ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 395 เปิดใช้งานผีดิบทองคำ
บทที่ 395
เปิดใช้งานผีดิบทองคำ
“ถอยก่อน!” ชายวัยกลางคนตะโกนลั่นและสะบัดมือของเขา อาคมที่เขาวางเอาไว้ก็ได้หายไปแล้วทั้งหมดก็ได้ถอยหนีอย่างรวดเร็ว เมื่อลูกศิษย์ของสำนักโอสถทั้งสองคนได้ยินที่อาจารย์อาสั่งให้ถอยแล้ว พวกเขาก็ได้เตรียมที่จะหนีด้วย
“ฮึ่ม ในเมื่อพวกเจ้าเข้ามาที่นี่แล้ว ก็ต้องเหลืออะไรทิ้งไว้บ้างสิ!” ไป๋กงหยางที่สิ่งอยู่ในร่างของฉิงหยูก็ได้ตะโกนอย่างโมโห
คว้าเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเฟิงเฉินสองคนนั้นก็รู้สึกราวกับว่ามีพลังที่ทรงพลังมากอยู่ด้านหลังพวกเขากันไม่ให้พวกเขาหนีไปไหนได้
“เป็นไปได้อย่างไร? ทำไมจู่ๆเขาถึงได้ทรงพลังขนาดนี้ได้?” ศิษย์สำนักโอสถทั้งสองคนนั้นอยู่ในระดับเฟิงเฉินแล้วจึงไม่อยากที่จะเชื่อ สายตาของพวกเขานั้นตกอยู่ในความหวาดกลัว นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขารู้สึกได้ถึงความตายที่กำลังเข้ามาใกล้พวกเขาขนาดนี้
ทั้งสองคนนั้นเป็นถึงลูกศิษย์อัจฉริยะของสำนักโอสถ “ท่านอาจารย์อาช่วยพวกเราด้วย!” ทั้งสองคนร้องขอให้ชายวัยกลางคนที่อยู่ห่างออกไปขอให้ช่วยพร้อมกัน
แต่ชายวัยกลางคนก็ได้หันกลับมาด้วยความกลัวและความเร็วในการวิ่งหนีของเขานั้นหาได้ช้าลงไม่แม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว ทั้งสองคนนั้นก็ได้ร้องคร่ำครวญว่าชีวิตของพวกเขาจบลงแล้ว
“ตูม”
ทันทีที่ฉิงหยูสะบัดมือของเขา ศิษย์ทั้งสองคนที่อยู่ในระดับเฟิงเฉินนั้นก็ได้ถูกจัดการทันที
“รีบไปกันเถอะ!” ไป๋กงหยางที่คุมร่างของฉิงหยูอยู่และ ฉิงเทียนก็ได้หายลับตาไปทันที
ตรงบริเวณที่พวกเขาหายไปนั้น กลุ่มคนจากสำนักซูซานพร้อมกระบี่สะพายอยู่ที่หลังของพวกเขาก็ได้โผล่มา ซึ่งคนที่นำมาก็คือฉิงอวี่เอ๋อและหลี่ตันจากงานประมูล
“หายไปแล้ว!” ฉิงอวี่เอ๋อพูดอย่างคิ้วขมวด
หลี่ตันมองไปที่เหตุการณ์ตรงหน้าที่ได้กลายเป็นซากปรักหักพังแล้วพูดขึ้น “ดูจากสภาพพื้นที่ที่ถูกทำลายแล้ว ทั้งสองฝ่ายคงจะต่อสู้กันและน่าจะมีพลังวัตรไม่ต่ำกว่าระดับเฟิงเฉินด้วย!”
“แจ้งไปยังฝ่ายรักษาความปลอดภัยของสำนักซูซานให้เพิ่มการตรวจตราให้มากขึ้นไปอีก เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก” ฉิงอวี่เอ๋อสั่งการออกไป
“ครับ!”
…………..
