ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 394 ไล่ล่า
บทที่ 394
ไล่ล่า
“เป็นอย่างไรบ้างครับพี่?” ทันทีที่เขาเดินออกมา ฉิงหยูมองไปที่ฉิงเทียนด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“อะไรเป็นอย่างไรเรอะ?” ฉิงเทียนถามกลับ
ฉิงหยูก็พูดพร้อมกับยิ้ม “พี่ครับ พี่ก็เป็นผู้ชาย ผมรู้นะครับ ผมไม่บอกอาซ้อหรอก เมื่อสักครู่ฉิงอวี่เอ๋อได้บอกอะไรพี่……” ฉิงหยูก็พูดด้วยสีหน้าเหมือนรู้ดี
“ไปไหนก็ไปเลยนะ พี่จะไปยุ่งกับเธอได้ยังไงเล่า! เธอน่ะพยายามที่จะรู้ให้ได้ว่าพวกเรามาจากที่ไหน?” ฉิงเทียนจึงได้เปลี่ยนเรื่องแล้วพูด “ไปกันเถอะเราไปสมัครลงแข่งประลองยุทธ์กันดีกว่า”
“พวกเราจะเข้าร่วมการประลองยุทธ์ไปทำไมเหรอครับ?” ฉิงหยูถามด้วยสีหน้าที่สงสัย
ฉิงเทียนก็ได้ยักไหล่แล้วกล่าว “พี่คิดว่าสำนักซูซานนั้นจะต้องส่งหยูซูชินลงแข่งประลองยุทธ์น่ะสิ”
“เข้าใจแล้วครับ งั้นเราก็ไปสมัครกันเถอะครับ!” ฉิงหยูตอบทันที
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยเรื่องนี้กันอยู่นั้น ไป๋กงหยางก็ได้พูดขึ้นมา “ท่านอาจารย์อา มีคนตามหลังท่านมาตั้งแต่ตอนที่ท่านออกมาจากงานประมูลจนมาถึงที่นี่ เป็นระดับเหอถี่หนึ่งคนและระดับเฟิงเฉินสองคน”
เมื่อฉิงเทียนพบว่ามีคนแอบตามหลังพวกเขามา ก็ได้พยายามรักษาระยะห่างเอาไว้
“ดูท่าน่าจะเป็นคนจากสำนักโอสถเป็นแน่” ฉิงเทียนพูดเดา เพราะมีแค่สำนักโอสถเท่านั้นที่เขาไปล่วงเกินเข้าในงานประมูลเมื่อสักครู่
“พวกเราไปยังที่ๆห่างไกลผู้คนกันหน่อยดีกว่า” ฉิงเทียนพูดอย่างโมโห คิดจะเล่นไม่ซื่องั้นเหรอ? เดี๋ยวก็รู้ใครจะเล่นงานใคร จะเล่นด้วยสักหน่อยละกัน
“ท่านอาจารย์อาครับ พวกเราจะลงมือเมื่อไรดีครับ?” ชายคนหนึ่งที่เดินตามหลังฉิงเทียนก็ได้ถามชายวัยกลางคน
“ใจเย็นๆก่อน รออีกสักหน่อย อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นถิ่นของสำนักซูซาน ในช่วงนี้ที่นี่สายตาอยู่มากเกินไป เอาไว้รอให้ที่เปลี่ยวๆกว่านี้อีกสักหน่อยก็ยังไม่สายเกินไป” ชายวัยกลางคนตอบ สิ่งที่สำนักโอสถของพวกเขาหมายตาเอาไว้นั้นจะปล่อยให้ไปอยู่กับคนอื่นได้อย่างไร ถ้าไม่ได้มาด้วยวิธีปกติก็ต้องไปชิงเอามาอย่างเดียวเท่านั้น
“ท่านอาจารย์อาครับ พวกเขาเข้าไปในตรอกแล้วครับ!” ศิษย์คนหนึ่งพูดอย่างตื่นเต้น
“ลงมือได้!” ชายวัยกลางคนพูดสั่งการ
แล้วทั้งสามคนก็ได้รีบวิ่งไปขวางทางตรอกที่พวกเขาเดินเข้าไปทันที ในขณะที่ชายวัยกลางคนก็ได้โยนแสงสีขาวขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งสถานที่ที่ฉิงเทียนอยู่ตอนนี้ถูกล้อมเอาไว้แล้ว
