วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 103 ข้าแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 103 ข้าแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
บทที่ 103 ข้าแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
เมิ่งฝานส่ายหน้าเบา ๆ พลางเอ่ยว่า
“ศิษย์หาได้รีบร้อนไม่”
แม้ลึก ๆ ในใจเขาจะปรารถนาการหวนคืนสู่สำนักกระบี่ซู่ซันเพียงใด แต่ส่วนต่างเพียงไม่กี่วันย่อมมิใช่สาระสำคัญ หากการกลับไปก่อนเวลาจะทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจหรือดูโดดเด่นจนเกินงาม ย่อมถือเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าและไร้ความจำเป็นอย่างยิ่ง
“จริงด้วยท่านอาจารย์ ภารกิจในครั้งนี้ถือว่าสำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์แล้วใช่หรือไม่?”
ผู้เฒ่าหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาฉายแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
“ภารกิจน่ะสำเร็จจริง แต่จะกล่าวว่าสมบูรณ์แบบ คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก”
“เพราะเหตุใดหรือขอรับ หรือเป็นเพราะจำนวนผู้บาดเจ็บและล้มตายที่มากเกินไป?”
เมื่อเห็นสีหน้าที่เคร่งขรึมของผู้เฒ่าหลิน เมิ่งฝานก็พอจะคาดเดาความนัยได้ลาง ๆ
แผนการที่ยอดสำนักทั้งสามร่วมกันวางไว้นั้น เดิมทีดูรัดกุมจนไร้ช่องโหว่ ทว่าในความเป็นจริง อสูรร้ายในดินแดนอสูรกลับแข็งแกร่งเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มากนัก สาเหตุสำคัญมาจากสายลับที่ส่งเข้าไปก่อนหน้านี้รายงานข้อมูลคลาดเคลื่อน เมื่อประเมินขุมกำลังศัตรูต่ำเกินไป ภารกิจครั้งนี้จึงต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอันมหาศาลของทั้งสามสำนัก
“ถูกต้อง ความสูญเสียในครานี้รุนแรงกว่าที่คาดไว้มาก” ผู้เฒ่าหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ
“แต่อย่างไรเสีย สำนักกระบี่ซู่ซันของเรายังนับว่าโชคดีนัก เพราะกลุ่มอสูรที่เราเลือกเข้าปราบปรามนั้นอ่อนแอที่สุดในบรรดาสามกลุ่ม! ส่วนอีกสองกลุ่มที่เหลือนั้น กลับซ่อนเร้นอสูรระนาบใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัวเอาไว้ สำนักกระบี่อู๋จี๋และสำนักกระบี่คุนหลุนต้องสังเวยชีวิตศิษย์ไปกว่าครึ่งกว่าจะกำจัดพวกมันลงได้ ด้วยเหตุนี้ซู่ซันของเราจึงมีการสูญเสียน้อยที่สุด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฝานเพียงพยักหน้าเงียบ ๆ โดยไม่ปริปากเอ่ยสิ่งใด
ในเมื่อเป็นกลุ่มอสูรสามกลุ่มที่คานอำนาจและครอบครองพื้นที่ร่วมกัน มีหรือที่กำลังรบจะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว? ความจริงก็คือกลุ่มอสูรที่สำนักกระบี่ซู่ซันเผชิญนั้น ก็มีอสูรใหญ่ที่ร้ายกาจซ่อนเร้นอยู่ไม่ต่างกัน
เพียงแต่… อสูรตนนั้นกลับถูกเมิ่งฝานลอบสังหารไปนานแล้วด้วยน้ำมือของเขาเพียงผู้เดียว สำนักกระบี่ซู่ซันจึงมิต้องเผชิญกับหายนะ และรักษาชีวิตศิษย์ส่วนใหญ่ไว้ได้เช่นนี้
คนเพียงผู้เดียวที่ล่วงรู้ความลับนี้คือเนี่ยปิง ทว่าบัดนี้คนผู้นั้นได้ถูกเมิ่งฝานกำจัดจนร่างแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปสิ้นแล้ว ดังนั้นความลับนี้จะถูกฝังรากลึกอยู่กับเมิ่งฝานตลอดไป แม้แต่ต่อหน้าผู้เฒ่าหลิน เขาก็จะไม่มีวันปริปากเอ่ยถึงมันแม้แต่ครึ่งคำ!
