ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 436 เหล้าพลับพลึงแดง
บทที่ 436 เหล้าพลับพลึงแดง
“เหล้าพลับพลึงแดงนั้นยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณอีกด้วยนะ” จงขุยกล่าว “เหล้าพลับพลึงแดงนี้ถือเป็นของล้ำค่าของยมโลกเชียวล่ะ ไม่ใช่อะไรที่คนธรรมดาๆจะหาดื่มได้ง่ายๆนะ”
“ขอบพระคุณท่านราชายมบาลมากครับ” ฉิงเทียนคารวะ
“เจ้าเป็นน้องชายของไม่ใช่เหรอ? ถ้าเกิดเจ้าชอบเหล้านี้ ข้าจะแบ่งให้เจ้าก็ได้ข้ายังมีเหลือเก็บเอาไว้อยู่” ราชายมบาลพูดอย่างใจป้ำ
แต่ทว่าฉิงเทียนกลับคิดว่าถ้าเกิดเขารู้วิธีทำเหล้าพลับพลึงแดง เขาเองก็น่าจะสามารถทำเหล้าพลับพลึงแดงด้วยตัวเองได้และดื่มตามที่เขาต้องการ
“ท่านราชายมบาลครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องครับ” ฉิงเทียนกล่าว
ราชายมบาลก็ได้ชะงักแล้วถาม “มีเรื่องอะไรจะขอร้องรึว่ามาสิ?”
“ไม่ทราบว่าผมจะขอสูตรวิธีทำเหล้าพลับพลึงแดงได้หรือไม่ครับ?” ฉิงเทียนถามขณะที่มองดูท่าทีของราชายมบาล
แต่ผลคือฉิงเทียนพูดจบไม่ทันไร ราชายมบาลก็ได้ระเบิดหัวเราะออกมา แล้วตามด้วยตุลาการลู่และจงขุยที่หัวเราะตามมา
“ท่านราชายมบาลครับ พวกท่านหัวเราะอะไรกันเหรอครับ?” ฉิงเทียนที่คิดหาเหตุผลไม่ออก และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าเขานั้นพูดอะไรผิดไป
ราชายมบาลก็ได้มองไปที่ใบหน้าของฉิงเทียนที่ไม่รู้ถึงเหตุผล แต่ก็พวกเขาก็ยังหัวเราะร่ากันอยู่
“ฮ่าๆ ตุลาการลู่ เจ้าช่วยบอกน้องฉิงหน่อยสิว่าพวกเราหัวเราะอะไรกัน?” ราชายมบาลลูบหนวดของเขาแล้วหัวเราะ
ตุลาการลู่ก็ได้หยุดหัวเราะแล้วกล่าว “น้องฉิง วิธีการทำเหล้าพลับพลึงแดงนั้นเป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งยมโลกนั่นแหละไม่ใช่อะไรที่สำคัญ! ถ้าน้องฉิงอยากที่จะรู้ เดี๋ยวข้าจะเขียนสูตรให้เจ้าเลยก็ได้”
“จริงเหรอครับ!” ฉิงเทียนพูดอย่างยินดี เขาคิดว่าถ้าเขาได้สูตรเหล้าพลับพลึงแดงมาเขาก็จะสามารถผูกขาดเหล้าชนิดนี้ได้ แต่ในเวลานี้ดูเหมือนคงจะไม่ได้เสียแล้ว
ฉิงเทียนก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าแล้วทำไมเหล้าพลับพลึงแดงถึงได้มีปริมาณน้อย หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าดอกพลับพลึงแดงนั้นล้ำค่ามาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าดอกพลับพลึงแดงนั้นสามารถพบเจอได้ทั่วถนนยมโลกหรอกเหรอ?
แต่แล้วตุลาการลู่นั้นก็เหมือนกับรู้ในสิ่งที่ฉิงเทียนกำลังคิดอยู่ในใจแล้วกล่าว “ฮ่าๆ น้องฉิงเจ้าคงกำลังคิดอยู่สินะ ในเมื่อสูตรการทำไม่ใช่ความลับอะไร และดอกพลับพลึงแดงก็ไม่ใช่ของหายากในยมโลก แล้วทำไมเหล้าพลับพลึงแดงถึงได้หายากมากสินะ?”
ฉิงเทียนก็ได้ผงกหัวตอบ เขานั้นคิดเป็นร้อยตลบแล้วก็ยังคิดไม่ออก!
