ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 47 ศิษย์พี่
บทที่ 47 ศิษย์พี่
ผู้เฒ่าซูมองดูฉิงเทียนที่กำลังคุกเข่าคำนับให้เขา เขาจึงได้พูดขึ้นมา “ทำอย่างนั้นได้ยังไงครับท่านอาจารย์? ลุกขึ้นมาเร็วเข้า!” ในขณะเดียวกัน เขาก็ก้มคำนับให้ฉิงเทียน!
เป็นภาพที่ค่อนข้างประหลาดนิดหน่อย ที่ชายชราหัวขาวก้มหัวคำนับให้กับชายหนุ่มหัวดำอายุแค่เลข 20 เขาไม่สามารถที่จะเป็นอาจารย์ได้เลย ฉิงเทียนมองดูผู้เฒ่าซูที่คุกเข่าคำนับให้เขาแล้วรู้สึกขมขื่นในใจของเขาขึ้นมา เขานั้นไม่สามารถที่จะยอมรับการให้เกียรติเช่นนี้จากผู้อาวุโสเช่นเขาได้ แต่เขาก็ยังคงคุกเข่าคำนับต่อไป!
ปัง ปัง ปัง
มีความรู้สึกเจ็บขึ้นมาที่หน้าผากของเขา และฉิงเทียนก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาในใจ
เสวี่ยเอ๋อ ทำไมคุณไม่มาช่วยผมเกลี้ยกล่อมเขาหน่อย!
การกระทำของฉิงเทียนและผู้เฒ่าซูนั้นได้ทำให้ซูกังและคนอื่นๆที่อยู่ข้างๆเขานั้นต้องตัวแข็งทื่อไปตามๆกัน และให้เวลาอยู่นานมากถึงจะรู้สึกตัวได้ “พ่อครับ เขาเป็นแฟนหนุ่มของเสวี่ยเอ๋อน่ะครับ คุณพ่อจะไปก้มหัวให้เขาได้ยังไงครับ?” เขาพูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆและมองหาคนช่วยเขาดึงผู้เฒ่าซูขึ้นมา ฉิงเทียนที่กำลังร้องไห้อยู่ในใจไม่ได้ก้มหัวคำนับต่อแล้ว แต่เขารู้สึกได้เลยว่าหน้าผากของเขานั้นคงจะแดงและปูดแน่ๆ!
เมื่อได้ยินคำพูดของซูกัง เขาก็พูดเสริมทันที “ใช่แล้วผู้เฒ่าซู ผมเป็นแฟนของเสวี่ยเอ๋อนะครับ ผมต่างหากที่ควรต้องคุกเข่าคำนับคุณ คุณจะทำให้ผมอายุสั้นรึไงครับ?”
ผู้เฒ่าซูผลักซูกังที่กำลังประคองตัวเขาออกไป แล้วดึงแขนของเขากลับมาแล้วพูดกับฉิงเทียนอย่างจริงจังมาก “ในเมื่อข้ายอมรับวิชาแพทย์ของเจ้า เจ้าก็ถือเป็นอาจารย์ของข้า แล้วมันผิดตรงไหนที่ลูกศิษย์จะก้มหัวให้กับอาจารย์กันเล่า ถ้าเจ้าไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์ ข้าก็ไม่ต้องการตำราเล่มนี้!”
เขาโยนตำรานั้นเข้ามือของฉิงเทียนอย่างดื้อรั้น เขามองดูที่ตำราในมือของเขา ฉิงเทียนนั้นไม่คิดว่าผู้เฒ่าซูนั้นจะเป็นคนที่เคารพความเป็นศิษย์อาจารย์มากขนาดนี้และไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น!
ถ้าเขาต้องการที่จะแต่งงานกับหลานของเขา เขาย่อมไม่สามารถที่จะเป็นอาจารย์ได้ ไม่อย่างนั้นการลำดับรุ่นจะวุ่นวายเกินไป! ฉิงเทียนจึงทำได้แค่มองไปที่ซูเสวี่ยเพื่อขอความช่วยเหลือ!
สายตาของฉิงเทียน: เสวี่ยเอ๋อ ทำไมคุณปู่ของคุณถึงได้หัวแข็งมากขนาดนี้ เขาไม่ยอมรับสิ่งที่ผมให้ด้วยความหวังดีเลย!