“สำนักกระบี่ซู่ซันของพวกเรา… ช่างโชคดียิ่งนัก” เมิ่งฝานเอ่ยพลางยกยิ้มจาง ๆ
ห้าวันต่อมา เมื่อประตูแดนอสูรปิดสนิทลง ทั้งสามสำนักใหญ่จึงเริ่มทำการตรวจสอบยอดผู้คนอย่างละเอียด ‘มีชีวิตต้องเห็นตัว ตายต้องเห็นศพ’ ทว่าชะตากรรมของบางคนกลับถูกลิขิตให้สูญหายไปในแดนอสูรตลอดกาล จนไม่อาจพบแม้แต่ร่างไร้วิญญาณ แต่ละสำนักจึงเตรียมส่งคนเข้าไปค้นหาผู้สูญหายอีกครั้ง พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบสวนกลุ่มสายลับชุดแรกที่รายงานข้อมูลคลาดเคลื่อนอย่างเข้มงวด
ทว่าความวุ่นวายเหล่านั้นหาได้เกี่ยวข้องกับเมิ่งฝานไม่ เขาหาได้ใส่ใจเรื่องพวกนั้นแม้แต่น้อย บัดนี้เขาได้ออกเดินทางเคียงข้างผู้เฒ่าหลิน มุ่งหน้ากลับสู่สำนักกระบี่ซู่ซันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำนักกระบี่ซู่ซัน!
เมื่อฝีเท้าเหยียบย่างลงบนพื้นหอศาสตราอีกครั้ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความผ่อนคลายก็ปรากฏบนใบหน้าของเมิ่งฝาน ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
โดยไม่รู้ตัว เขาได้ถือเอาหอศาสตราแห่งนี้เป็นดั่งบ้านของตนไปเสียแล้ว
จริงอยู่ที่ในแดนอสูรนั้นเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเทียมทาน ใครที่มีระดับพลังเหนือกว่าเขาล้วนถูกกดทับจนพ่ายแพ้ราบคาบ เขาสามารถครองความเป็นใหญ่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ชอบใจที่นั่นอยู่ดี
เพราะภายใต้มนตราปิดกั้นของแดนอสูร ระดับพลังจะถูกแช่แข็งจนไม่อาจก้าวหน้า ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตบะของเมิ่งฝานหยุดนิ่งอยู่กับที่ไร้ซึ่งการขยับขยาย
สำหรับเมิ่งฝานแล้ว การได้อาละวาดครองถิ่นในมุมมืดนั้น เทียบไม่ได้เลยกับความสุขปีติที่ได้เห็นระดับพลังของตนเองขยับสูงขึ้น
ระดับพลัง!
ความแข็งแกร่ง!
การเติบโต!
นั่นต่างหาก... คือวิถีที่แท้จริงที่เขามุ่งหวัง
บัดนี้เมื่อหวนคืนสู่หอศาสตรา เมิ่งฝานก็พร้อมที่จะเปิด “โหมดบ้าคลั่ง” ในการฝึกฝนอีกครั้ง! แม้การสังหารอสูรจะให้ความสะใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับความอิ่มเอมใจในยามที่ระดับบำเพ็ญเพียรพุ่งทะยาน ความสุขเหล่านั้นก็นับว่าห่างชั้นกันนัก
หลังจากทักทายและสนทนากับศิษย์พี่หลัวอย่างเป็นกันเองอยู่ครู่ใหญ่ ราตรีก็มาเยือน เมิ่งฝานกลับเข้าสู่ห้องพักส่วนตัวเพื่อเริ่มต้นภารกิจสำคัญ
เมื่อหลายวันก่อนในหุบเขาเดือนผี แม้จะพอมีเวลาฝึกฝนได้บ้าง แต่ท่ามกลางสายตานับร้อยที่คอยจับจ้อง เมิ่งฝานย่อมไม่ยอมเปิดเผยความลับอันพิเศษของตนออกมา บัดนี้เมื่ออยู่เพียงลำพัง เขาจึงหยิบขวดหยกของหลิวเยียนผิงออกมา
ดอกบัวดอกหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในอุ้งมือ
พลันนั้นเอง “เซียวชิง” ก็โผล่หัวออกมาจากสาบเสื้อในทันที มันจ้องมองดอกบัวในมือเมิ่งฝานด้วยตาเป็นประกายแวววาว จนน้ำลายแทบจะไหลย้อยลงมาที่มุมปาก
ใช่… นั่นคือน้ำลายจริง ๆ!
