ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 72 ฉิงหยูที่กำลังมีปัญหา
บทที่ 72 ฉิงหยูที่กำลังมีปัญหา
“เป็นห่วงผมงั้นเหรอ? ผมกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำคือดุผมเท่านั้น” หลิวไห่ทำสีหน้าแบบไม่เชื่อ
หลังจากที่ได้ยินที่หลิวไห่พูด หลิวซิงหยุนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาและเดินออกไปนอกห้อง มองไปที่ด้านหลังหลิวซิงหยุน หลิวตันก็ได้ดุเขา “นายพูดแบบนั้นกับพ่อได้อย่างไร? ทุกครั้งที่นายไปก่อเรื่องวุ่นวาย ก็เป็นคุณพ่อที่คอยไปตามล้างตามเช็ดเรื่องของนายอยู่ทุกครั้งไป!”
หลังจากที่ถูกดุโดยหลิวตัน หลิวไห่ก็ดูเหมือนจะสำนึกผิดแล้วก้มหัวของเขาลงไป เมื่อเห็นว่าหลิวไห่นั้นสำนึกผิดแล้ว หลิวตันจึงได้ปลอบเขา “เสี่ยวไห่ ไม่ว่าจะต้องเสียเท่าไร พี่ก็จะต้องทำให้นายกลับมาลุกขึ้นยืนได้”
“พี่ครับ พี่จะต้องหาทางรักษาผมให้ได้นะครับ ผมไม่อยากที่จะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์นอนติดเตียงไปตลอดชีวิตของผมเช่นนี้ ผมจะต้องหายนะครับ”
ในขณะเดียวกันทางด้านของฉิงเทียนนั้นเขากำลังให้น้ำวิญญาณกับจ้าวก่างและหวงเห่าไป แล้วทั้งสองคนก็ได้แยกย้ายกันกลับบ้าน โดยก่อนที่พวกเขาจะกลับฉิงเทียนก็ได้บอกให้พวกเขาตั้งใจฝึกวิชาและอย่าได้แสดงพลังให้ใครเห็นสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด แน่นอนว่าฉิงเทียนนั้นไม่ได้กลัวว่าพวกเขาจะแสดงพลังอยู่แล้ว เพราะวิชาที่ที่ฉิงเทียนให้พวกเขาไปนั้นไปได้ถึงแค่ขั้นฝึกพลังฉีเท่านั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะฉิงเทียนนั้นขี้งกแต่อย่างใด แต่สมองของพวกเขานั้นสามารถรับวิชาได้แค่ขั้นฝึกพลังฉีเท่านั้น
แล้วทำไมฉิงเทียนนั้นถึงสามารถรับข้อมูลที่มากขนาดนั้นได้? เป็นเพราะว่าร่างกายของฉิงเทียนนั้นได้ถูกแปรเปลี่ยนไปโดยยาอมฤตของไท่ซ่างเหล่าจวิน แน่นอนว่าไม่มีทางที่พวกเขาที่ถูกแปรเปลี่ยนโดยน้ำวิญญาณนั้นจะสู้ได้
จริงๆแล้วฉิงเทียนนั้นเคยคิดที่จะซื้อยาอมฤตให้จ้าวก่างและพรรคพวกอยู่ แต่แล้วเขาก็พบว่าราคานั้นสูงถึง 100 ล้านหินเซียน ซึ่งพบว่ายาของไท่ซ่างเหล่าจวินนั้นจริงๆแล้วราคาสูงมาก ดังนั้นฉิงเทียนจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องล้มเลิกความคิดนี้ไป เขานั้นไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อได้ ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้น้ำวิญญาณเพื่อเสริมร่างกายของพวกเขาแทน ฉิงเทียนเองจึงได้วางแผนที่จะเตรียมหินวิญญาณเอาไว้สำหรับที่จะเสริมความแข็งแกร่งของพวกเขา