สายตาของซูเสวี่ย: คุณปู่ของฉันนั้นเป็นคนที่ความเคารพอาจารย์อย่างนี้แหละ คุณไม่รู้ซะแล้ว
สายตาของฉิงเทียนที่อยากจะร้องไห้: ผมก็แค่อยากจะสร้างความประทับใจให้คุณปู่ของคุณก็เท่านั้น! ถ้าผมยอมรับเขาเป็นศิษย์ ผมก็ไม่สามารถเป็นหลานของเขาได้น่ะสิ แล้วผมจะแต่งงานกับคุณได้อย่างไร!
สายตาของซูเสวี่ยที่จ้องมาที่เขา: ใครกันแน่ที่เป็นอาจารย์ หากคุณคิดไม่ออกละก็ดูฉันนี่!
หลังจากที่สื่อสารกันด้วยตาเสร็จ ฉิงเทียนก็มองไปที่ซูเสวี่ยด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข แล้วก็เห็นซูเสวี่ยเดินไปหาผู้เฒ่าซูที่กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดที่กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้จึงได้นั่งคุกเข่าแล้วแสยะยิ้ม “คุณปู่คะ ทำไมคุณปู่ไม่รับฉิงเทียนเป็นลูกศิษย์แทนล่ะคะ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องของการลำดับความอาวุโสด้วย? และคุณปู่ก็จะได้ตำราเล่มนี้ด้วยยังไงล่ะคะ”
ผู้เฒ่าซูตาเบิกกว้างแล้วสีหน้าเขาก็ดีขึ้นมา “นั่นสิ ทำไมข้าถึงคิดไม่ออกนะ!”
อาจารย์อะไรกันเล่า! ก็แค่เอาลำดับมาไล่เลียงใหม่เองนี่นา ฉิงเทียนพูดบ่นในใจของเขา แต่เขาไม่สามารถที่จะพูดออกมาได้ เขาจึงได้รีบเข้าไปหาแล้วพูดขึ้น “เสวี่ยเอ๋อ เป็นความคิดที่เยี่ยมไปเลย”
“ผู้เฒ่าซูครับ ตำราเล่มนี้เป็นของท่านนะครับ แล้วถ้าท่านอาจารย์รับผมเป็นลูกศิษย์ ท่านก็จะยังเป็นผู้อาวุโสของผมอยู่!”
ฉิงเทียนยื่นตำราให้กับผู้เฒ่าซูด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่ผู้เฒ่าซูกลับไม่รับและส่ายหัว
พอเห็นแบบนี้แล้วก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก ปฏิเสธความหวังดีของผู้อื่นขนาดนี้ทำให้ฉิงเทียนรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจยังไงพิกล
“ถ้าเจ้าจะให้ข้ายอมรับตำราเล่มนี้เจ้าจะต้องสัญญากับข้าก่อน” ผู้เฒ่าซูลูบหนวดของเขาแล้วยิ้มออกมา
“ว่ามาเลยครับ ว่ามาเลย!” ฉิงเทียนพูดขึ้นมาอย่างต้อยต่ำมากขึ้นไปอีก
เมื่อเห็นฉิงเทียนยอมตกปากรับคำแล้ว ผู้เซ่าซูก็ได้พูดขึ้นมา “ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ที่จะรับศิษย์ในฐานะอาจารย์แล้วละก็ แต่ไม่เป็นไรสินะหากว่ารับศิษย์ในฐานะมีอาจารย์คนเดียวกัน!”
“หา ยอมรับศิษย์ในฐานะที่เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียว!” ฉิงเทียนอ้าปากค้าง แต่ว่านี่จะไม่เป็นการเอาเปรียบซูกังและซูเสวี่ยงั้นเหรอ พอเขาหันไปมองสีหน้าที่ตัดสินใจแล้วของผู้เฒ่าซู ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครที่จะพูดอะไรได้อีก!
ซูเสวี่ยและซูกังที่ใกล้ๆนั้นก็ตาเบิกค้างและมองดูผู้เฒ่าซู โดยเฉพาะซูกังที่ดูทีท่าไม่พอใจ “คุณพ่อครับ แล้วผมจะทำอย่างไรล่ะครับถ้าคุณพ่อทำแบบนี้?”
“ก็ไปคิดเอาเองสิ” ผู้เฒ่าซูมองดูซูกังด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจก่อนจะหัวเราะขึ้นมา “ฮ่าๆ ข้าขอคารวะศิษย์พี่!”
ขณะที่ผู้เฒ่าซูกำลังโค้งคำนับ ฉิงเทียนก็มองดูซูเสวี่ยและคนอื่นๆที่ยิ้มแบบช่วยไม่ได้ จึงได้ประคองเขาขึ้นมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พอได้แล้วครับ ผู้เฒ่าซูลุกขึ้นเถอะครับ!”
“เจ้าจะต้องเรียกข้าว่าศิษย์น้องสิ!” ผู้เฒ่าซูยิ้มจากนั้นเขาก็หยิบตำราของฉิงเทียนขึ้นมาแล้วเดินไปที่ประตูอย่างเร่งรีบ
“ศิษย์พี่ พักผ่อนตามสบายอัธยาศัยนะครับ”
มองดูท่าทีของผู้เฒ่าซู ซูเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ฉิงเทียนกัดริมฝีปากของเขาไว้ไม่ให้หัวเราะออกมา เพราะเขานั้นกลายเป็นลุงของว่าที่พ่อตาของเขาไปเสียแล้วเขาจึงต้องระวังตัว!
แต่ฉิงเทียนก็อดไม่ได้ที่จะแอบรู้สึกภูมิใจ: ฮ่าๆ รู้สึกเท่ชะมัดเลยที่ได้เป็นผู้อาวุโสกว่าของพ่อตาตัวเองเนี่ย! แต่ฉิงเทียนได้แค่คิดเท่านั้น แน่นอนว่าเขาไม่กล้าที่จะพูดออกมา ในขณะที่ซูกังมองดูฉิงเทียนอย่างไม่พอใจ เขาได้แต่มองดูพ่อของเขาที่เดินออกไป จึงได้ตามออกไปด้วย เขาไม่ต้องการที่จะเผชิญหน้ากับฉิงเทียนตามลำพังในตอนนี้
เหลือแค่เพียงฉิงเทียนกับซูเสวี่ยตามลำพังในห้อง ฉิงเทียนจึงอดทนไม่ไหวอีกต่อไป “ฮ่า ฮ่า…”
“เสวี่ยเอ๋อ เรียกข้าว่าท่านปู่ฉิ’สิ!” ฉิงเทียนหยอกล้อซูเสวี่ยด้วยนิ้วของเขา
ซูเสวี่ยจ้องไปที่ฉิงเทียน “คิดอะไรไม่ดีอีกแล้ว”
“หืม เธอไม่ให้ความเคารพปู่ฉิงของเธอรึ” เขาพูดขึ้นมาพร้อมกับอุ้มซูเสวี่ยขึ้นมาบนเตียง
“ว๊าย กำลังจะทำอะไรนะ?” ซูเสวี่ยเองก็แกล้งทำเป็นถูกข่มเหง
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงมีเสียงดัง “ปัง” ขึ้นมา แล้วซูกังก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ “ผู้ว่าหวังมาขอพบ!”
พูดจบเขาก็ปิดประตูอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง “ปัง” อย่างรุนแรง
ในเวลานี้ฉิงเทียนมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างอ้ำอึ้ง แล้วหลังจากนั้นเขาก็ถามขึ้นมาด้วยเสียงอ่อยๆ “เสวี่ยเอ๋อ คุณคิดว่าพ่อของคุณจะได้ยินที่พวกเราพูดกันเมื่อสักครู่ไหม?”
เมื่อเห็นท่าทีของฉิงเทียนแล้ว ซูเสวี่ยก็เอามือปิดปากของเธอแล้วยิ้มก็มา “หนูไม่รู้ด้วยหรอก คุณปู่ฉิง!” เมื่อเธอพูดจบเธอก็ลุกออกจากเตียงแล้วรีบออกไปทันที
“โอ้สวรรค์ ทำไมเมื่อสักครู่เราถึงได้ทำตัวแย่ขนาดนั้นด้วยนะ! แล้วว่าที่พ่อตาก็ได้ยินเข้าแล้วด้วย แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีเนี่ย?” ฉิงเทียนเดินออกจากห้องไปด้วยสีหน้าที่ท้อแท้
ที่ด้านนอกซูกังและหวังเห่านั้นกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะ พวกเขากำลังคุยกันและหัวเราะกันซึ่งดูไม่เหมือนกับตอนก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับหวังอี้ที่วันนี้เธอสวมเสื้อนอกสีขาวซึ่งกำลังคุยอยู่กับซูเสวี่ยที่นั่งอยู่ใกล้ๆกัน ซึ่งไม่รู้ว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่แต่มีเสียงหัวเราะ “คิกคัก” ออกมาเป็นครั้งคราวไม่หยุด
ฉิงเทียนจัดแจงเสื้อผ้าของเขาอยู่ก็ได้เดินเข้ามาจากประตู! เมื่อหวังเห่าพบว่าฉิงเทียนมาแล้ว เขาซึ่งกำลังพูดคุยพร้อมกับยิ้มเมื่อสักครู่ ก็ได้ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินมาหาฉิงเทียน ก่อนจะจับมือของฉิงเทียนแล้วพูดด้วยความซาบซึ้งใจ “ช่างเป็นฮีโร่ที่ยังหนุ่มจริงๆ ฉันไม่คิดว่าคุณจะเก่งเรื่องวิชาการรักษาคนทั้งๆที่อายุยังน้อยเช่นนี้”
ฉิงเทียนพูดอย่างถ่อมตัว “ผู้ว่าฯหวังครับ วิชาการแพทย์ของผมนั้นยังแค่พื้นๆเท่านั้นครับ”
“ฮ่าๆ ต่อไปฉันจะเรียกคุณว่าเสี่ยวเทียน!”
“ครับ” ฉิงเทียนผงกหัว ผู้ว่าฯเมืองโม๋ตูเรียกเขาว่าเสี่ยวเทียนนั้นเขาจึงผงกหัวรับอย่างตื่นเต้น แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเขาเมื่อก่อนนี้ที่จะได้พบกับคนในระดับอย่างเขาเช่นนี้
“เสี่ยวเทียน นายจะเรียกฉันว่าลุงหวังก็ได้นะ และไม่ต้องถ่อมตัวมากขนาดนั้นก็ได้เจ้าหนุ่ม ขาของอี้เอ๋อหายดีหลังจากที่นายรักษาเมื่อวานนี้! ทั้งๆที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้โดยหมอมีชื่อเสียงตั้งมากมายแท้ๆ”
“ลุงหวังก็กล่าวชมผมมากไปแล้ว เดี๋ยวผมก็เหลิงกันพอดีถ้าคุณเอาแต่พูดอย่างนั้น!” ฉิงเทียนก็พูดขึ้นมาอย่างอายๆ
“ลุงหวัง ขอผมดูอาการของหวังอี้หน่อยได้ไหมครับ!”
“เอาสิ!” แล้วหวังเห่าก็จูงมือของฉิงเทียนพาเดินไปหาหวังอี้
เมื่อวานนี้ หลังจากที่ฉิงเทียนรักษาหวังอี้เสร็จแล้ว ฉิงเทียนก็ได้หมดสติไปทำให้หวังเห่าและคนอื่นๆกลัวขึ้นมาและคิดว่าอาจจะมีอะไรผิดปกติก็ได้ เขาจึงคิดว่าน่าจะเป็นการดีกว่าที่จะให้ฉิงเทียนยืนยันว่าไม่เป็นไร ในตอนที่หวังเห่ากำลังพาหวังอี้กลับบ้านนั้น ระหว่างทางหวังอี้ก็พูดอย่างตื่นเต้นว่าเธอมีความรู้สึกที่ขาของเธอแล้ว หวังเห่าที่ตื่นเต้นจึงได้ขับไปที่โรงพยายาล ซึ่งจากผลการตรวจ แพทย์ก็ได้อุทานด้วยความตกใจว่า “ปาฏิหาริย์” ดังนั้นหวังเห่าและหวังอี้จึงได้มาหาที่นี่แต่เช้าตรู่