เมิ่งฝานทำเป็นมองไม่เห็นท่าทีของเจ้ามังกรน้อย เขาแอบรู้สึกว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กนี่กำลังแสดงงิ้วเรียกร้องความสนใจอย่างจงใจ เขาจึงเลือกที่จะเมินเฉยและจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญของตนต่อไป
“เลิกมองได้แล้ว สิ่งนี้เป็นของข้า ไม่มีส่วนของเจ้า” เมิ่งฝานเอ่ยเสียงเรียบอย่างไม่ใยดี
สิ้นคำพูดนั้น เซียวชิงก็พลันคอตก ล้มตัวลงนอนแผ่หงายกับพื้นทันที ท่าทางราวกับสูญสิ้นความหวังทั้งหมดในชีวิตไปเสียดื้อ ๆ
เมิ่งฝานหาได้สนใจไม่ เขาเด็ดกลีบดอกบัวออกมากลีบหนึ่งแล้วกลืนลงคอไปโดยไม่แม้แต่จะเสียเวลาเคี้ยว เพียงชั่วอึดใจ พลังวิญญาณอันบริสุทธิ์สายหนึ่งก็ระเบิดออกและแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เขาไม่รอช้า เร่งเดินเครื่อง ‘คัมภีร์บริสุทธิ์หยางแปรสายฟ้า’ เพื่อดูดซับพลังนั้นในทันที
กลีบดอกบัวนี้เป็นสมบัติล้ำค่าแห่งธรรมชาติอย่างที่เขาคาดไว้ไม่มีผิด เพียบเพียงกลีบเดียวที่ตกถึงท้อง ความเร็วในการโคจรพลังตามเคล็ดวิชา ‘บริสุทธิ์หยางแปรสายฟ้า’ ก็พุ่งทะยานยิ่งกว่าศรที่หลุดจากแล่ง แม้แต่พลังจากต้นกำเนิดกระบี่ที่เขาเคยได้รับมา ก็ยังมิอาจเทียบเคียงกับกลีบดอกบัวนี้ได้เลย!
เมิ่งฝานสัมผัสได้ว่า พลังจากกลีบดอกเพียงกลีบเดียวนี้ มีความหนาแน่นมหาศาลทัดเทียมกับต้นกำเนิดกระบี่ทั้งหมดที่เขาเคยได้รับจากกระบี่ปราบอสูรในคราก่อนเสียด้วยซ้ำ!
ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เมิ่งฝานสละสิ้นซึ่งการหลับนอน เขาจมดิ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียรอย่างบ้าคลั่ง!
