ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 458 ตระกูลเอ็ดวาร์ด
บทที่ 458 ตระกูลเอ็ดวาร์ด
ที่แท้เธอก็เป็นแวมไพร์นี่เอง ฉิงเทียนพอจะรู้เรื่องของเผ่าแวมไพร์อยู่บ้าง
เผ่านี้เป็นเผ่าที่มีอายุยืนและดื่มเลือดเป็นอาหาร เป็นเผ่าที่ทรงพลังมาในทางยุโรป
แล้วทำไมสมช.ถึงได้ปล่อยให้สัตว์ประหลาดเช่นนี้เข้ามาในประเทศจีนได้นะ? ฉิงเทียนบ่นในใจ
ต่างก็รู้กันดีว่าทางสมช.ได้ทำการเฝ้าดูการเข้าออกประเทศจีนอยู่ตลอด โดยทั่วไปจะมีการห้ามเข้ามาในประเทศจีนหากว่ามีความแข็งแกร่งเหนือคนธรรมดา
แต่ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้จะสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ โดยที่ทางสมช.ไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ
“แล้วคุณเข้ามาในประเทศจีนโดยผ่านสำนักงานรักษาความมั่นคงแห่งชาติของจีนมาได้อย่างไร?” ฉิงเทียนถาม
ไวเคาน์ติสโรสก็ได้ตอบอย่างซื่อตรง “พวกเรามีช่องทางพิเศษสำหรับบริษัทโนเบิลอยู่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะไม่ถูกพบโดยคนของสำนักงานรักษาความมั่นคงแห่งชาติของประเทศจีน”
ดูเหมือนว่าทางสมช.นั้นจะยังไม่สามารถดูแลทั้งจีนได้ดีพอสินะ และดูเหมือนจะมีช่องว่างที่ผู้อื่นรู้อยู่ แต่อย่างไรเสียประเทศจีนนั้นก็มีอาณาเขตที่มากเกินไป และทางสมช.ก็ไม่สามารถควบคุมได้ทุกสิ่ง
“ถ้าเช่นนั้นแล้วจุดประสงค์ของคุณคืออะไร?” ฉิงเทียนก็ได้ถามอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้คือคำถามที่ฉิงเทียนเป็นกังวลอย่างมากที่สุด
ไวเคาน์ติสโรสก็ได้ตอบเยี่ยงหุ่นยนต์ “เป้าหมายของพวกเราคือผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทเทียนเจี้ยนกรุ๊ป”
ผลิตภัณฑ์ใหม่น่าจะคือสองผลิตภัณฑ์ของเทียนเจี้ยนกรุ๊ปที่ต้องการจะนำมาลงตลาดและสามารถทำให้ผู้คนอ่อนเยาว์ลงได้
ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะต้องดึงดูดผู้คนธรรมดาได้เป็นมหาศาลแน่ๆ แต่ก็ไม่นึกไม่ถึงว่าจะดึงดูดคนในเผ่านี้ด้วย ไม่ใช่ว่าคนในเผ่านี้มีอายุยืนเป็นร้อยปีพันปีหรอกเหรอ?
“ผลิตภัณฑ์นี้มันไม่น่าจะมีประโยชน์กับพวกคุณไม่ใช่เหรอ?” ฉิงเทียนถามกลับ
“จริงอยู่ ที่ผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีผลอะไรกับพวกเรามากนัก แต่คนของเราได้ตามหาสิ่งที่อุดมไปด้วยพลังงานเช่นนี้อยู่ ถึงแม้ว่าพลังงานนี้จะเจือจางลงไปมากแล้วก็ตามที แต่มันก็ยังดึงดูดเผ่าโลหิตของพวกเรามากอยู่ดี ดังนั้นตระกูลเอ็ดวาร์ดจึงได้ส่งดิฉันมาเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้”
ภายใต้การควบคุมของน้ำสัจจะ ไวเคาน์ติสโรสก็ได้บอกแทบทุกอย่างที่เธอรู้ โดยที่ไม่มีอะไรปิดบัง
ฉิงเทียนคิ้วขมวด ดูเหมือนว่าเขานั้นจะยังประเมินผู้คนในโลกนี้ต่ำไปจริงๆ
ผลิตภัณฑ์ที่เขาคิดขึ้นมานี้ทำมาจากผลไม้ในโลกเซียน หลังจากที่ผสมลงไปแล้วเขาคิดว่าไม่น่าจะมีใครที่รู้ได้
แต่เขาไม่นึกเลยว่าจะมีคนอื่นที่รู้และต้องการความคิดของเขาไป
แต่ฉิงเทียนก็ไม่ได้กลัวอะไร อย่างไรเสียก็ไม่มีใครในจีนที่กล้าทำอะไรเขาอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับยุโรปและอเมริกา แต่เขาก็เชื่อมั่นในพลังของเขา และคิดว่าไม่มีใครสามารถทำอะไรเขาได้
แต่ในเมื่อตระกูลเอ็ดวาร์ดนั้นได้หมายตาบริษัทเทียนเจี้ยนของเขา เขาก็เริ่มกลัวขึ้นมาเพราะครอบครัวของเขาต้องมาก่อนเสมอ
รู้เขารู้เราสู้ร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ฉิงเทียนจึงได้ตัดสินใจที่จะทำความรู้จักตระกูลเอ็ดวาร์ดเสียก่อน!
