วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 100 ตั๊กแตนจับจักจั่น นกกระจอกเหลืองอยู่เบื้องหลัง
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 100 ตั๊กแตนจับจักจั่น นกกระจอกเหลืองอยู่เบื้องหลัง
“พี่เมิ่งฝาน” หลี่เสวี่ยโหรวเอ่ยขึ้นด้วยความกังวล “ตัวเสี่ยวชิงนั้นมหึมานัก การจะพามันลอบออกจากแดนอสูรแห่งนี้คงมิใช่เรื่องง่าย และอาจดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไป”
เมิ่งฝานขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางครุ่นคิด ร่างกายที่ยาวหลายเมตรของมังกรน้ำเขียวนั้นสะดุดตาเกินไปจริง ๆ หากพาเดินสุ่มสี่สุ่มห้าออกไปย่อมเกิดปัญหาตามมามิจบสิ้น
ทว่าราวกับจะหยั่งรู้ใจนาย ทันทีที่เห็นเมิ่งฝานแสดงท่าทีกังวล ร่างกายอันโอ่อ่าของเสี่ยวชิงก็เริ่มสั่นสะเทือนและหดตัวลงอย่างฉับพลัน!
เมิ่งฝานเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เจ้าอสูรตนนี้มีพรสวรรค์ที่น่าตื่นตะลึงเกินความคาดหมายจริง ๆ ความสามารถในการยืดหดขนาดย่อขยายร่างกายได้ตามใจนึกเช่นนี้ มิต่างอะไรกับ ‘กระบองเทพสมุทร’ ของราชาวานรในตำนานเลยมิใช่หรือ?
เพียงอึดใจเดียว เสี่ยวชิงก็หดร่างจนเหลือขนาดเพียงเท่าปลายนิ้วก้อย เมื่อเทียบกับร่างเดิมที่ประดุจขุนเขายามนี้มันช่างจิ๋วหลิวราวกับธุลีดิน ทว่าแม้กายจะเล็กลง แต่ความเร็วกลับทวีคูณ พริบตาเดียวมันก็พุ่งวับไปขดตัวอยู่บนไหล่ของเมิ่งฝาน พร้อมกับปรายตามองหลิวเยียนผิงด้วยสายตาหยิ่งยโสอย่างผู้เหนือกว่า
“ข้าเคยได้ยินมาว่า…” หลิวเยียนผิงอุทานด้วยความตื่นเต้น “อสูรที่สามารถแปรสภาพย่อขยายร่างกายได้อย่างอิสระนั้น ล้วนเป็นสายเลือดระดับสูงที่หาได้ยากยิ่ง! หากมันเติบโตขึ้นย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ระดับราชันอสูรหรือบรรพชนอสูรได้เลย เมิ่งฝาน ครานี้เจ้าคว้าสมบัติล้ำค่าที่มีชีวิตมาได้จริง ๆ!”
เมื่อได้รับคำชม เสี่ยวชิงก็เชิดคางขึ้นสูงอย่างลำพองใจยิ่งกว่าเดิม
เมิ่งฝานเพียงยิ้มรับอย่างสงบ ตั้งแต่ที่เขาเห็นกรงเล็บทั้งสี่และนิ้วทั้งสามของมัน เขาก็รู้แจ้งแล้วว่านี่มิใช่มังกรน้ำสามัญ หลิวเยียนผิงเพิ่งจะมาเอ่ยปากชมเอาป่านนี้ มิได้ช่วยให้นางดูเป็นผู้รอบรู้ขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
สามคนหนึ่งมังกรเริ่มออกเดินทางท่องไปในแดนอสูรอีกครั้ง พร้อมกับไล่ล่ากวาดล้างเหล่าอสูรร้ายไปตลอดทาง
สิบวันผ่านไปไวประหนึ่งกะพริบตา ในช่วงเวลานี้ หลิวเยียนผิงและหลี่เสวี่ยโหรวพลันพบว่าพวกนางมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมาหนึ่งตน!