จวบจนแสงแรกแห่งรุ่งอรุณทอประกาย เมิ่งฝานที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“ขอแสดงความยินดีกับนายท่าน ที่ก้าวเข้าสู่ระดับจินอู่ชั้นที่เจ็ดได้สำเร็จ” จิตวิญญาณของหงชี่ลอยล่องออกมาจากตัวกระบี่ พร้อมกับเอ่ยแสดงความยินดีกับเมิ่งฝาน
เซียวชิงจ้องมองหงชี่ด้วยความฉงนงงงวย ดวงตาคู่เล็กเต็มไปด้วยความประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้เห็นจิตวิญญาณกระบี่ สำหรับปีศาจน้อยที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างอย่างมัน ภาพของ “คน” ที่มุดออกมาจากกระบี่ช่างเป็นเรื่องที่น่าตระหนกยิ่งนัก
ทุกครั้งที่เมิ่งฝานบรรลุความก้าวหน้า หงชี่มักจะปรากฏตัวออกมาเพื่ออวยพรเช่นนี้เสมอ ราวกับว่ามันได้กลายเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวไปเสียแล้ว
“แค่จินอู่ชั้นที่เจ็ด มิใช่เรื่องที่ควรค่าน่ากล่าวถึง” เมิ่งฝานส่ายหน้าพลางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ
ความสงบเย็นในครานี้หาใช่การเสแสร้งแต่อย่างใด สำหรับเมิ่งฝานในยามนี้ ไม่ว่าจะเป็นจินอู่ชั้นที่เจ็ด แปด หรือเก้า ล้วนไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เพราะรากฐานแห่งวิถีกระบี่ของเขานั้นลึกล้ำและน่าสะพรึงกลัวเกินไป จนบดบังระดับตบะบำเพ็ญไปเสียสิ้น
ไม่ว่าเขาจะอยู่ในชั้นที่เจ็ดหรือเก้า พลังการต่อสู้ที่เพิ่มพูนขึ้นมานั้นแทบจะไม่มีผลต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
ก็นะ… จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขามันแข็งแกร่งเกินไป
วิถีกระบี่ของเขาสูงส่งเกินขีดจำกัด จนระดับการบำเพ็ญกลายเป็นเพียงเรื่องรองไปเสียแล้ว
สถานะของเมิ่งฝานยามนี้ อุปมาดั่งเด็กน้อยที่ถือครองอาวุธสงครามร้ายแรง ย่อมมีอานุภาพทำลายล้างสูงล้ำกว่าผู้ใหญ่ที่ถือเพียงหนังสติ๊ก ทว่าหากเมื่อใดที่เขาสามารถบรรลุถึง ระดับเทียนหยวน ได้สำเร็จ เมื่อนั้นผลกระทบจะรุนแรงมหาศาล และตัวตนของเมิ่งฝานจะเกิดการผลัดเปลี่ยนอย่างถึงแก่นสารชนิดที่โลกต้องจารึก
เมิ่งฝานเหลือบมองแสงรำไรที่เริ่มอาบไล้ขอบฟ้า จึงตัดสินใจหยุดการบำเพ็ญไว้เพียงเท่านี้ ในระยะเวลาอันใกล้นี้เขายังไม่อาจบริโภคกลีบดอกบัวกลีบต่อไปได้ เนื่องจากพลังวิญญาณจากกลีบแรกที่เพิ่งได้รับไปนั้น เขาดูดซับไปได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังคงแฝงเร้นอยู่ในทุกอณูขุมขน รอคอยการหลอมรวมอย่างช้า ๆ
เขาจำเป็นต้องรอจนกว่าพลังที่กระจัดกระจายเหล่านั้นจะผนึกเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายเสียก่อน จึงจะเริ่มบริโภคกลีบที่สองได้ เมิ่งฝานคำนวณดูคร่าว ๆ แล้ว คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยครึ่งเดือน
ยามเช้าเยือนมาถึง เมิ่งฝานก้าวขึ้นไปยังหอศาสตราชั้นสองตามกิจวัตรที่คุ้นเคย
“เจ้าหนุ่ม… เพิ่งกลับมาแท้ ๆ ก็ทะลวงเข้าสู่ระดับจินอู่ชั้นที่เจ็ดแล้วรึ?” ผู้เฒ่าหลินที่เห็นเมิ่งฝานเป็นคนแรก เอ่ยทักพลางแย้มยิ้มอย่างขมขื่น
หากพูดกันตามตรง เรื่องราวพิสดารเช่นนี้เห็นบ่อยเข้าก็เริ่มจะชินชา จนท่านผู้เฒ่ารู้สึกด้านชาไปเสียแล้ว หลายครั้งที่ท่านต้องคอยเตือนตัวเองว่า จงอย่ามองศิษย์ผู้นี้ด้วยสายตาที่มองคนรากปราณระดับขยะเป็นอันขาด หากคิดเสียว่าเขาคือผู้มีรากปราณสวรรค์มาจุติ ก็คงไม่ต้องมาคอยนั่งตกตะลึงเช่นนี้
หรือถ้าหากรากปราณสวรรค์ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายความอัศจรรย์นี้ได้ ก็จงมองว่าเขาคือ ‘เทพรากปราณ’ ลงมาอุบัติเสียเลยก็สิ้นเรื่อง!