“บอกผมเรื่องของตระกูลของคุณในยุโรปที!” ฉิงเทียนถาม
“ตระกูลเอ็ดวานเป็นตระกูลโลหิตขุนนางที่มีมาแต่โบราณ” ไวเคาน์ติสโรสได้กล่าวด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิใจ
“ตระกูลเอ็ดวาร์ดนั้นได้ครองที่นั่งถึง 1 ใน 5 ของสภาศาสนจักรมืด และผู้นำตระกูลของเราท่านดยุค ก็เป็น 1 ใน 3 รองประธานศาสนจักรมืด!”
คำพูดของไวเคาน์ติสโรสนั้นได้ทำให้ฉิงเทียนรู้จักยุโรปเป็นครั้งแรก
“ศาสนจักรมืด? นี่มันคืออะไรกัน? ไม่ใช่ว่าเธอคนของตระกูลเอ็ดวาร์ดหรอกเหรอ?” ฉิงเทียนถามอย่างสงสัย
ไวเคาน์ติสโรสก็ได้อธิบาย “ศาสนจักรมืดคือการรวมกันของตระกูลโลหิตทั้งหมด ในบรรดานั้นมีตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุดอยู่ 4 ตระกูล ซึ่งใน 4 ตระกูลนี้ได้แก่ตระกูลแฮร์ริส, ตระกูลมาร์กาเร็ต, ตระกูลเอ็ดวาร์ดของเรา และตระกูลจอร์จ ทั้งหมด 4 ตระกูลที่มีสายเลือดมาจากดยุค”
“ดยุคนั้นแข็งแกร่งมากไหม?” ฉิงเทียนกล่าว
ถึงแม้ว่าไวเคาน์ติสโรสจะอยู่ในการควบคุมของฉิงเทียน แต่เมื่อเธอได้ยินคำถามของฉิงเทียนแล้ว เธอก็ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา
“แข็งแกร่งแค่ไหนงั้นเหรอ? ความแข็งแกร่งของดยุคนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในจุดสูงสุดของโลกเลยก็ว่าได้ พวกเขามีอายุมานานเกิด 10,000 ปี พวกเขาสามารถบดขยี้แผ่นดินหนึ่งได้ด้วยมือเดียว และพวกเขายังสามารถท่องไปในอวกาศได้อีกด้วย” ไวเคาน์ติสโรสกล่าวอย่างอิจฉา
ฉิงเทียนเองก็เริ่มจะเข้าถึงความแกร่งของดยุคจากที่ไวเคาน์ติสโรสอธิบาย และคิดว่าความแข็งแกร่งของดยุคนั้นน่าจะเทียบเท่าได้กับผู้บำเพ็ญเพียรระดับตู้จี๋
ในขณะที่ฉิงเทียนคิดที่จะถามต่ออีกหน่อยนั้นดูเหมือนว่าไวเคาน์ติสโรสจะฟื้นขึ้นมาแล้ว
“แก, แกทำอะไรกับฉันลงไป?” ไวเคาน์ติสโรสมองไปที่ฉิงเทียนด้วยสายตาที่ระวังตัว
เธอได้ดื่มไวน์แดงเมื่อสักครู่ลงไปแล้วในตอนนั้นเองเธอก็รู้สึกเหมือนร่างกายของเธอไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเธอเลย ไม่ว่าฉิงเทียนถามอะไรเธอก็ตอบหมด และเธอก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งหมดหลังจากที่ฟื้นขึ้นมา
ฉิงเทียนมองไปที่เธอหลังจากที่ตื่นขึ้นมา และบ่นพึมพำว่าประสิทธิภาพของยาสัจจะไม่น่าพึงพอใจเท่าที่ควร สงสัยเขาคงจะต้องให้ความคิดเห็นในแง่ลบในร้านถาวเป่าสวรรค์เสียหน่อยแล้ว
“ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ได้ข้อมูลภายในมาเยอะพอสมควร เช่นตระกูลแวมไพร์เอ็ดวาร์ด และศาสนจักรมืด”
ที่ฉิงเทียนพูดออกมานั้น ทำให้ไวเคาน์ติสโรสมีสีหน้าเย็นชามากขึ้นกว่าเดิม ตัวตนของเธอถูกเปิดเผยแล้ว
แล้วเธอจะอยู่ในจีนต่อไปได้อย่างไร เขารู้เรื่องของกฎเกณฑ์ของสมช.จีนดี ซึ่งใครก็ตามที่เข้ามาในจีนแล้วมีพลังพิเศษจะต้องทำการยืนยันตัวตนและลงบันทึกให้เรียบร้อยเสียก่อน!