เดิมทีหน้าที่สังหารอสูรเป็นของสองดรุณี ทว่ายามนี้เสี่ยวชิงกลับกระโจนเข้าแย่งชิงผลงานอย่างกระตือรือร้น ในทางทฤษฎีมันเองก็เป็นอสูร ควรจะเห็นใจพวกพ้องเดียวกันบ้าง ทว่าเสี่ยวชิงกลับลงมือสังหารเหล่าปีศาจอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตไร้ความปรานีแม้เพียงนิด!
มิใช่เพียงแค่ฆ่า แต่มันยังนิยมชมชอบการกลืนกินทั้งเป็น หรือไม่ก็ถลกหนังอสูรเหล่านั้นด้วยวิธีการที่นองเลือดที่สุด
เมิ่งฝานอดรนทนมิได้จนต้องเอ่ยถามถึงความผิดปกตินี้
เสี่ยวชิงกลับตอบอย่างหน้าตายว่า “รายงานนายท่าน ในสายตาข้า มีเพียงเผ่าเจียวหลงเท่านั้นที่เป็นพวกเดียวกัน สิ่งอื่นใดนอกจากนั้นล้วนเป็นคนแปลกหน้า! พวกเราเจียวหลงล่าอสูรอื่นกิน ก็มิต่างจากพวกเจ้ามนุษย์ที่เชือดเป็ดเชือดไก่มาเป็นอาหาร มีอันใดน่าประหลาดใจกัน?”
ฟังเช่นนี้แล้ว… มันก็ดูจะมีเหตุผลจนโต้แย้งมิได้จริง ๆ!
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งใกล้วันที่รอยแยกแห่งแดนอสูรจะปิดตัวลง เมิ่งฝานและคณะก็เริ่มมุ่งหน้ากลับสู่ช่องทางออกโดยมิรู้ตัว ตลอดเส้นทางพวกเขาได้เก็บเกี่ยวทั้งชีวิตอสูรและสมบัติวิเศษจากธรรมชาติมาได้มิใช่น้อย
ทว่าตามคำบอกเล่าของเสี่ยวชิง ของพรรณนั้นล้วนเป็น ‘เศษขยะ’ ระดับต่ำ มิอาจนำมาเปรียบเทียบกับดอกบัวที่มันเคยปกป้องได้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว
ดอกบัวนั่นน่ะหรือ? หาใช่ของเสี่ยวชิงแล้ว ยามนี้มันคือสมบัติในอกเสื้อของเมิ่งฝานต่างหาก!
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เมิ่งฝานและคณะมิได้พบพานมนุษย์ผู้ใดเลย
ด้วยดินแดนอสูรอันกว้างใหญ่ไพศาล กับจำนวนผู้เข้ามาเพียงสามร้อยกว่าชีวิต การจะโคจรมาพบกันนั้นยากเย็นยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ทว่าเมื่อเริ่มมุ่งหน้ากลับสู่ช่องทางออก การเผชิญหน้ากับเหล่าจอมยุทธ์ก็เริ่มถี่ขึ้นตามลำดับ
ครั้งแรก พวกเขาพบกับศิษย์จากสำนักกระบี่คุนหลุน ทั้งสองฝ่ายเพียงประสานมือทักทายตามมารยาทก่อนจะแยกย้ายไปคนละทิศ ครั้งที่สอง เป็นศิษย์ร่วมสำนักซู่ซันกลุ่มหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างเอ่ยปราศรัยพอเป็นพิธีแล้วจากลา มิได้ก้าวก่ายวาสนาของกันและกัน
ทว่าในวันที่ยี่สิบเอ็ดแห่งการย่างกรายเข้าสู่แดนอสูร การพบพานครั้งที่สามกลับมีเรื่องราวที่ ‘น่าสนใจ’ ยิ่งกว่าครั้งใด!