“จริงๆแล้ว ไม่ใช่ว่าดอกพลับพลึงแดงทุกดอกจะใช้ทำเป็นเหล้าได้ มีเพียงดอกที่อายุเกิน 5,000 ปีขึ้นไปถึงจะสามารถนำมาใช้ได้” ตุลาการลู่อธิบาย ซึ่งดอกพลับพลึงแดงที่อายุได้แล้วนั้นจะบานอยู่ด้านในๆของถนนยมโลกซึ่งจะเข้าไปเก็บได้ก็ต้องอาศัยพลังของคนในระดับจินเซียนขึ้นไป
“แต่นั่นยังไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุดนะ ส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำเหล้าพลับพลึงแดงก็คือส่วนผสมที่ขาดไปเสียไม่ได้ ส่วนผสมนี้จะเป็นตัวที่ชี้วัดว่าเหล้าที่ทำขึ้นมานี้จะสำเร็จหรือไม่ และส่วนผสมนี้หาได้แค่ในยมโลกเท่านั้น”
“มันคืออะไรเหรอครับ?” ฉิงเทียนถามอย่างสงสัย มันจะต้องเป็นอะไรที่ล้ำค่าในยมโลกมากแน่ๆ
“น้ำแกงยายเมิ่งผอ!” ตุลาการลู่ตอบอย่างไม่คิดอะไร
“อะไรนะน้ำแกงยายเมิ่งผอ!” ฉิงเทียนตกใจ ไม่ใช่ว่าน้ำแกงยายเมิ่งผอนั้นเอาไว้ใช้ทำให้ผู้คนลืมความทรงจำในอดีตชาติหรอกเหรอ?
“ใช่แล้ว มันจะมีน้ำแกงเหลืออยู่ไม่มากนักหลังจากที่ให้เหล่าผีได้ดื่มเพื่อใช้ไปเกิดใหม่ในทุกๆ 1 ปี” ตุลาการลู่กล่าวอย่างอารมณ์ไม่ดี “แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้นคือยายเฒ่าเมิ่งผอนั้นไม่ค่อยจะยอมขายน้ำแกงของเธอให้ด้วย ทำให้เหล้าพลับพลึงแดงนั้นกลายเป็นของหายากไป”
“มันเป็นอย่างนี้นี่เอง” ฉิงเทียนก็ได้เข้าใจขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นว่าส่วนที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือน้ำแกงของยายเมิ่งผอนั่นเอง
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าวิธีการทำเหล้าชนิดนี้นั้นจะยากมากก็ตามที แต่ฉิงเทียนก็ยังอยากที่จะทำเหล้าชนิดนี้ขึ้นมาเองอยู่ดี เพราะสรรพคุณของเหล้าพลับพลึงแดงนั้นมันสุดยอดมากๆ
แต่เหนือสิ่งอื่นใดในการทำเหล้าพลับพลึงแดงนั้นก็คือเขาจะต้องมีส่วนผสมให้ได้เสียก่อน หากปราศจากซึ่งส่วนผสมแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะคือว่างเปล่า
ดอกพลับพลึงแดงนั้นจะสามารถเก็บได้แค่ในยมโลกเท่านั้น และจะต้องมีอายุเกิน 5,000 ปีขึ้นไปด้วย จำเป็นต้องใช้คนระดับจินเซียนไปเก็บถึงจะสำเร็จ แต่ฉิงเทียนเองก็ไม่ได้มีพลังวัตรในระดับจินเซียนด้วย เขาจึงได้ไม่กล้าพอที่จะไปที่ถนนยมโลก
เขาจึงได้ถามเพ่าฝู “เพ่าฝู เธอคิดว่าเราจะสามารถปลูกดอกพลับพลึงแดงเอาไว้ในโลกใบเล็กของผมได้ไหม?”
“แน่นอนว่าได้เจ้าค่ะนายท่าน! หากว่านายท่านสามารถหาดอกพลับพลึงแดงมาได้ พวกเราก็จะสามารถปลูกดอกพลับพลึงแดงได้โดยอาศัยการเลียนแบบสภาพแวดล้อมเจ้าค่ะ” เพ่าฝูตอบอย่างมั่นใจ
“เยี่ยม” ฉิงเทียนพูดอย่างดีใจ ส่วนเรื่องของสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นอย่างถนนยมโลกหรอกเหรอ? ฉิงเทียนแอบคิดในใจ หรือว่าเราควรจะไปขุดดินมาจากถนนยมโลกไว้มีเวลาดีนะ แล้วก็ไปเอาน้ำมาจากในลำธารด้วยจะพอไหมนะ?