อีกทางด้านหนึ่ง ไป๋กงหยางได้พาฉิงเทียนหนีไปรอบๆเมือง แล้วจากนั้นพวกเขาก็ดึงเอาผ้าคลุมดำออก แล้วจากนั้นพวกเขาก็ได้พากันไปสมัครแข่งประลองยุทธ์แล้วก็กลับไปที่โรงเตี๊ยม
ที่โรงเตี๊ยม ฉิงเทียนได้ฟื้นคืนพลังวิญญาณมาได้ 7-8 ส่วนแล้วด้วยยาจากโลกเซียน
“เฮ้อ ดูเหมือนว่าจะยังมีความต่างชั้นระหว่างผมกับระดับเหอถี่มากพอดูอยู่” ฉิงเทียนพูดอย่างเศร้าๆ ปราศจากซึ่งยาจากโลกเซียนและกระบี่อัสนีสวรรค์แล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะบีบให้ชายวัยกลางคนพ่ายแพ้ได้
“พี่ครับ ตอนนี้พี่ก็ทำได้ดีมากแล้ว แต่ทว่าตอนนี้พวกเราได้ฆ่าลูกศิษย์ทั้งสองคนของสำนักโอสถไปแล้ว แล้วถ้าพวกเขามาหรือเรื่องพวกเราอีก ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ!” ฉิงหยูพูดอย่างเป็นกังวล
ฉิงเทียนเองก็คิ้วขมวด เขาไม่คิดเลยว่าเขานั้นไม่เพียงแต่จะเป็นศัตรูกับสำนักซูซาน แล้วยังมีพ่วงสำนักโอสถเข้าไปอีกตั้งแต่ที่เขาเพิ่งมาถึงโลกผู้บำเพ็ญเพียรได้ไม่ทันไร นี่เขาดูเหมือนคนชอบสร้างปัญหามากนักรึยังไงนะ?”
“หึ ก็แค่เห็บเหาจำนวนมากไยต้องกลัวพวกมันกัดด้วย” ฉิงเทียนพูดเพื่อให้สบายใจ “และเราก็ยังมีเซียนทั้งคนอยู่ที่นี่? และตอนนี้พวกเราเองก็มีสุดยอดตัวช่วยอีกตัวด้วย”
ฉิงเทียนกล่าวแล้วสะบัดมือของเขา แล้วโลงศพก็ได้ออกมาจากถุงเก็บของมาอยู่ตรงหน้าพวกเขา
โลงศพนั้นมีสีดำสะท้อนแสง ซึ่งไม่รู้เลยว่าใช้วัสดุอะไรทำมันขึ้นมา แต่ก็ทำให้คนที่ได้พบเห็นรู้สึกหนาวขึ้นมา ซึ่งทันทีที่เขาเอาออกมาอุณหภูมิในห้องนั้นก็ลดลงทันที
“หึๆ แล้วเราจะเปิดโลงศพนี้ได้ยังไงรึไป๋กงหยาง? เราไม่ต้องหาซื้ออะไรเพิ่มใช่ไหม?” ฉิงเทียนถาม
ในตอนนี้เอง ไป๋กงหยางก็ได้ปรากฏตัวออกมาแล้วกล่าว “แน่นอน, แต่ก่อนอื่นเราต้องวางอาคมป้องกันคนแอบดูเสียก่อน”
หลังจากที่วางอาคมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไป๋กงหยางก็พูดต่อ “ต่อไปก็เอาผลโลหิตที่ซื้อมาเมื่อสักครู่ออกมา!”
“คุณจะเอาผลโลหิตออกมาใช้ทำอะไรรึ?” ฉิงเทียนมีสีหน้าสงสัย แต่เขาก็ยังหยิบเอาผลโลหิตออกมาตามที่ไป๋กงหยางบอก
ไป๋กงหยางก็ได้สะบัดนิ้ว แล้วผลโลหิตก็ได้มาโผล่ที่มือของเขาทันที แล้วผลโลหิตก็ได้ค่อยๆเปลี่ยนกลายเป็นน้ำสีแดงเลือดอย่างช้าๆในมือของเขา แล้วหยดลงบนฝาโลง ทันใดนั้นเองก็ได้มีแสงสีแดงปรากฏขึ้นที่ฝาโลง แล้วทั่วทั้งโลงนั้นก็ได้มีการสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่นั่งรอ ไป๋กงหยางก็ได้อธิบาย “ด้วยรูปร่างของผลปีศาจนั้นมักทำให้คิดว่ามันเกิดมาจากไอสังหารและเลือดจำนวนมาก แต่มันไม่ค่อยรู้กันว่าผลปีศาจนั้นสามารถโตได้จากสถานที่ที่ใกล้กันกับผีดิบที่ตายอยู่ในโลงศพได้ ซึ่งมันจะเต็มไปด้วยไอสังหารและเลือดของพวกมัน ฝาปิดของโลงศพนี้น่าจะทำให้ผีดิบที่อยู่ในโลงนั้นถูกผนึกจากด้านใน ถ้าคิดที่อยากจะเอาออกมาก็จะต้องใช้เลือดของมัน”
ฉิงเทียนและฉิงหยูก็ได้พลันเข้าใจขึ้นมา ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไป๋กงหยางนั้นได้บอกให้เขาซื้อผลโลหิตมา ซึ่งที่แท้มีเอาไว้เปิดฝาโลงศพนี้นี่เอง
“แกร๊ก!”