“กลับไปบอกตระกูลของคุณด้วยนะว่า สิ่งของในบริษัทเทียนเจี้ยนของผมไม่ง่ายที่จะเอาไปหรอกนะ”
หลังจากที่พูดจบฉิงเทียนก็ไม่ได้หันไปมองไวเคาน์ติสโรสอีก แล้วเขาก็ได้หันหัวแล้วเดินจากไป
ไวเคาน์ติสโรสก็ได้มองไปที่ตัวตนของฉิงเทียนที่จากไป สายตาของเธอเต็มไปด้วยความระแวดระวัง สงสัยและหวาดกลัว
ชายคนนี้เป็นใครกันแน่ แล้วทำไมถึงได้มีความสามารถที่น่ากลัวเช่นนั้น
ประเทศจีนโบราณนี่มันน่ากลัวเหมือนกับที่อยู่ในบันทึกของตระกูลเธอจริงๆด้วย
ในเวลานี้ไวเคาน์ติสโรสก็นึกถึงคำพูดที่ผู้อาวุโสคนหนึ่งในตระกูลเอ็ดวาร์ดของเธอพูดขึ้นมาได้
“ประเทศจีน เป็นประเทศที่เจ้าจะต้องระวังตัวเอาไว้ให้ดี โดยเฉพาะผู้มีพลังพิเศษในประเทศนั้น”
ไวเคาน์ติสโรสในเวลานั้นยังไม่เห็นด้วย อย่างไรเสียประเทศจีนนั้นทั้งเศรษฐกิจและความแข็งแกร่งโดยรวมไม่มีอะไรที่สู้ทางยุโรปได้เลย
แต่ในเวลานี้เธอรู้แล้วว่าเธอคิดผิด
“ดูเหมือนว่าเราคงจะต้องไปที่สำนักงานรักษาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อไปลงทะเบียนและเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมายก่อน แล้วจากนั้นเราจะต้องรู้ให้ได้ว่าฉิงเทียนคนนั้นเป็นใครกันแน่?”
ไวเคาน์ติสโรสก็ได้เผยรอยยิ้มออกมา “ฉิงเทียน คุณคิดเหรอว่าดิฉันจะยอมจบแค่นี้? ยุโรปน่ะไม่ได้มีแค่ตระกูลเอ็ดวาร์ดหรอกนะ และไม่ใช่แค่ศาสนจักรมืดที่สนใจในบริษัทเทียนเจี้ยนของคุณด้วย!”
“บางทีเราอาจจะได้ผลประโยชน์จากการต่อสู้ระหว่างพวกเขาก็ได้”
ฉิงเทียนที่กลับออกมาจากโรงแรมก็ได้เดินทางกลับบ้านของเขา
ซูเสวี่ยก็ได้ยิ้มและมองมาที่ฉิงเทียน
“ที่รัก ทำไมคุณถึงได้มองผมด้วยสายตาแปลกๆแบบนั้นล่ะ?” ฉิงเทียนก็ได้เข้าไปกอดซูเสวี่ยแล้วจูบเธออย่างดุเดือด
เขาและซูเสวี่ยนั้นไม่ได้พบกันมาสักพักใหญ่แล้ว
“ฮึ คุณยังคิดจะกลับมาอีกเหรอ? ฉันนึกว่าคุณจะไปกับแม่สาวต่างชาติในวันนี้ซะแล้ว” ซูเสวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหึงหวง
ฉิงเทียนก็ได้ยิ้มออกมา แล้วจับไปที่มือของซูเสวี่ยแล้วพูด “คุณหึงผมเหรอ?”
“ใครหึงคุณกัน?”
“นี่ที่รัก คุณเข้าใจผมผิดไปนะ ผมก็แค่ไปสืบหาเบื้องหลังของผู้หญิงคนนั้น ว่าพวกเขามีแผนการอะไรกับบริษัทเทียนเจี้ยนของเราหรือเปล่า?” แล้วฉิงเทียนก็ได้ขยับมือข้างหนึ่งของเขาอย่างซุกซน
“อย่าเพิ่งมาทำยุ่มย่ามนะ” ซูเสวี่ยพูดอย่างอายๆ
“ถ้าเช่นนั้นคุณก็บอกเรื่องที่คุณไปสืบมาได้แล้ว?”