แต่จุดที่สำคัญที่สุดก็น้ำแกงของยายเมิ่งผอนี่แหละ “ท่านราชายมบาล, พี่จงขุย, ตุลาการลู่ครับ ผมจะซื้อน้ำแกงเมิ่งผอได้อย่างไรครับ?”
ตุลาการลู่ก็แทบจะสำลักเมื่อได้ยินแล้วกล่าว “น้องฉิงเจ้าคิดที่จะซื้อน้ำแกงจากยายเฒ่าเมิ่งผองั้นเหรอ? ข้าแนะนำให้เจ้าเลิกคิดเช่นนั้นจะดีกว่า”
“ทำไมเหรอครับ?” ฉิงเทียนถามกลับ
“เฮ้อ ก็เพราะนอกจากส่วนแบ่งนิดหน่อยของน้ำแกงเมิ่งผอที่แบ่งให้ยมบาลทั้ง 10 ในทุกปีแล้ว เธอก็จะเก็บที่เหลือทั้งหมดไปน่ะสิ จะขโมยยังหมดสิทธิ์” ตุลาการลู่หยิบเหล้าเข้าปาก แล้วดื่มหมดแก้วรวดเดียว
“นี่ ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วไงตุลาการลู่ ทำไมเจ้าถึงยังได้โกรธข้าเรื่องนั้นอยู่อีกเล่า?” จงขุยหัวเราะ
“ใครบอกว่าข้าโกรธ” ตุลาการลู่เบ้ปากแล้วทำสีหน้าอึมครึม
แล้วราชายมบาลก็ได้พูดด้วยท่าทางแบบผู้อาวุโส “พอได้แล้ว ทุกคนมาดื่มกันเถอะ การแนะนำตัวก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าพวกเจ้าไม่เมาก็อย่าได้กลับออกไป”
ฉิงเทียนจะได้ไม่เกรงใจ หลังจากที่ฟังที่ราชายมบาลแนะนำแล้ว ฉิงเทียนก็เริ่มรู้สึกอยากลองเหล้าพลับพลึงแดงขึ้นมาแล้ว
ทันทีที่เหล้าเข้าปากฉิงเทียน มันก็ได้กลายเป็นของเหลวที่มีทั้งรสชาติหลากรส เปรี้ยว, หวาน, ขม, เค็ม และร้อนทุกอย่างผสมผสานกันอยู่ในปากของฉิงเทียนทันที และท้ายที่สุดรสชาติเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นอาหารชั้นเลิศที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้ ก่อนจะค่อยๆไหลลงไปในลำคอแล้วแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของฉิงเทียน
เมื่อเหล้าพลับพลึงแดงได้ไหลซ่านไปทั่วร่างกายของฉิงเทียน ฉิงเทียนก็ได้ค่อยๆรู้สึกวิงเวียนมากขึ้นเรื่อยๆราวกับจะขาดสติ เขารู้สึกง่วงมากแต่สติของเขาก็ยังครบถ้วนดีอยู่
แล้วฉิงเทียนก็รู้สึกว่าเขาได้กลับกลายเป็นทารกแล้วค่อยๆเติบโตด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า วัยเยาว์ที่ทั้งไร้เดียงสาและเร่าร้อน เข้าสู่วัยเยาว์ที่กล้าหาญและทะเยอทะยาน จนกลายมาเป็นวัยกลางคนที่มีวุฒิภาวะและมั่นคง จนร่วงเข้าสู่วัยชราที่มีคารมและเฉียบแหลม ทั้งหมดนั้นค่อยๆทยอยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาได้กลายเป็นกองขี้เถ้า
การเกิด, แก่ เจ็บและตายของคนคนหนึ่งนั้นเป็นแค่วิวัฒนาการช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ราวกับกำลังส่องกระจกเงาที่ทั้งแปลกประหลาดและบรรยายมาเป็นคำพูดไม่ถูก ถ้าคนอื่นได้มาเห็นเข้าก็คงจะต้องอึ้งกิมกี่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำผิดหรือถูกในชีวิตนั้นๆภาพนั้นจะปรากฏออกมามันไม่ใช่อะไรที่น่าอยากดูสักเท่าไรแน่นอน
แต่การเปลี่ยนแปลงแปลกๆนั่นยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น หลังจากที่คนคนนั้นได้ตายลงไปด้วยอาการป่วย เขาก็ได้เริ่มชีวิตใหม่ เป็นเช่นนี้ไปตั้งแต่เกิดยันตาย แล้วมีเกิดใหม่ยันตาย วนเวียนซ้ำไปจนกระทั่งได้ 9 ชีวิต
ทั้ง 9 คนนี้ได้ถูกเผยให้เห็นทีละคนตั้งแต่เกิดยันตาย มีทั้งที่เกิดมาจนและไม่ได้ทะเยอทะยานอะไรเลยตลอดชีวิตนั้น และมีที่ร่ำรวยและมีอำนาจ มีบางครั้งเกิดมาจิตใจอ่อนแอ เกิดมาพร้อมกับความหิวและหนาวเหน็บแล้วตายอย่างอนาถด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และมีแม้กลายเป็นคนไม่ดีที่ก่ออาชญากรรมและฆ่าคนไปนับไม่ถ้วน จนกระทั่งถูกฆ่าตายอยู่ข้างถนน…..