เบื้องหน้าของเมิ่งฝานยามนี้ คือศิษย์ร่วมสำนักซู่ซันชายหญิงคู่หนึ่ง กำลังร่วมแรงร่วมใจเข้าโรมรันพันตูเพื่อสังหารหมีขาวมหึมาตัวหนึ่งอยู่
หมีขาวตนนี้เพียงมองด้วยตาก็รู้ว่ามิใช่อสูรสามัญ ตบะของมันกล้าแข็งกว่าพวกอมนุษย์หัวกระทิงขึ้นไปอีกขั้น หากจะเปรียบไป มันก็คือ ‘ขุนพลอสูร’ ระดับย่อม ๆ ที่หาพบได้ยากยิ่งในเขตนี้
แก่นอสูรของมันเพียงหนึ่งเดียว หากนำกลับไปแลกความชอบ ย่อมมีค่าเท่ากับแก่นอสูรทั่วไปนับสิบ หรืออาจถึงหลายสิบแก่นเชียว
นับเป็นของล้ำค่าโดยแท้!
ในจังหวะที่คณะของเมิ่งฝานมาถึง เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ศิษย์ซู่ซันคู่นั้นสามารถผนึกกำลังปลิดชีพหมีขาวลงได้สำเร็จ
เหตุการณ์ดูเหมือนจะจบลงด้วยดี ทว่า ‘ตั๊กแตนตำข้าวจ้องจับจักจั่น โดยมิรู้ว่านกกระจอกเหลืองคอยจ้องอยู่เบื้องหลัง’
ทันทีที่หมีขาวล้มลง ร่างหนึ่งในชุดศิษย์สำนักกระบี่อู๋จี๋ที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดก็ทะยานพรวดออกมาดุจสายฟ้า!
เป้าหมายของกระบี่ในมือนนั้นหาใช่ซากอสูรไม่ ทว่ากลับเล็งไปที่จุดตายของสองศิษย์ซู่ซันที่กำลังอ่อนแรงจากการต่อสู้สังหารเพื่อชิงสมบัติ!
“เมิ่งฝาน นั่นคือศิษย์พี่หยางซวี่กับศิษย์พี่โจวหมิน ไปช่วยพวกเขาเร็วเข้า!” หลิวเยียนผิงแผดเสียงด้วยความโกรธา “เจ้าศิษย์อู๋จี๋ผู้นี้ช่างต่ำทรามเยี่ยงสุนัขลอบกัด ถึงกับฉวยโอกาสลงมือยามเพื่อนร่วมรบเพลี่ยงพล้ำ!”
นี่มิใช่เพียงการฉวยโอกาสธรรมดา เพราะในภารกิจกวาดล้างแดนอสูรครั้งนี้ ทั้งสามสำนักใหญ่ถือเป็นพันธมิตรที่ต้องเกื้อกูลกัน ทว่าคนผู้นี้กลับเลือกที่จะแทงข้างหลังเพื่อนร่วมอุดมการณ์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ช่างไร้ซึ่งเกียรติยศและคุณธรรมสิ้นดี
อันที่จริง เรื่องราวอัปยศเช่นนี้เมิ่งฝานพอจะคาดการณ์ไว้อยู่แล้วตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ เพียงแต่ที่ผ่านมา เขายังมิเคยประสบพบเจอกับตัวเท่านั้นเอง
“ในเมื่อเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน เห็นทีคงต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งเสียหน่อย”
เมิ่งฝานกล่าวเรียบ ๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าพุ่งทะยานไปยังสนามรบเบื้องหน้า
ยามนี้หยางซวี่และโจวหมินต่างกระเสือกกระสนด้วยความเจ็บปวด โลหิตสีแดงฉานย้อมชุ่มไปทั่วอาภรณ์ บาดแผลฉกรรจ์หลายแห่งมิได้เกิดจากเล็บหมี ทว่าเกิดจากคมกระบี่ของเจ้าศิษย์สำนักอู๋จี๋ผู้นี้ทั้งสิ้น!
เมื่อเข้าใกล้ในระยะหวังผล เมิ่งฝานก็รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าคนผู้นี้ดูคุ้นหน้ายิ่งนัก
ชายหนุ่มสะบัดมือเพียงคราเดียว เจตจำนงกระบี่อันแข็งแกร่งก็พุ่งวาบออกไปกระแทกเข้ากับกระบี่ในมือของศิษย์อู๋จี๋จนหลุดลอยกระเด็นตกสู่พื้นดินในพริบตา!