แล้วโลงศพก็ได้ถูกเปิดออกมา และมีชายวัยกลางคนที่สวมชุดขุนนางโบราณและมีสีหน้าที่นิ่งมากดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทำให้ไม่รู้เลยว่ามันกำลังโกรธหรืออะไรอยู่กันแน่?
“นี่คือผีดิบทองคำอย่างนั้นเหรอ?” ฉิงหยูมองไปที่ผีดิบที่อยู่ในโรงอย่างสงสัย และคิดว่าผีดิบตัวนี้นั้นมันต่างจากตัวปกติอย่างไร? ที่ใบหน้าของมันนั้นไม่ซีดเซียวแต่กลับมีเลือดสูบฉีด และไม่มีฟันกับเล็บที่แหลมคมแบบผีดิบมาตรฐานที่เขาเคยเห็นในหนัง และจุดที่แตกต่างอย่างเดียวที่พอจะมองเห็นได้จากการมองลอดเข้าไปดูข้างในชุด ก็พอจะพบร่องรอยของขนสีทองอยู่ภายใต้ร่มผ้าของมัน
“นี่ เจ้าหมอนี่มันไม่ยอมตื่นแฮะ?” ฉิงเทียนสงสัย
“ไม่ใช่หรอก ผีดิบทองคำตัวนี้น่าจะบาดเจ็บสาหัสแล้วผนึกตัวเองอยู่ในโลงศพนี้ ถึงแม้ว่ามันจะช่วยชะลออาการบาดเจ็บลงชั่วคราวได้ก็จริง แต่สติก็จะเลือนหายมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นไปได้ว่าสติของมันอาจจะสูญหายไปแล้วก็ได้ ในตอนนี้เขาก็ดูอ่อนแอมากด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ท่านอาจารย์อา ข้าจะสอนท่านวิธีการใช้ผนึกทาสและทำให้มันตกอยู่ภายใต้คำสั่งของท่านในขณะที่มันกำลังอ่อนแออยู่”
“ได้!” ฉิงเทียนตอบอย่างดีใจ ผนึกผีดิบแค่ได้ยินก็รู้สึกน่าหลงใหลแล้ว
ฉิงเทียนก็ได้รับข้อมูลต่างๆจากไป๋กงหยางผ่านทางหัวของเขาและตกใจในเวลาเดียวกัน! ผนึกทาสนี้ทรงอำนาจมาก ตราบเท่าที่เขาทำได้สำเร็จ ผู้ที่ถูกผนึกก็จะตกเป็นทาสของเขาไปตลอดชีวิต และจะไม่สามารถคิดทรยศต่อผู้เป็นนายได้เลย และเพียงแค่เจ้านายคิดก็จะทำให้ผู้เป็นทาสหายไปได้ทันที
จากข้อมูลที่ได้รับมาจากไป๋กงหยาง ฉิงเทียนก็ทำท่ามืออย่างต่อเนื่อง และแต่ละครั้งก็ต้องประทับรอยนิ้วมือลงไปที่หน้าผากของผีดิบทองคำ แล้วรอยนิ้วมือที่ค่อยๆขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ฉิงเทียนก็รู้สึกได้ว่าเขากับผีดิบทองคำนั้นใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ฉิงเทียนก็รู้สึกได้ถึงทุกสิ่งรอบตัวเขาจากมุมมองของผีดิบทองคำได้ แม้แต่ความคิดของผีดิบทองคำก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา
ในขณะที่ฉิงเทียนรู้สึกชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆอยู่นั้นเอง ก็ได้มีเสียงดังขึ้นมาในหัวของเขา “ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย หากท่านยอมช่วยข้า ข้าจะยอมเป็นทาสของท่าน”
ทันทีที่เขาได้ยินเสียงนั้น ฉิงเทียนก็ได้ถามกลับไปอย่างสงสัย “คุณคือผีดิบทองคำอย่างนั้นเหรอ?”
ก็มีเสียงตอบกลับมาอย่างแผ่วเบา “ใช่!”
“แล้วผมจะช่วยคุณได้อย่างไร?” ฉิงเทียนถามกลับไป อย่างไรเสียทาสที่มีความคิดเป็นของตัวเองนั้นก็น่ามีประโยชน์มากกว่าผีดิบทองคำที่ไร้สติเสียอีก ดังนั้นฉิงเทียนจึงได้ตัดสินใจที่จะช่วยเหลือเขา
“วิญญาณของข้าได้รับบาดเจ็บ และข้าก็ต้องการอะไรบางอย่างเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณของข้า” ผีดิบก็รีบตอบกลับมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา ราวกับว่ากำลังพยายามคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้
“ได้สิ ตราบเท่าที่คุณตกลงจะมาเป็นข้ารับใช้ของผม ผมจะช่วยคุณแน่นอน” ฉิงเทียนประทับรอยนิ้วมือสุดท้ายลงไป