“พวกคุณเป็นใครกัน?” ฉิงหยูแกล้งทำเป็นกลัว และพูดด้วยเสียงสั่นๆ
“ฮ่าๆ เจ้าหนูขี้ขลาด พวกแกทำได้แค่หลบซ่อนเหมือนกับพวกหนูสกปรกเท่านั้นแหละ ข้าจะบอกให้แกเอาไปบอกปู่ของพวกแกในนรกก็ได้ว่าพวกข้านั้นมาจากสำนักโอสถ พวกแกบังอาจแย่งของของสำนักโอสถของพวกเราไป” ลูกศิษย์คนหนึ่งของสำนักโอสถหัวเราะเสียงดัง
ฉิงหยูนั้นยังแกล้งทำเป็นกลัวอยู่ โดยเฉพาะเมื่อตอนที่เขาได้ยินว่าเป็นคนของสำนักโอสถเขาก็ได้สั่นด้วยความตื่นเต้น ที่เขาได้พบกับศัตรูที่แข็งแกร่งแล้วและพูดตอบ “แล้วสำนักโอสถของพวกคุณเกี่ยวอะไรด้วย สิ่งนั้นเป็นของที่พวกเราประมูลได้ มันจะเป็นของสำนักโอสถของพวกคุณได้อย่างไร? ไร้เหตุผลสิ้นดี”
“เหตุผล? ฮ่าๆ สำนักโอสถของพวกเรานี่แหละคือเหตุผล ถ้าพวกเราบอกว่าเป็นของของพวกเรามันก็คือของของพวกเรา ถ้าเจ้ายอมส่งของมาให้ตอนนี้พวกเราอาจยอมให้พวกเจ้าตายแบบมีศพทั้งตัวก็ได้” ลูกศิษย์คนหนึ่งของสำนักโอสถพูดอย่างดุดัน
“พวกแก….คิดจะฆ่าพวกเรางั้นเหรอ ที่นี่…..เป็นถิ่นของ….สำนักซูซานนะ” ฉิงหยูตอบ โดยยังแกล้งทำเป็นกลัวอยู่ และทำเป็นเป็นพูดติดๆขัดๆ
“สำนักซูซานแล้วยังไง? ตอนนี้ที่นี่พวกเราได้วางอาคมเอาไว้แล้ว ไม่มีใครเห็นหรอก” สำนักโอสถพูดอย่างภูมิใจมาก ฉิงเทียนและฉิงหยูนั้นไม่ต่างอะไรไปจากเนื้อที่วางอยู่บนจานแล้ว
ในเวลานี้พวกเขาพูดมากใส่ฉิงเทียนกับฉิงหยู ราวกับว่าพวกเขาเป็นแมวที่กำลังเล่นกับหนูก่อนที่จะจับ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำในเวลานี้
ในความคิดของพวกเขา ฉิงเทียนกับฉิงหยูจะต้องอาศัยโอกาสนี้ส่งของมาให้พวกเขา แล้วจากนั้นก็คร่ำครวญและร้องขอให้ไว้ชีวิตพวกเขา
แต่พวกเขานั้นคิดผิด ฉิงเทียนที่นิ่งสงบอยู่ก็ได้กล่าว “ก็ไม่เลว ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครรู้ถ้าพวกเราฆ่าพวกแกสินะ”
พวกเขาต่างก็ตกใจ แล้วจากนั้นก็หัวเราะออกมาราวกับได้ยินมุกตลกที่น่าขันที่สุดในโลก
“ฮ่าๆ….พวกเจ้าบอกว่า….พวกเจ้าจะฆ่าพวกเรางั้นเหรอ?” ลูกศิษย์สำนักโอสถมองไปที่ฉิงเทียนและฉิงหยูด้วยสีหน้าที่ดูถูก
บอกว่าจะฆ่าพวกเขา สมองของพวกเขาเพี้ยนไปแล้วหรือยังไง? แต่ก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเช่นนั้น นั่นก็เพราะพลังวัตรของทั่วทั้งโลกผู้บำเพ็ญเพียรนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ที่ระดับเหอถี่เป็นระดับสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากผู้บำเพ็ญเพียรในสำนักใหญ่ๆอย่าง 1หลุน 2เขา 3สำนักแล้ว สำนักอื่นๆจะมีผู้ที่อยู่ในระดับเหอถี่อยู่น้อยมาก