สิ่งต่างๆตลอดทั้งช่วงชีวิตของ 9 คนนั้นที่ค่อยๆเติบโตผ่านมาทีละคน แล้วจิตของฉิงเทียนก็ได้ไหลไปตามทั้ง 9 คนนั้น แล้วผ่านช่วงต่างๆตลอดทั้งชีวิตของแต่ละคน ในบรรดานั้นมีรสชาติต่างๆกันมีทั้งขึ้นและลง, รักและเกลียด, สุขและเศร้า
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ฉิงเทียนก็รู้สึกว่าภาพนั้นค่อยๆเลือนหายไปจนหมดสิ้น แต่ฉิงเทียนก็ยังคงมองเหม่อไกลๆด้วยสภาพเฉยชา น้ำตาของเขาก็ได้ค่อยๆมารวมกันเป็นหยด แล้วไหลลงมาจากหางตาของเขา
ในช่วงเวลานั้นฉิงเทียนไม่รู้ว่าตัวเขานั้นเป็นใครกันแน่ เขานั้นรู้สึกสับสนแต่ทว่าจิตศักดิ์สิทธิ์ของฉิงเทียนนั้นก็ได้ขยายออกไปอย่างมาก และรู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณที่แกร่งกล้าขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ พลังวัตรของเขาก็ได้เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขารู้สึกราวกับพลังวัตรของเขาอยู่ในระดับเฟยเชิง แต่ระดับบำเพ็ญเพียรของเขายังอยู่ที่ระดับเหอถี่
ในหัวของฉิงเทียนรู้สึกปั่นป่วนมาก ราวกับว่าฉิงเทียนนั้นไม่สามารถที่จะฟื้นมาจากการระลึกชาติทั้ง 9 ได้
จนกระทั่งมีแสงค่อยๆส่องสว่างจากข้างในจิตวิญญาณของเขา ฉิงเทียนที่มีสีหน้าเฉื่อยชาก็ได้ค่อยๆลืมตาขึ้นมาและมองดูรอบๆด้วยสีหน้านิ่งๆ
จนกระทั่งผ่านไปพักใหญ่ๆ…….
ฉิงเทียนก็ได้พ่นลมถอนหายใจออกมา “มันช่างน่าทึ่งจริงๆ!”
ในขณะที่คนอื่นๆเมื่อเห็นว่าฉิงเทียนได้สติคืนมาแล้ว จงขุยก็ได้ถามอย่างสงสัย “น้องฉิง เจ้าได้ระลึกชาติมาได้กี่ชาติล่ะ?”
“9 ชาติครับ!” ฉิงเทียนถามกลับอย่างสงสัย “ไม่ใช่ว่าได้ 9 ชาติเหมือนกันหมดเหรอครับ?”
ราชายมบาลก็ตกใจขึ้นมาเมื่อได้ยินว่าฉิงเทียนนั้นระลึกชาติได้ 9 ชาติ
“มันจะเป็นเก้าชาติได้ยังไง?” จงขุยกล่าวพร้อมกับยิ้มแห้งๆ “ข้าระลึกชาติได้แค่ 6 ชาติเองนะ”
“ข้าก็ 6 เช่นกัน” ตุลาการลู่กล่าวอย่างอิจฉา
9 ชาตินั้นถือว่าเป็นจำนวนที่สุดยอดมาก และความสามารถของฉิงเทียนนั้นที่สามารถระลึกได้ถึง 9 ชาตินั้นเรียกได้ว่าอยู่ในระดับอัจฉริยะเลยทีเดียว
หลังจากที่ดื่มเหล้าพลับพลึงแดงเข้าไปแล้ว ฉิงเทียนก็เริ่มรู้สึกสนใจอาหารบนโต๊ะขึ้นมา เหล้านั้นเยี่ยมมากแน่นอนว่าอาหารก็น่าจะต้องดีไม่แพ้กัน
แต่แล้วก็พบว่าฉิงเทียนนั้นคิดมากเกินไป ถึงแม้ว่าอาหารนั้นรสชาติจะไม่ได้แย่ แต่ก็ห่างชั้นกับเหล้าสัก 8 ชาติได้
อย่างไรก็ดี ฉิงเทียนก็พอจะทานได้บางอย่างไม่ใส่ใจอะไร แต่ราชายมบาล, ตุลาการลู่ และจงขุยนั้นกลับทานกันอย่างเอร็ดอร่อยมาก จนอาหารบนจานหมดเกลี้ยงในเวลาไม่นานนัก
หลังจากที่กินดื่มกันอย่างอิ่มหนำสำราญแล้ว ราชายมบาลก็ได้เริ่มคุยกับฉิงเทียนและปรึกษาเรื่องของงานเทศกาลผีที่จะมาถึง
งานเทศกาลผี หรือที่รู้จักกันในนามวันสารทจีนนั้น คือวันงานที่ปล่อยผีกลับไปยังโลกมนุษย์
“น้องฉิง เจ้าจะต้องช่วยข้าทำงานเทศกาลผีสำเร็จให้จงได้นะ” ราชายมบาลพูดสั่งเขา
แต่ฉิงเทียนก็ยังสงสัยอยู่ในใจ “ไม่ใช่ว่ามันเป็นงานปล่อยผีหรอกเหรอครับ? ผมจำได้ว่าตอนผมยังเด็กผู้คนในหมู่บ้านจะบอกไม่ให้ออกไปไหนในคืนงานเทศกาลผี ถ้าเกิดออกไปอาจจะโดนผีเข้าสิงได้ แต่ผมไม่เคยได้ยินเลยว่าจะมีการจัดแสดงในวันงานเทศกาลผีด้วยเลยนะครับ?”
“น้องฉิง เจ้าพูดถึงสมัยไหนกันน่ะ!” จงขุยอธิบาย “ประตูผีนั้นจะทำการเปิดเองโดยอัตโนมัติ 1 ครั้งในทุกๆปี ในสมัยก่อนมีคนอยู่เป็นจำนวนน้อยมากบนโลกและจำนวนผีก็น้อยเช่นกัน พวกเราในยมโลกเองก็ไม่ได้สนใจอะไร ถ้าผีอยากที่จะออกก็ออกไป! แต่สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ด้วยความที่ประชากรล้นโลก จำนวนผีในยมโลกก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นยมโลกเลยต้องหามาตรการที่จะลดจำนวนผีที่จะออกไปยังโลกมนุษย์ในวันสารทจีน อย่างไรเสียถ้าเกิดมีผีจำนวนมากพากันออกไปที่โลกพร้อมกันทั้งหมด มันก็จะเกิดปัญหาใหญ่ได้ ดังนั้นทางยมโลกจึงต้องหามาตรการด้วยการจัดการแสดงขึ้นมาในวันสารทจีนด้วย เพื่อให้ผีจำนวนมากยอมที่จะอยู่ในยมโลกเพื่อดูการแสดงน่ะ”
“มันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” ฉิงเทียนผงกหัว
“ยิ่งไปกว่านั้นในการจัดแสดงครั้งล่าสุดอู่กวนหวางก็ประสบความสำเร็จงดงามมาก ที่ทำให้เหล่าผีส่วนมากยอมอยู่ในยมโลกได้ และองค์เง็กเซียนก็ได้ลงมาตกรางวัลให้เขาด้วย” ราชายมบาลกล่าว “ดังนั้นข้าจะแพ้เขาไม่ได้”
“แต่ในเวลานี้มีเวลาเหลืออยู่สองเดือนกว่าจะถึงงานเทศกาลผี ซึ่งยังพอมีเวลาอยู่ น้องฉิงเจ้าจะต้องช่วยคิดหาความคิดดีๆออกมาให้ได้นะ” ตุลาการลู่กล่าว
“แล้วก็น้องฉิง ข้าได้เตรียมห้องรับแขกไว้ให้เจ้าแล้ว ก่อนที่เจ้าจะออกจากยมโลกไป เจ้าก็อาศัยอยู่ในตำหนักของข้าไปก่อน! แล้วพรุ่งนี้ให้จงขุยพาเจ้าออกไปเดินชมเมืองยมบาลเพื่อหาแรงบันดาลใจ” ราชายมบาลกล่าว