่
ฉิงเทียนจึงไม่มีทางเลือกนอกจากส่งข้อความกลับไป: “ท่านมหาเซียนครับ ผมจะหาชุดมาให้ท่านโดยเร็วที่สุดนะครับ เสื้อผ้าชุดนี้ท่านมหาเซียนไม่ต้องจ่ายก็ได้! คิดเสียว่าเป็นค่าซื้อวิชาจากท่านก็ได้”
ซุนหงอคง: “ได้”
มองดูข้อความที่ฉิงเทียนพิมพ์ออกไปเขาก็ผงกหัวอย่างพึงพอใจ ถ้าเขาให้สำนักฝึกวิชาบนโลกรู้เรื่องนี้เข้า คงได้เปลี่ยนจากสำนักฝึกวิชาทั่วไปกลายเป็นฝึกวิชาเพื่อเป็นเซียนแน่ แล้วผู้คนคงได้เข้าคิวเพื่อไปที่ภูเขาฮัวกั่วซานเพื่อไปสวรรค์แน่!
หลังจากที่ส่งข้อความไปได้พักใหญ่ๆก็ไม่เห็นมีข้อความอะไรส่งมาอีกฉิงเทียนจึงได้คิดในใจ: ดูเหมือนท่านมหาเซียนคงเบื่อที่จะคุยกับเราแล้วล่ะ
ฉิงเทียนจึงได้ลุกขึ้นยืนและมองดูสองวิชาที่เขาครอบครองอยู่ เขาก็รู้สึกปวดหัวแล้วพูดขึ้นมา “มีวิชากังฟูแล้วก็จริง แต่จะบอกพวกเขายังไงดีนะ?”
ก็พูดออกไปตรงๆก็แล้วกัน ฉิงเทียนตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ถึงแม้เขาจะรู้ว่าอาจจะมาผลกระทบที่ยิ่งใหญ่มาหาเขาแน่ แต่เขาก็ได้เตรียมรับมือเอาไปแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉิงเทียนก็ได้ส่ายหัวของเขาแล้วนั่งลงขัดสมาธิเพื่อฝึกวิชาต่อ เขานั้นอยากที่จะฝึกวิชาสวรรค์โลกาให้ได้ขั้น 2 ไวๆ เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะเป็นหลักประกันของเขาที่จะใช้แก้แค้นหลิวไห่ได้
วิชามีทั้งหมด 99 ขั้นแต่ฉิงเทียนเพิ่งบรรลุแค่ขั้นแรก แต่แค่ขั้นแรกก็สามารถทำให้ฉิงเทียนนั้นสามารถจัดการกับคนตัวใหญ่ๆจำนวนมากได้ และในเวลานี้เขารู้สึกว่าเขานั้นมีพลังอยู่แค่ตื้นเขินเท่านั้น ฉิงเทียนจึงคิดว่าความสามารถของเขานั้นจำเป็นที่จะต้องพัฒนามากขึ้นกว่านี้ เรื่องในวันนี้ทำให้เขาคิดได้ว่าน้ำเพียงแก้วเดียวกลับสามารถทำให้เขาไม่สามารถขยับได้แล้ว แต่ถ้าเขาสามารถพัฒนาขึ้นไปยังขั้นที่ 2 ของสวรรค์โลกาได้แล้ว ฉิงเทียนเชื่อว่าเหตุการณ์อย่างในวันนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉิงเทียนจึงได้เทน้ำวิญญาณออกจากขวดแล้วเทใส่ลงไปในอ่างอาบน้ำในห้องน้ำ เขาถอดเสื้อผ้าออกแล้วลงไปนั่งขัดสมาธิในนั้น จากนั้นเขาก็ได้นึกถึงวิชาในหัวของเขาและเริ่มฝึกวิชาทันที