และในเวลานี้ทั้งสองคนที่อยู่ตรงข้ามกับพวกเขานั้นกลับบอกว่าจะฆ่าพวกเขา ที่มีหนึ่งคนอยู่ในระดับเหอถี่และอีกสองคนอยู่ในระดับเฟิงเฉิน พวกเขาจึงได้รู้สึกสงสัยว่าหัวของฉิงเทียนคงจะพังไปแล้วแน่ๆ
“หึ น่ารำคาญ!” ฉิงเทียนพูดแล้วพุ่งตัวไปหาคนระดับเหอถี่ทันที ส่วนฉิงหยูที่อยู่ภายใต้การควบคุมของไป๋กงหยางก็ได้พุ่งไปหาคนระดับเฟิงเฉินทั้งสองคนนั้นแทน
“หึ” ชายวัยกลางคนที่อยู่ในระดับเหอถี่นั้นไม่คิดว่า ฉิงเทียนจะมาหาเขาตรงๆเช่นนี้จึงได้ทำเสียงอย่างดูถูก และในขณะเดียวกันเขาก็ได้พุ่งตัวเข้าไปหาฉิงเทียน และในขณะที่ที่เขากำลังเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเท้าของเขาก็ได้เหยียบลงไปที่พื้นอย่างเต็มเหยียด แล้วตัวของเขาก็ได้พุ่งออกไปอย่างบ้าคลั่ง แล้วก็มีหอกยาวๆที่มาอยู่ที่มือของเขาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ก็ได้ชี้ไปที่คอของฉิงเทียน
รู้สึกได้ถึงของแหลมคมที่ฝ่าสายลมมาตรงหน้าเขาและมุ่งร้ายไปที่คอหอยของเขา ในใจของฉิงเทียนนั้นยังคงสงบนิ่งอยู่ ถึงชายวัยกลางคนๆนั้นก็อยู่ในระดับเหอถี่ในขณะที่เขาอยู่แค่ในระดับเฟิงเฉิน แม้จะมีพลังวัตรที่ต่างกัน แต่ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขานั้น เขาก็พูดได้ว่าตัวเขานั้นพอที่จะสู้ไหว
ด้วยความช่วยเหลือของความสามารถในการหลบหลีกที่สุดยอดของเขา ฉิงเทียนก็ได้หลบอย่างว่องไว และสามารถที่จะหลบการโจมตีของชายวัยกลางคนได้ทุกครั้ง ด้วยการหมุนที่เท้าของเขา เขาก็ได้มาโผล่ที่ทางด้านขวาของชายวัยกลางคน
ด้วยเสียงดังลั่น พลังวิญญาณในร่างกายของฉิงเทียนก็ได้มารวมอยู่ที่กระบี่อัสนีสวรรค์และปล่อยออกไปอย่างรวดเร็วแล้วฟันไปที่หัวของชายวัยกลางคนอย่างดุดัน
พลังที่รุนแรงที่มายังเหนือหัวของเขา ชายวัยกลางคนก็ตกใจที่คนที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นไม่เลวเลยทีเดียว แต่เขาก็ไม่ได้ตกใจมากเกินไป เขารีบยกหอกขึ้นมากันเหนือหัวของเขา
ด้วยเสียงดัง “แก๊ง” กระบี่อัสนีสวรรค์ที่ปะทะเข้ากับหอกก็ได้กระจายพลังไฟฟ้าออกไปทั่วทุกหนทุกแห่ง และเกิดเป็นพลังคลื่นทำลายกำแพงรอบๆ
ถึงอย่างไรก็ยังมีความต่างชั้นระหว่างตัวเขาและระดับ เหอถี่อยู่ ถึงฉิงเทียนเองจะเรียกได้ว่ามีประสบการณ์ในการต่อสู้กับคนในระดับเหอถี่มาบ้าง แต่พลังวิญญาณของชายวัยกลางคนก็ยังมากกว่าของเขาอยู่ดี การปะทะกันเมื่อสักครู่ได้ทำให้เขาถอยออกมาหลายก้าวก่อนที่จะหยุดได้
