ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 37 ซื้อชุด
บทที่ 37 ซื้อชุด
ด้วยการซึมซับพลังวิญญาณอย่างต่อเนื่อง ฉิงเทียนก็รู้สึกได้ถึงความสบายในร่างกายของเขา และเขาก็รู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานทุกเซลล์ในร่างกาย
มองดูน้ำวิญญาณในอ่างอาบน้ำที่กลายเป็นน้ำธรรมดาๆปราศจากซึ่งพลังวิญญาณ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา “การฝึกวิชาเนี่ย มันช่างแพงจริงๆเลยนะ พลังวิญญาณของน้ำในอ่างอาบน้ำนั้นถูกซึมซับออกไปจนหมดด้วยเวลาไม่ถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ แต่พลังวิญญาณในร่างกายของเรากลับยังไม่ได้รับการเติมเต็มเลย”
ว่าแล้วเขาก็เปิดขวดน้ำวิญญาณออกมา
“ซู่ๆ” เขาเทน้ำจากในขวดใส่ลงในอ่างอาบน้ำอีกครั้งฉิงเทียนก็เริ่มฝึกวิชาต่อ ในเมืองของโลกมนุษย์นั้นไม่มีพลังวิญญาณเหลืออยู่เลย มันน้อยเกินไปที่จะใช้ฝึกวิชาซึ่งนี่คงเป็นเหตุผลที่ทำไมคนธรรมดาถึงไม่รู้เรื่องของการฝึกวิชากัน เขามั่นใจว่าผู้ฝึกวิชาทั้งหมดนั้นคงจะต้องมองหาสถานที่ที่มีพลังวิญญาณเพื่อฝึกวิชาเป็นแน่! ฉิงเทียนคิด
คืนนั้น ฉิงเทียนใช้น้ำวิญญาณ 5 อ่างอาบน้ำถึงจะเติมพลังวิญญาณที่เขาจำเป็นต้องใช้ได้
ฉิงเทียนนั้นไม่ทราบว่าวิชาสวรรค์โลกาขั้นแรกนั้นเทียบเท่าได้กับชั้นเทียนเซียนเลยทีเดียว ซึ่งผู้อยู่ขั้นต้นทั่วไปนั้นสามารถเติมเต็มพลังวิญญาณด้วยน้ำวิญญาณแค่ครึ่งอ่างเท่านั้น ฉิงเทียนนั้นกลับจำเป็นต้องใช้น้ำอย่างมากในการฟื้นฟูพลังวิญญาณของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต่างของวิชาสวรรค์โลกและวิชาอื่นๆ
“เอาล่ะไปหาเสวี่ยเอ๋อดีกว่า” เขาจึงออกจากบ้านไป และขับรถไปหาซูเสวี่ยที่บ้าน เพราะเหตุการณ์เมื่อวานนี้ซูเสวี่ยจึงได้ลาออกจากงานมาแล้ว!
ในฐานะที่เขาเป็นแฟนของซูเสวี่ย ฉิงเทียนจึงต้องการที่จะมาปลอบเธอ และแน่นอนว่าเขาจำเป็นต้องหาชุดให้ซุนหงอคงด้วย!
เมื่อคิดเรื่องนี้ฉิงเทียนจึงได้เหยียบคันเร่งมากขึ้นไปอีก แล้วรถก็ได้ควบทะยานไปตามถนนอย่างรวดเร็ว!
ณ บ้านของซูเสวี่ย
ซูเสวี่ยนั้นกำลังต้มซุปไก่อยู่ในครัว!
“ลูกรัก ลูกมีส่วนแบ่งซุปไก่ให้พ่อบ้างรึเปล่า?” ซูกังถามขึ้นมาอย่างสงสัย
ซูเสวี่ยส่ายหัวแล้วพูดขึ้น “พ่อคะ ไม่ใช่ว่าคุณพ่อกำลังจะไปที่ร้านขายยาหรอกเหรอคะ? รีบไปสิคะ!” เธอพูดพร้อมกับผลักซูกังออกจากห้องครัว!