หลิวเยียนผิงที่ตามมาสมทบ เมื่อเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นชัด ๆ นางก็ร้องอุทานด้วยความโกรธแค้นปนรังเกียจ “ที่แท้ก็เป็นแกนี่เอง! เจ้าคนชั่วช้า ผ่านไปนานเพียงใด สันดานดิบก็ยังต่ำทรามไม่เปลี่ยน!”
เมิ่งฝานหันไปมองหลิวเยียนผิงด้วยความฉงน “เจ้ารู้จักมันด้วยหรือ?”
“เจ้าคนผู้นี้แหละ!” หลิวเยียนผิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “คราก่อนที่ข้าออกไปฝึกปรือวิชาข้างนอก มันก็เคยโผล่มาชิงสัตว์อสูรที่ข้าล่าอยู่หน้าตาเฉย!”
เมื่อได้ฟังคำของนาง เมิ่งฝานจึงเบนสายตากลับไปพินิจศิษย์สำนักอู๋จี๋ผู้นั้นอีกครา แล้วความทรงจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมา เขาคือผู้ที่เคยสำแดงกระบวนท่า ‘กระบี่ไท่ซั่งไร้รัก’ ในงานประลองที่ซู่ซันนั่นเอง!
ดูเหมือนจะชื่อ… หลิวเฟยซิง
คนผู้นี้มิเพียงเคยแย่งชิงผลงานของหลิวเยียนผิง ทว่ายามนี้ในดินแดนอสูรที่ไร้กฎเกณฑ์ เขายังกล้าลงมืออำมหิตหมายจะชิงหมีขาวจากหยางซวี่และโจวหมินอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าสันดานชั่วช้าที่ชอบ ‘ชุบมือเปิบ’ นั้นมิเคยจางหายไปตามกาลเวลาเลย
“พี่ชายท่านนี้โปรดฟังข้าก่อน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด!” เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานมีพวกพ้องสมทบและฝีมือยากจะหยั่งถึง หลิวเฟยซิงที่เคยดุดันพลันเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อมในพริบตา
“ความจริงแล้วหมีขาวตัวนี้ข้าเล็งมันไว้ก่อนนานแล้ว ยามที่ข้ากำลังจะลงมือ ศิษย์ร่วมสำนักซู่ซันทั้งสองท่านนี้ก็พรวดพราดเข้ามาพอดี ข้า… ข้าเพียงแค่เกิดความสับสนชั่ววูบจึงพลั้งมือรุนแรงกับสหายนักพรตทั้งสองไป! เอาอย่างนี้เถิด หมีขาวตัวนี้ข้ามิขอข้องเกี่ยวแล้ว ถือเป็นของกำนัลแทนคำขอโทษ ข้าต้องขออภัยพวกท่านจริง ๆ”
หลิวเฟยซิงละล่ำละลักกล่าวพลางแสดงท่าทีสำนึกผิด หวังจะใช้ความกะล่อนเอาตัวรอดจากสถานการณ์เสียเปรียบ
“ขอโทษหรือ?” เมิ่งฝานปรายตามองหยางซวี่และโจวหมินที่นอนจมกองเลือดอยู่ ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยเสียงเรียบกับหลิวเฟยซิง “หากจะขอโทษ เจ้าก็ควรไปขอขมาผู้ที่เจ้าลงมือด้วยเสียดูว่าพวกเขาจะยอมอภัยให้คนอย่างเจ้าหรือไม่”
คนที่บาดเจ็บสาหัสคือสองคนนั้น การมาโขกศีรษะขอโทษข้า จะมีประโยชน์อันใด?
หลิวเฟยซิงมิรอช้า รีบถลาเข้าไปก้มศีรษะคำนับหยางซวี่และโจวหมินอย่างรวดเร็วพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองท่าน เป็นข้าที่หุนหันพลันแล่นเกินไป การลงมือต่อพวกท่านนั้นนับเป็นความผิดมหันต์ที่มิควรให้อภัย ขอท่านทั้งสองโปรดมีเมตตา ยกโทษให้ผู้น้องที่โง่เขลาคนนี้ด้วยเถิด!”