เมื่อเทียบกัน ฉิงเทียนนั้นลอยถอยออกไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนชายวัยกลางคนขยับแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และร่างกายของเขายังคงยืนอย่างมั่นคง
“ท่านอาจารย์อา ให้ข้าช่วย!” เมื่อเห็นฉิงเทียนที่ลอยไปตามสายลม ลูกศิษย์ระดับเฟิงเฉินอีกคนก็ได้มาโผล่ข้างหลังเขา และพูดอย่างตื่นเต้น
“ช่างเป็นอาวุธที่ทรงพลังอะไรเช่นนี้ กระบี่เล่มนั้นอย่างน้อยๆก็ต้องอยู่ในระดับวิญญาณแน่ๆ” มีแววตาตกใจซ่อนอยู่ในดวงตาของเขา และชายวัยกลางคนก็ได้จ้องไปที่กระบี่อัสนีสวรรค์ของ ฉิงเทียนด้วยความโลภในสายตาของเขา แล้วก็จ้องไปที่ ฉิงเทียนและพูดอย่างดูถูก “ถ้าเจ้ามีความสามารถแค่นี้ ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงบอกได้แค่ว่าเจ้าคงได้ตายที่นี่เสียแล้วล่ะ”
“แบบนั้นใครๆก็พูดได้!” ฉิงเทียนจ้องไปที่ชายวัยกลางคนอย่างโมโห แล้วเรียกกระบี่อัสนีสวรรค์โผล่มาในมือของเขา แล้วจากนั้นเขาก็ได้หลับตาลงท่ามกลางสายตาของคนอื่นๆ
มองไปที่ฉิงเทียนที่จู่ๆก็หลับตาลง ชายวัยกลางคนก็ได้คิ้วขมวด ไม่รู้ว่าฉิงเทียนนั้นคิดจะใช้ลูกไม้อะไร
แม้แต่ลูกศิษย์ที่เข้ามาช่วยชายวัยกลางคนก็ผงะด้วย และไม่บุกเข้าไปอยู่พักใหญ่ๆ
ชายวัยกลางคนก็ได้จ้องไปที่ฉิงเทียนที่กำลังหลับตา ด้วยความกระวนกระวายอยู่ในใจ โดยเฉพาะตอนที่เขารู้สึกได้ว่าพลังสายฟ้าของกระบี่อัสนีสวรรค์ในมือของฉิงเทียนเริ่มหนามากขึ้นเรื่อยๆ สายฟ้านั้นได้ส่องแสงออกไปรอบๆ ซึ่งทำให้เขากระวนกระวายมากขึ้นไปอีก
“รอช้าไม่ได้แล้ว!” ชายวัยกลางคนที่กระวนกระวายก็ได้คิดเช่นนั้นในใจ แล้วหอกยาวในมือของเขาก็ได้เข้าจู่โจมอีกครั้ง ซึ่งเขาไม่ได้สนใจความต่างชั้นของทั้งคู่แล้ว แล้วได้เข้าบุกอย่างระมัดระวังเดินเข้าหาฉิงเทียนอย่างช้าๆ
มองไปที่ชายวัยกลางคนด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด ลูกศิษย์นั้นทำได้แค่ยืนกำหมัดแน่น เขานั้นไม่สามารถเข้าไปช่วยได้เลยไม่งั้นเขาจะเป็นตัวถ่วงและเกะกะชายวัยกลางคนเปล่าๆ
“แกเจ้าชั่วช้า ไปตายเสีย!” เขาค่อยๆย่างก้าวเข้าหาเรื่อย สีหน้าของชายวัยกลางคนนั้นก็ดูดุดันขึ้นมา แล้วใช้หอกในมือของเขาแทนไปที่คอของฉิงเทียนโดยไม่ลังเล
“ฉันต่างหากที่ต้องพูดคำพูดนั้น” ฉิงเทียนที่หลับตาอยู่จู่ๆก็ได้ลืมตาขึ้นมา และพ่นคำต่อว่าใส่ชายวัยกลางคน และกระบี่ อัสนีสวรรค์ในมือของฉิงเทียนก็ได้ปล่อยสายฟ้าที่ทรงพลังออกไป
“ไปตายซะ!!”