“เฮ้อ ไม่มีทางที่ลูกสาวจะทำซุปไก่ให้พ่ออยู่แล้วสินะ!” ซูกังถอนหายใจและเดินออกจากห้องครัวไป
“แม่คะ ดูพ่อสิคะ” ซูเสวี่ยเขย่ามือแม่ของเธอ
แล้วแม่ของซูเสวี่ยก็ยิ้มและตอบกลับมา “พ่อเขากำลังอิจฉาน่ะ ลูกไม่ต้องไปสนใจเขามากก็ได้”
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ จู่ๆโทรศัพท์ของซูเสวี่ยก็ดังขึ้นมา แล้วเมื่อมองดูก็พบว่าเป็นเบอร์ของฉิงเทียน จึงได้รีบวิ่งออกไปอย่างไว
“นั่นลูกจะรีบไปไหนน่ะ?” มองดูลูกสาวที่รีบวิ่งออกไปอย่างรีบร้อน แม่ของซูเสวี่ยจึงได้ถามด้วยความสงสัย
เมื่อเปิดประตูออกไปก็พบฉิงเทียนจึงได้ถามออกไปด้วยสีหน้าที่กังวล “ทำไมคุณถึงมาที่นี่ ไม่ใช่ว่าคุณบาดเจ็บอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
ฉิงเทียนมองดูสีหน้าที่เป็นกังวลของซูเสวี่ยแล้ว เขาก็ได้ลูบหัวของเธอแล้วพูดขึ้น “ผมไม่ได้เป็นอะไรมากอย่างที่คุณคิดหรอก?”
ขณะที่ฉิงเทียนคิดที่จะกอดซูเสวี่ยและมือของเขากำลังจะเอื้อมไปอยู่นั้น ทันใดนั้นเสียงของแม่ของซูเสวี่ยก็ได้ดังขึ้นมา “ที่แท้ก็เสี่ยวฉิงนี่เอง เขามานั่งคุยกันข้างในก่อนสิ”
ชายหนุ่มที่มือกำลังค้างอยู่นั้นก็ได้รีบชักมือกลับมาแล้วลูบหัวตัวเองอย่างเขินๆ “สวัสดีครับคุณป้า”
ซูเสวี่ยมองดูท่าทีที่เขินอายของฉิงเทียนแล้วก็หัวเราะออกมา!
“เสี่ยวฉิง แม่ได้ยินมาว่าเมื่อวานนี้คุณได้ไปที่งานพบปะประจำปีของบริษัทเสวี่ยเอ๋อด้วยอย่างนั้นรึ?”
ซูเสวี่ยหันมองไปฉิงเทียน ฉิงเทียนก็เข้าใจได้ทันที “ใช่ครับ การแสดงของเสวี่ยเอ๋อเมื่อวานสุดยอดมากเลยครับ! น่าเสียดายนะครับที่คุณป้าไม่ได้ไปเนี่ย”
แม่ของซูเสวี่ยก็พูดอย่างเสียดาย “จ๊ะ ตอนแรกแม่ก็ตั้งใจจะไปกับพ่อเขานั่นแหละ แต่ใครจะไปรู้ว่ามีเรื่องเกิดขึ้นที่บ้านเมื่อวานนี้จึงไปดูด้วยไม่ได้”
“เข้ามาสิ เข้ามาทานซุปก่อนเสวี่ยเอ๋อเขาทำไว้ให้คุณตั้งแต่เช้าเลยนะ แม้แต่พ่อของเธอก็ยังไม่ได้ทานเลยนะ!”
“แม่คะ แม่พูดอะไรอยู่น่ะ! ใครบอกล่ะคะว่าหนูจะไม่ให้พ่อทานน่ะ!” ซูเสวี่ยพูดอย่างเขินอาย
“สุดยอดไปเลยเสวี่ยเอ๋อ!” ฉิงเทียนยิ้มและมองดูซูเสวี่ย
ฉิงเทียนนั้นรู้สึกเหมือนกำลังขับรถอยู่บนทางด่วน
“ผมไม่คิดเลยว่าเสวี่ยเอ๋อนั้น จะสามารถขึ้นเรือนและลงห้องครัวได้ด้วย!” (หมายถึงคนที่รอบด้านทั้งงานบ้านงานเรือน)
“แค่คิดว่าผมจะแต่งงานกับคุณแล้ว ผมก็รู้สึกยินดีขึ้นมาเลย!”