แต่แล้วฉิงเทียนก็ได้คิดในใจ: ดูเหมือนว่าหินเซียนที่เรามีอยู่ตอนนี้ไม่น่าจะเพียงพอทำให้แผนการนี้ของเราสำเร็จได้แน่ เดิมทีฉิงเทียนนั้นดูในบัญชีของเขาแล้วพบว่าเขานั้นมีเกิน 10000 หินเซียนแล้ว เขาจึงได้คิดที่จะซื้อยาอมฤตแบบที่ถูกให้ซูเสวี่ย ฉิงหยู จ้าวก่าง หวงเห่า และหวังเทียนจิ่ง ทั้งหมดก็ 5 เม็ด ซึ่งอย่างถูกก็ต้องใช้ถึง 500000 หินเซียน
“พระเจ้า แล้วเมื่อไรผมจึงจะมีหินเซียนพอเนี่ยล่ะเนี่ย!” ฉิงเทียนตะโกนขึ้นท้องฟ้า
ในขณะที่ฉิงเทียนกำลังใส่อารมณ์อยู่นั้นเอง โทรศัพท์ของฉิงเทียนก็ได้ดังขึ้นมา เมื่อมองดูก็พบว่ามีเบอร์ที่ไม่รู้จักโทรเข้ามา เขาจึงพูดขึ้น “ใครกันหว่า หรือว่าจะเป็นโทรศัพท์ขายของกันนะ?” แต่ฉิงเทียนก็ยังรับสายอยู่ดี แล้วพบว่าเป็นเสียงที่ฟังดูเข้มแข็งของชายวัยกลางคนดังขึ้นมาจากปลายสายของโทรศัพท์ “ใช่คุณฉิงเทียนรึเปล่าครับ?”
“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครเหรอครับ?” ฉิงเทียนถามกลับอย่างสงสัย
“คุณคือพี่ชายของฉิงหยูใช่หรือไม่ครับ?” แล้วคนจากปลายสายก็พูดถามกลับมา
เมื่ออีกฝ่ายพูดถึงฉิงหยูขึ้นมา ฉิงเทียนก็ได้คิ้วขมวดแล้วถามอย่างกระวนกระวาย “ใช่ครับ ผมคือพี่ชายของฉิงหยูเองครับ เกิดอะไรขึ้นกับน้องชายของผมเหรอครับ?”
“ผมโทรมาจากสถานีตำรวจนะครับ ตอนนี้พวกเราแค่อยากจะมาแจ้งคุณให้ทราบว่า น้องชายของคุณนั้นตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมครับ และตอนนี้พวกเราได้จับกุมตัวเขาเอาไว้แล้ว!”
“น้องชายผมจะฆ่าคนได้อย่างไรกันครับ?” ฉิงเทียนนั้นไม่เชื่อว่าจะเป็นเขาทันที “น้องชายของผมนั้นเป็นคนที่ขี้กลัวมาตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็กแล้วและไม่เคยที่จะทะเลาะกับคนอื่นเลย มีการเข้าใจอะไรผิดกันเกิดรึเปล่าครับ?”
“ใจเย็นๆก่อนนะครับคุณฉิงเทียน ตอนนี้ทางเรายังมีแค่หลักฐานต้องสงสัยเท่านั้น ยังไม่มีหลักฐานที่ใช้มัดตัวเขาครับ”
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้!” ฉิงเทียนพูดอย่างซ้ำๆ “เกิดอะไรขึ้นกับน้องชายของผมกันแน่?”
ที่ปลายสายเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูด “เพื่อร่วมห้องของฉิงหยูน้องชายคุณนั้นถูกฆ่าตายด้วยสารเคมีครับ! ดังนั้นคนทั้งสามคนที่อยู่ในหอพักเดียวกันนั้นจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยทั้งหมดครับ ผมแนะนำให้คุณเดินทางมาที่โดยเร็วที่สุดครับ!”
“ได้ครับ ขอบคุณมากครับ ผมจะรีบไปที่จิงตูโดยเร็วด่วนครับ”
หลังจากพูดจบ ฉิงเทียนก็รีบวางสายและจัดเตรียมข้าวของแล้วรีบไปที่สนามบินทันที
ระหว่างทาง ฉิงเทียนกูพูดขึ้นมา “อย่างเสี่ยวหยูนั้นจะไปฆ่าคนได้อย่างไรกัน! จะต้องมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นแน่ๆ” สำหรับพี่ชายอย่างเขาแล้ว ย่อมรู้ดีที่สุดว่าฉิงหยูนั้นเป็นคนอย่างไร!
แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาขณะที่เดินไปตามถนนแล้วโทรหาซูเสวี่ย “เสวี่ยเอ๋อ ผมจะไม่อยู่บ้านนะ ผมกำลังไปที่เมืองหลวง”
เมื่อได้ยินเสียงของฉิงเทียนที่ฟังดูกระวนกระวาย ซูเสวี่ยก็ได้ถามกลับอย่างเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอฉิงเทียน?”
เขาเรียกแท็กซี่ให้จอดแล้วขึ้นรถให้ไปส่งที่สนามบิน “เสวี่ยเอ๋อ น้องชายของผมกำลังมีปัญหาน่ะ ผมจึงต้องรีบไปที่จิงตูโดยด่วน!”
“น้องชายของคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เมื่อซูเสวี่ยได้ยินว่าเป็นเรื่องของฉิงหยู ซูเสวี่ยเองก็ทราบว่าฉิงเทียนนั้นเป็นห่วงเรื่องของฉิงหยูมากที่สุดแล้ว และในตอนนี้ฉิงหยูก็กำลังเจอปัญหา ฉิงเทียนคงจะต้องเป็นกังวลมากแน่ๆ “เดี๋ยวฉันจะรีบไปที่สนามบินเดี๋ยวนี้ ใจเย็นๆก่อนนะฉิงเทียน”
ฉิงเทียนนั้นยังไม่สามารถที่จะตอบกลับได้ในตอนนี้ เขากำลังเงียบและมองดูรถที่กำลังขับสวนกันไปมารอบๆตัวเขา ในขณะที่เขากำลังเป็นกังวล เขานั้นเพิ่งจะโทรคุยกับฉิงหยูเมื่อไม่กี่วันก่อน และบอกว่าเขานั้นได้เป็นรุ่นพี่แล้ว แล้วจู่ๆเขาจะฆ่าคนในหอพักได้อย่างไร แล้วยิ่งเขาคิดมากเท่าไรฉิงเทียนก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นเท่านั้น แล้วคิ้วของเขาก็ขมวดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆด้วย ดูเหมือนว่าถ้าเขาอยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาก็ต้องเดินทางไปพบเสี่ยวหยูที่จิงตูอย่างเดียวเท่านั้น! ฉิงเทียนตัดสินใจอย่างแน่วแน่
หลังจากนั้นสักพัก ฉิงเทียนก็ได้เดินทางมาถึงที่สนามบินโม๋ตู แล้วเขาก็ได้เดินไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วแล้วพูดอย่างเร่งรีบกับพนักงานขาย “ขอเครื่องที่จะออกไปจิงตูโดยด่วนที่สุดครับ!”
“ได้ค่ะคุณลูกค้า โปรดรอดิฉันตรวจสอบสักครู่นะคะ!” พนักงานทำการตรวจสอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ “เที่ยวบินที่ใกล้ที่สุดตอนนี้คือเที่ยวบินที่ 23.11 นาฬิกาค่ะ”
ฉิงเทียนมองดูนาฬิกาแล้วพบว่าตอนนี้เพิ่งจะบ่าย 4 โมงเท่านั้น อีกตั้ง 7 ชั่วโมงถึงจะ 5 ทุ่มจึงได้ถามอย่างกระวนกระวาย “ไม่มีเครื่องที่เร็วกว่านี้แล้วเหรอครับ?”
“ขออภัยด้วยค่ะคุณลูกค้า นี่คือเที่ยวบินที่เร็วที่สุดแล้วค่ะ!” พนักงานตอบอย่างช่วยไม่ได้
ฉิงเทียนจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องบอกไป “ก็ได้ครับ ถ้างั้นผมขอตั๋วชั้นธุรกิจ 1 ที่ครับ”
หลังจากที่จ่ายเงินไปและรับตั๋วเครื่องบินมา ฉิงเทียนก็มองหาที่นั่งพักและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดหาเบอร์ของฉิงหยูแล้วโทรออก
“ขออภัยด้วยค่ะ เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้…” ฉิงเทียนจึงได้โยนโทรศัพท์ของเขาไปตรงที่นั่งอย่างหัวเสียก่อนที่จะใช้มือจับผมของเขาอย่างกระวนกระวายใจ!
ทันใดนั้นเองฉิงเทียนก็รู้สึกได้ถึงร่างกายที่นุ่มนิ่มที่กำลังโอบกอดเขาอยู่และได้กลิ่นหอมที่เฉพาะตัวของซูเสวี่ย ฉิงเทียนจึงรู้ได้ทันทีว่าซูเสวี่ยนั้นมาถึงแล้ว ฉิงเทียนจึงได้เอาหัวลงไปนอนที่ตักของซูเสวี่ยอย่างเงียบๆและไม่ได้พูดอะไรออกไป
เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีของฉิงเทียน ซูเสวี่ยเองก็อดไม่ได้ที่จะเจ็บปวดไปด้วย นี่เป็นครั้งแรกของเธอที่เห็นว่าฉิงเทียนนั้นทุกข์ร้อนมากถึงขนาดนี้ ถึงจะเคยมีเวลาที่เขาหนีการถูกไล่ฆ่าแต่เขาเองก็ยังมีสีหน้าที่มั่นใจได้อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับฉิงหยูในเวลานี้กันแน่นะ?
ซูเสวี่ยจึงได้ถามออกไปอย่างอ่อนโยน “ฉิงเทียน เกิดอะไรขึ้นกับฉิงหยูอย่างนั้นเหรอ?”
ฉิงเทียนที่กำลังนอนอยู่ที่ตักของซูเสวี่ยนั้น ฉิงเทียนนั้นรู้สึกว่าตัวเขานั้นเหมือนได้พบกับท่าเรือที่สงบเงียบแล้วจึงได้ตอบกลับไป “เมื่อสักครู่ สถานีตำรวจจิงตูได้โทรมาและบอกว่าเพื่อนร่วมห้องของฉิงหยูนั้นตายด้วยสารเคมี ซึ่งเพื่อนร่วมห้องทั้ง 3 คนรวมฉิงหยูได้ถูกจับในฐานะผู้ต้องสงสัยแล้ว!”
เมื่อได้ยินว่าเสี่ยวหยูเป็นฆาตกร ซูเสวี่ยก็ได้พูดปลอบเขา “ฉิงเทียนทำใจให้สบายนะ ฉิงหยูจะต้องไม่ได้เป็นคนทำแน่ๆ เขาจะต้องไม่เป็นไร! ตอนนี้คุณจะต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อช่วยฉิงหยูนะ!”
“อื้ม เสวี่ยเอ๋อ ผมทราบแล้วผมจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด!” ฉิงเทียนกล่าว “เสวี่ยเอ๋อ ผมซื้อตั๋วตอน 5 ทุ่มมาแล้ว ผมคงไม่ได้อยู่กับคุณหลายวันหน่อยนะ
“อื้ม ตอนนี้เรื่องของฉิงหยูนั้นสำคัญที่สุดแล้ว หรือว่าคุณต้องการให้ฉันเดินทางไปกับคุณด้วยดีล่ะ?” ซูเสวี่ยเสนอ
เมื่อได้ยินที่ซูเสวี่ยเสนอ ฉิงเทียนเองก็อยากที่จะให้ซูเสวี่ยนั้นไปกับเขาด้วย แต่เขาคิดว่าซูเสวี่ยนั้นเพิ่งจะออกจากบริษัทมาได้ไม่นาน และเขารู้ไม่รู้ด้วยว่าเรื่องในครั้งนี้ผลจะออกมาอย่างไร เขาไม่อยากที่จะให้เธอมาร่วมทุกข์ไปเขาด้วย ฉิงเทียนจึงได้คิดที่จะตอบปฏิเสธไป!
“ไม่เป็นไรหรอกเสวี่ยเอ๋อ ผมจะไปคนเดียว ถ้าผมต้องการให้คุณช่วยผมจะติดต่อมาหาคุณเอง