ด้วยการตะโกนดังลั่นของฉิงเทียน พลังวิญญาณของวิชาสวรรค์โลกาก็ได้ระเบิดออกมาทันที พลังมหาศาลที่ดูแทบจะเห็นได้ด้วยตาเปล่าถูกปล่อยออกมาและใส่ลงไปในกระบี่อัสนีสวรรค์อย่างบ้าคลั่ง ทำให้ท้องฟ้าเกิดมืดลง เต็มไปด้วยเมฆดำและตามมาด้วยฟ้าร้องฟ้าผ่า
ในขณะที่มีเสียงฟ้าร้องดัง พลังวิญญาณของฉิงเทียนนั้นได้ไหลออกไปดั่งกระแสน้ำคลั่ง แต่ในขณะนั้นพลังวิญญาณในร่างของเขานั้นหมดเกลี้ยงแล้ว ทั้งหมดได้ถูกดูดไปโดยกระบี่ อัสนีสวรรค์หมดแล้ว
“เฮ้อ ทุกครั้งที่เราใช้ท่านี้ พลังวิญญาณของเราไม่เคยพอสักที” ฉิงเทียนถอนหายใจในใจอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่มีทางเลือกแล้วมีแต่ต้องลงมือเท่านั้น ในตอนนั้นเองที่มียาเม็ดหนึ่งอยู่ในมือของฉิงเทียน แล้วก็โยนเข้าใส่ในปากของเขาโดยไม่เสียดาย อย่างไรเสียฉิงเทียนก็มีเงินทุนเยอะอยู่แล้ว!
เมื่อรู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณที่กำลังฟื้นคืนอย่างช้าๆอยู่นั้น กระบี่อัสนีสวรรค์ก็ได้ตัดผ่านความว่างเปล่าว แล้วจากนั้นกระบี่ก็ได้พุ่งไปหาชายวัยกลางคนที่กำลังมีสีหน้าที่ตกใจเมื่อเห็นพลังที่อยู่ตรงหน้าเขา
มองจากไกลๆ ดูเหมือนว่าพลังของกระบี่อัสนีสวรรค์นั้นจะสามารถตัดผ่านได้ทุกอย่าง แม้แต่มิติก็ดูเหมือนจะถูกฉีกออกจากกันจนเผยให้เห็นเป็นสีดำ
“มันเป็นไปได้อย่างไร! ทำไมการโจมตีนั่นถึงได้ทรงพลังขนาดนั้น?” มองไปที่ท่าโจมตีนั้นเขาไม่คิดว่าจะปล่อยพลังที่รุนแรงเช่นนั้นออกมาได้ ชายวัยกลางคนจึงได้ตกใจ และรีบปล่อยพลังวิญญาณในร่างของเขาออกมา พลังวิญญาณสีขาวได้ถูกถ่ายเทลงไปในหอกจนทำให้หอกเหมือนกับมีชีวิต ราวกับเป็นงูวิญญาณ
“มาดูกันว่าใครจะแน่กว่าใคร!”