สีหน้าของซูเสวี่ยนั้นเต็มไปด้วยความสุขขึ้นมาเมื่อได้ยินคำของฉิงเทียน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ได้ทำให้ซูเสวี่ยนั้นมีฉิงเทียนอยู่เต็มห้องหัวใจของเธอ และเธอนั้นอยากที่จะอยู่กับฉิงเทียนทุกๆวัน แต่ด้วยความอายของเธอจึงได้พูดขึ้นมา “ใครจะไปแต่งงานกับคุณมิทราบ?”
“อ้อ แล้วก็ฉันยังไม่ได้บอกพ่อกับแม่เรื่องของเมื่อวานเลยนะ! อย่าเผลอหลุดปากล่ะ”
ฉิงเทียนทุบอกของเขาแล้วพูดขึ้น “สามีของคุณฉลาดซะอย่าง ผมรู้ได้ทันทีเพียงคุณมองหน้าผมเท่านั้น!” แต่ฉิงเทียนก็พูดเสริมขึ้นมา “แต่ถ้าคุณไม่ได้ออกไปทำงานในตอนกลางวัน ที่บ้านของคุณก็จะรู้เองอยู่ดีไม่ช้าก็เร็วนะ”
ซูเสวี่ยก็มองไปที่ฉิงเทียนพร้อมกับยิ้ม
มองที่ตาของซูเสวี่ย ฉิงเทียนก็รู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมาและลูบจมูกของเขา “อย่าบอกนะว่าจะมาอยู่ที่บ้านของผม”
“ใช่แล้ว ไม่ได้รึยังไง?” เธอจ้องมองฉิงเทียนด้วยสายตาที่มาดร้าย ดูเหมือนว่าถ้าฉิงเทียนตอบไม่ไปล่ะก็ เธอคงเขมือบฉิงเทียนทันทีแน่
แน่นอนว่า ด้วยปัญญาของฉิงเทียนเขารีบผงกหัวรับทันที! ฉิงเทียนมองดูสีหน้าของคนที่จ้องจะเขมือบคนทั้งเป็นนั้น ซูเสวี่ยก็ได้เปลี่ยนสีหน้าของเธอกลายเป็นยิ้มทันที “ผู้หญิงนี่อารมณ์แปรปรวนจริงๆด้วย” ฉิงเทียนแอบร้องในใจของเขา!
หลังจากที่ทั้งสองคนคุยและหัวเราะกันอยู่สักพัก ฉิงเทียนก็ได้บอกลาหวงโหรว แล้วซูเสวี่ยก็ได้ออกจากบ้านมาพร้อมกับฉิงเทียน! ซึ่งซูเสวี่ยบอกว่าจะไปทำงาน!
“ฉิงเทียน คุณกำลังจะไปที่ไหนอย่างนั้นเหรอ?” ซูเสวี่ยมองดูรถที่กำลังแล่นไปยังชานเมืองอย่างสงสัย
“ผมได้ยินมาว่าที่นั่นมีร้านขายเสื้อผ้าที่เก่งเรื่องการทำชุดแสดงงิ้วน่ะ ผมคิดว่าจะไปทำซื้อชุดที่นั่น!” ฉิงเทียนอธิบาย
ซูเสวี่ยรู้สึกสงสัยมากขึ้นกว่าเดิม “คุณจะซื้อชุดแสดงงิ้ว ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าคุณแสดงงิ้วเป็นด้วย!”
เมื่อฉิงเทียนเห็นว่าซูเสวี่ยเริ่มเข้าใจผิด เขาจึงได้ยิ้มและอธิบาย “ไม่ใช่ เพื่อนของผมนั้นเขาอยากที่จะได้ชุด แล้วผมนึกได้ว่ามีอยู่ร้านหนึ่ง! เขาจึงได้วานให้ผมไปซื้อมาให้เขาซักชุดหนึ่งในเมื่อผมอยู่ที่นี่”
“อ้อ คุณกำลังจะเสื้อผ้าให้เพื่อนของคุณหรอกเหรอ? ให้ฉันเลือกดูชุดให้เขาไหม!” ซูเสวี่ยกล่าว
“คุณดูเสื้อผ้าพวกนี้เป็นด้วยเหรอ เสวี่ยเอ๋อ?” ฉิงเทียนพูดอย่างทึ่งๆ
“ชุดแสดงงิ้วน่ะ ตั้งแต่ตัวประกอบยันตัวหลัก คุณปู่ของฉันพูดกรอกหูฉันตลอดแหละ! ตอนนี้ต่อให้ฉันไม่ต้องแตะก็ยังรู้เลยว่าเป็นของดีรึเปล่า!” ซูเสวี่ยพูดด้วยสีหน้าที่มั่นใจ “คุณกำลังจะไปที่ร้านของตระกูลเหมยที่อยู่ในชายเมืองใช่ไหมล่ะ?”
ฉิงเทียนพูดอย่างตกใจ “คุณรู้ได้อย่างไร?”
ซูเสวี่ยกล่าว “เชื่อฉันรึยังล่ะ?”
“ว้าว ผมไม่คิดเลยเสวี่ยเอ๋อ ว่าคุณจะเก่งด้านนี้ด้วย!” ฉิงเทียนพูดพร้อมกับยิ้ม “งั้นผมให้เป็นหน้าที่ของคุณเลยละกัน”
ณ ย่านชานเมืองโม๋ตู ฉิงเทียนมองเห็นแต่บ้านชั้นเดียวที่สร้างขึ้นมาทั้งสองข้างทาง และถนนก็ได้เปลี่ยนจากทางถนนยางมะตอยกลายเป็นถนนกรวด ที่ข้างถนนนั้นเต็มไปด้วยแถวต้นไม้ แต่ด้วยการที่เย็นของฤดูใบไม้ร่วงทำให้ต้นไม้เหลือแต่กิ่งก้าน แต่ก็ยังเห็นเด็กที่เล่นกันอยู่ข้างถนน!
แล้วฉิงเทียนก็พบที่ว่างๆสำหรับจอดรถ
“หนาวจังเลย!” ซูเสวี่ยขาสั่นไม่หยุด “ทำไมถึงได้ชานเมืองถึงได้หนาวกว่าในเมืองแบบนี้นะ?”
“คุณก็ควรที่จะใส่เสื้อผ้ามากๆกว่านี้หน่อยนะ!” ฉิงเทียนพูดแบบไม่เต็มใจเท่าไร ขณะที่พูดเขาก็ถอดเสื้อนอกของเขาคลุมให้ซูเสวี่ย
“ดีจริงๆเลยที่มีแฟนหนุ่มเนี่ย! ขอบคุณมากนะจ๊ะคุณชายฉิง!” ซูเสวี่ยพูดหวานๆใส่เขา
“คุณนี่นะ” ฉิงเทียนจับจมูกของซูเสวี่ย
“มีคนอยู่ที่นี่ด้วยนะ!” ซูเสวี่ยพูดอย่างอายๆและดึงเอามือของฉิงเทียนออก
หลังจากที่จอดรถเสร็จ ก็พบว่ามีเด็กมากมายอยู่รอบๆรถของเขา และแต่ละคนก็มองมาที่ฉิงเทียนและซูเสวี่ยด้วยสายตาแบบเด็กๆ
ลงจากรถมาฉิงเทียนจึงได้ถามเด็กๆซึ่งน่าจะอายุได้ราวๆ 10 ขวบ “เด็กๆพอรู้มั๊ยว่าร้านเสื้อผ้าตระกูลเหมยอยู่ที่ไหน?”
แล้วเด็กตัวเล็กๆก็ตอบอย่างใสซื่อ “รู้ครับ!” และเด็กคนอื่นๆต่างก็ตะโกนบอกตามๆกัน “รู้ครับ”
ซูเสวี่ยจึงได้ก้มหัวและพูดพร้อมกับยิ้ม “เด็กๆช่วยพาพี่สาวและพี่ชายไปที่ร้านนั้นหน่อยได้ไหมจ๊ะ?”
“ได้ครับ” สิ้นเสียง เหล่าเด็กๆก็ได้วิ่งนำทั้งสองคนไปอย่างรวดเร็ว
แล้วฉิงเทียนก็ได้จับมือของซูเสวี่ยแล้ววิ่งตามพวกเขาไป!