หลังจากที่ตะโกนออกไป หอกยาวของชายวัยกลางคนก็ได้พุ่งไปหาฉิงเทียนอย่างบ้าคลั่ง แล้วงูที่แปลงมาจากหอกนั้นก็ได้เกิดประกายแสงขึ้นมาแล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นตาข่ายอยู่ตรงหน้าฉิงเทียน
แต่ทว่าชายวัยกลางคนนั้นจะดูถูกพลังทำลายของ ฉิงเทียนมากเกินไปหน่อย กระบี่อัสนีสวรรค์ก็ได้เปลี่ยนรูปร่างเป็นมังกร และทำลายตาข่ายนั้นทันทีโดยมิอาจต้านทานได้
“มันเป็นไปได้อย่างไร?” ชายวัยกลางคนก็ได้มองไปที่กระบี่อัสนีสวรรค์ที่กำลังพุ่งเข้าหาเขาด้วยความกลัว
ไม่ได้การ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปเราได้ตายแน่ ชายวัยกลางคนได้กัดไปที่ปลายลิ้นของเขา แล้วพ่นเลือดออกไปที่หอก
เมื่อหอกยาวอันนั้นได้รับเลือดเข้าไป ก็ได้ปล่อยแสงสีแดงออกมาและกลับมาต้านทานการโจมตีของกระบี่อัสนีสวรรค์
“ตูม”
ด้วยเสียงที่ราวกับฟ้าผ่า พื้นกระเบื้องหินอ่อนที่ชายวัยกลางคนยืนอยู่นั้นก็แหลกละเอียดและสลายหายไปในอากาศ แล้วจากนั้นชายวัยกลางคนก็ได้ถูกผลักออกไปด้านหลัง เท้าของเขายังคงปักอยู่ที่พื้น แต่หลังจากที่ถูกผลักออกไปไกลเกิน 10 เมตร หลังของเขาก็ไปกระแทกกับกำแพงอย่างแรง
ชายวัยกลางคนก็ได้จ้องไปที่ฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่ซีดเซียวและฝืนยืนหยัดขึ้นมา หรือว่าพวกเขาจะแกล้งทำเป็นหมูอ่อนแอและกลายเป็นเสือเพื่อขย้ำเหยื่อเมื่อได้โอกาส เมื่อเขานึกถึงคำพูดของฉิงหยูเมื่อสักครู่แล้ว ชายวัยกลางคนก็อดคิดไม่ได้ว่าอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
อย่างไรก็ตามศิษย์ทั้งสองคนของเขาต่างก็กำลังตื่นตระหนกอยู่กับการถูกโจมตีโดยไป๋กงหยาง ที่พวกเขายังมีชีวิตรอดอยู่นั้นต้องขอบคุณที่ไป๋กงหยางเข้าสิงฉิงหยู ทำให้พวกเขาสามารถเอาตัวรอดในช่วงที่วิกฤติได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว
เมื่อศิษย์ทั้งสองคนมองดูชายวัยกลางคนที่มีสีหน้าที่ซีดเซียว สีหน้าของพวกเขาก็ซีดเซียวขึ้นมาทันทีเช่นกันราวกับเตะเข้ากับแผ่นเหล็ก
คนที่ทำให้อาจารย์อาของพวกเขาที่อยู่ในระดับเหอถี่สู้อย่างยากลำบากได้ขนาดนั้นน่าจะต้องเป็นระดับเหอถี่แน่ๆ และชายชุดดำที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาเองก็เป็นไปได้ว่าน่าจะอยู่ในระดับเหอถี่เช่นกัน
เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรระดับเหอถี่ 2 คนอยู่ตรงหน้าเขา หากคนใดคนหนึ่งสู้เสร็จเมื่อไร พวกเราคงได้นอนเป็นผักอยู่กลางถนนแน่ ความจริงที่แสนโหดร้ายนี้ได้ทำให้ปากของทั้งสองคนนั้นบิดเบี้ยวราวกับตะคริวกิน
ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมน ตัวของฉิงเทียนที่ถือกระบี่ อัสนีสวรรค์ก็ได้มาปรากฏตัวตรงหน้าของทุกคนอย่างช้าๆ โดยที่ก้าวขาไม่ออกทั้งสองคนนั้นกำลังรู้สึกกลัวผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสองคนที่อยู่ในระดับเหอถี่ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา