วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 102 ปลิดชีพเจ้า แล้วค่อยเอ่ยคำขอโทษ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 102 ปลิดชีพเจ้า แล้วค่อยเอ่ยคำขอโทษ
บทที่ 102 ปลิดชีพเจ้า แล้วค่อยเอ่ยคำขอโทษ
เมิ่งฝานวาดกระบี่หงชี่ขึ้นอีกครา…
เพลงกระบี่ผ่าขุนเขา… สภาวะคุกคาม!
สีหน้าของหลิวเฟยซิงพลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายทำลายล้างที่แฝงอยู่ในเพลงกระบี่ของเมิ่งฝาน เขาแผดเสียงร้องด้วยความหวัดกลัวสุดขีด
“ท่านลั่นวาจาไว้แล้วว่าหากข้ารับกระบี่ได้หนึ่งกระบวนท่าจะยอมปล่อยไป เหตุใดจอมยุทธ์เช่นท่านจึงกลับคำ!”
“กลับคำอย่างนั้นหรือ?”
เมิ่งฝานแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา เสียงนั้นบาดลึกถึงกระดูก
“ต้องขออภัยที่ข้าผิดสัญญาเรื่องที่ผิดต่อเจ้า ข้าขอโทษเจ้าได้”
ทว่า คำขอโทษก็ส่วนคำขอโทษ แต่มันหาได้ขัดขวางการที่ข้าจะปลิดชีพเจ้าไม่!
กระบี่หงชี่ในมือเมิ่งฝานฟาดฟันลงมาอย่างสุดกำลัง สภาวะคุกคามของเพลงกระบี่ผ่าขุนเขามิใช่เพียงเจตจำนงกระบี่ธรรมดา แต่เป็นอำนาจที่กดทับจนหลิวเฟยซิงไม่อาจขยับเขยื้อนหรือต่อต้านได้เลยแม้แต่น้อย!
ชั่วพริบตาที่คมกระบี่สะบัดผ่าน สิ่งที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นพร้อมกับแรงอัดของเพลงกระบี่ คือศีรษะของหลิวเฟยซิง
ในดินแดนภูตปีศาจแห่งนี้ เมิ่งฝานคุ้นชินกับการสังหารอสูรร้ายและบั่นคอพวกมันจนติดเป็นนิสัย บัดนี้เมื่อลงมือสังหารคน เพลงกระบี่ของเขาจึงปลิดศีรษะศัตรูตามสัญชาตญาณอย่างแม่นยำ
ต้องยอมรับว่า มันช่างตราตรึงและสะใจยิ่งนัก!
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมิ่งฝานลงมือสังหารคน ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาสังหารเนี่ยปิง ฝ่ายนั้นถูกบดขยี้จนร่างแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดี แต่ในยามที่มองดูศีรษะของหลิวเฟยซิงกลิ้งหล่นไป เมิ่งฝานกลับไม่รู้สึกพะอืดพะอมหรืออึดอัดใจแม้แต่นิด
บางที จิตวิญญาณที่เลือดเย็นและโหดเหี้ยมอาจสถิตอยู่ในสายเลือดของเขามาแต่ต้นแล้ว!
ในขณะที่ผู้ลงมืออย่างเมิ่งฝานยังคงสงบนิ่ง ทว่าหลิวเยียนผิง หยางซู่ โจวหมิน และหลี่เสวี่ยโหรวที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้าง ๆ กลับหน้าซีดเผือกประหนึ่งกระดาษ ลำคอของแต่ละคนตีบตันด้วยความคลื่นไส้
เพียงไม่กี่อึดใจ หลิวเยียนผิงก็ต้องเบือนหน้าหนีพลางอาเจียนออกมาอย่างไม่อาจกลั้น ส่วนหลี่เสวี่ยโหรวและโจวหมินเองก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก ทั้งคู่รู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องจนแทบทรงตัวไม่อยู่
หยางซู่ในฐานะบุรุษพยายามข่มขวัญให้สงบนิ่ง ทว่าปลายนิ้วที่สั่นเทากลับทรยศความรู้สึกภายใน เขาพยายามสูดลมหายใจลึกหลายครั้งเพื่อระงับจิตใจ ก่อนจะเอ่ยถามเมิ่งฝานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ศิษย์พี่ท่านนี้ มิใช่ท่านเพิ่งกล่าวไปหรือว่าหากเขารับกระบี่ได้หนึ่งท่า ท่านจะปล่อยเขาไป?”
หยางซู่สับสนจนถึงขีดสุด แม้ตัวเขาและโจวหมินจะชิงชังศิษย์สำนักกระบี่อู๋จี๋เข้ากระดูกดำ แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติของสำนักที่เป็นอริกัน ทว่าศิษย์พี่ร่วมสำนักผู้นี้ไม่มีความแค้นอันใดกับฝ่ายตรงข้าม เหตุใดจึงลงมือเหี้ยมเกรียมถึงเพียงนี้?
ที่สำคัญ… ยังเป็นการลงมือที่ขัดต่อสัจจะวาจาของตนเองอย่างสิ้นเชิง!
หยางซู่สัมผัสได้เลือนลางว่า ในคราแรกศิษย์พี่ผู้นี้ตั้งใจจะละเว้นโทษตายให้แก่ศิษย์สำนักกระบี่อู๋จี๋ผู้นั้นจริง ๆ จึงได้ลั่นวาจาว่าหากรับกระบี่ได้หนึ่งกระบวนท่าจะยอมปล่อยตัวไป
ทว่าท้ายที่สุด ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด ศิษย์พี่ผู้นี้กลับเปลี่ยนใจกะทันหัน
เมิ่งฝานชำเลืองมองหยางซู่ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความดุดันว่า
“ผู้ใดบังอาจล่วงเกินสำนักกระบี่ซู่ซันของข้า ต่อให้ต้องไล่ล่าสุดหล้าฟ้าเขียว ก็ต้องสังหารมันให้สิ้น!”
นั่นเป็นเพียงวาทะที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปิดบังความนัย เขาไม่มีวันเผยเหตุผลที่แท้จริงในใจให้หยางซู่รับรู้ อีกทั้งการกล่าวเช่นนี้ ยังเป็นการสร้างบุญคุณให้หยางซู่และโจวหมินต้องติดค้างตน ทำให้ทั้งคู่เข้าใจไปว่าเขาลงมือเหี้ยมเกรียมเช่นนี้ก็เพื่อทวงความยุติธรรมให้พวกตนนั่นเอง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เมื่อหยางซู่และโจวหมินเริ่มฟื้นฟูกำลังได้บ้าง เมิ่งฝานและพวกอีกสองคนจึงกล่าวอำลาและแยกทางไป การยื่นมือเข้าช่วยเหลือนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับเมิ่งฝานแล้ว เขาหาได้ปรารถนาจะแบกรับภาระที่ถ่วงแข้งถ่วงขาเช่นนี้ไปตลอดทาง
ระหว่างการเดินทาง หลิวเยียนผิงที่เก็บงำความสงสัยไว้ไม่ไหวจึงเอ่ยถามขึ้น “เมิ่งฝาน เหตุใดเจ้าต้องสังหารหลิวเฟยซิงด้วย? ข้าสัมผัสได้ว่าตอนแรกเจ้าตั้งใจจะปล่อยเขาไป ไม่เช่นนั้นคงไม่เสนอเงื่อนไขรับกระบี่เพียงท่าเดียวหรอก แล้วอย่ามาอ้างเรื่องศรัทธาต่อสำนักเลย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนอย่างเจ้าจะมีความจงรักภักดีต่อซู่ซันมากมายถึงเพียงนั้น!”
เมิ่งฝานเหล่มองหลิวเยียนผิงด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ “เจ้าจะถามอะไรนักหนา ข้าแค่เห็นหน้ามันแล้วไม่ถูกชะตาก็เลยฟันสับทิ้งเสีย อีกอย่างมันไม่ได้รังแกเจ้าเสียหน่อย เหตุใดต้องทำเป็นเห็นใจว่ามันไม่สมควรตายด้วย?”
หลี่เสวี่ยโหรวรีบแทรกขึ้นทันควัน “หากพวกเราไม่ปรากฏตัว ศิษย์พี่หยางซู่และศิษย์พี่โจวหมินคงต้องตายด้วยน้ำมือมันไปแล้ว ดังนั้นการที่พี่เมิ่งฝานสังหารเขา ย่อมไม่ถือว่าผิด”
อันที่จริง นับแต่เมิ่งฝานปลิดชีพหลิวเฟยซิง หลี่เสวี่ยโหรวก็ดูซึมเซาและหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด นางรู้ดีแก่ใจว่าหลิวเฟยซิงผู้นั้นเป็นคนโฉดช้าที่สมควรตาย ทว่าพอนึกถึงภาพที่เมิ่งฝานลงมือสังหารคน นางกลับรู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก
นั่นเป็นเพราะนางไม่เคยลงมือปลิดชีวิตใครมาก่อน และในความทรงจำของนาง พี่เมิ่งฝานก็ไม่เคยเป็นผู้สังหารใครเช่นกัน
ทว่าบัดนี้ พี่เมิ่งฝานกลับกลายเป็นคนสังหารคนได้โดยไม่กะพริบตา ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ทำให้นางยากจะทำใจยอมรับได้ในชั่วขณะ และยิ่งทำใจยากเพียงใด นางก็ยิ่งพยายามหาเหตุผลมาโน้มน้าวใจตนเองมากขึ้นเท่านั้น นางบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า คนผู้นั้นสมควรตายแล้ว!
พะวักพะวนสับสน... นั่นคือสภาวะจิตใจของเด็กสาวผู้ไม่เคยเปื้อนเลือด เมื่อใดที่นางได้ลงมือสังหารด้วยตัวเอง เมื่อนั้นความฟุ้งซ่านทั้งมวลคงจะมลายหายไปเอง
“ก็จริงของเจ้า คนพรรค์นั้นสมควรตายอยู่แล้ว” หลิวเยียนผิงหัวเราะร่าพลางเอ่ยสมทบ
นางสลัดความกังวลทิ้งไปอย่างรวดเร็วและไม่คิดจะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ทว่าภาพลักษณ์ของเมิ่งฝานในใจนางกลับแปรเปลี่ยนไปไม่น้อย
ในสายตาของนาง เมิ่งฝานนั้นเก่งกาจเหนือชั้นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ยามนี้นางตระหนักเพิ่มขึ้นอีกอย่างว่า เขามิได้มีเพียงฝีมือที่สูงส่ง แต่ยังมีความเหี้ยมเกรียมอย่างยิ่งยวดแฝงอยู่ด้วย นางลอบเตือนตัวเองว่าในภายภาคหน้าต้องระวังตัวให้จงหนัก อย่าได้ล่วงเกินหรือทำให้ชายผู้นี้ขุ่นเคืองเป็นอันขาด
กาลเวลาหมุนเวียนไป เพียงชั่วพริบตากว่ายี่สิบวันก็ผ่านพ้น วันที่ประตูแดนอสูรจะปิดตัวลงใกล้เข้ามาทุกขณะ เมิ่งฝานและคณะเดินทางเข้าใกล้ทางออกมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงวันที่ยี่สิบห้า ทั้งสามคนก็กลับมาถึงจุดเชื่อมต่อได้สำเร็จ
หุบเขาวิญญาณจันทรา!
ทันทีที่ก้าวพ้นอาณาเขตอสูร กลับคืนสู่หุบเขาวิญญาณจันทราในโลกสามัญ เมิ่งฝานก็มองเห็นผู้เฒ่าหลินยืนรออยู่เบื้องหน้า เขาเร่งก้าวเข้าไปทำความเคารพทันที
“ท่านอาจารย์!”
ผู้เฒ่าหลินยกยิ้มบาง ๆ แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ “กลับมาได้ก็ดีแล้ว ข้างในนั้นลำบากมากหรือไม่ เจออันตรายใดบ้างไหม?”
เมิ่งฝานส่ายหน้าเล็กน้อย
ในความเป็นจริง เขาเผชิญกับวิกฤตมาไม่น้อย ตั้งแต่อันตรายย่อม ๆ อย่างนางจิ้งจอกอสูรในโถงศิลา ไปจนถึงความสยองขวัญสั่นประสาทจากเหล่าโลงศพใต้ดิน ทว่าเมิ่งฝานเป็นคนรู้จักรุกถอย ยามเผชิญกับสิ่งลี้ลับใต้โถงนั้นเขาตัดสินใจถอยออกมาอย่างเด็ดขาด จึงรอดพ้นมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
เรื่องราวเหล่านี้ไม่เหมาะจะป่าวประกาศต่อหน้าสาธารณชน เขาคิดว่าเมื่อกลับถึงหอศาสตราแล้วค่อยพิจารณาอีกทีว่าจะบอกอาจารย์ดีหรือไม่ หรืออันที่จริง เขาอาจจะขี้เกียจกล่าวถึงมันเลยด้วยซ้ำ เพราะแดนอสูรแห่งนั้นจำกัดให้เพียงผู้มีตบะไม่เกินระดับรวมปราณเข้าได้ การบอกผู้เฒ่าหลินไปก็รังแต่จะเสียเวลาเปล่า
“หืม?” จู่ ๆ ผู้เฒ่าหลินก็อุทานขึ้น สายตาจับจ้องไปที่สาบเสื้อของเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจ
ที่ตรงนั้นมีมังกรวารีสีมรกตตัวน้อยขนาดเท่าปลายนิ้วนอนขดตัวอยู่อย่างสงบนิ่ง แม้มันจะแสนรู้และทำตัวไร้ร่องรอยเพียงใด ก็ไม่อาจหลบหลีกประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของผู้เฒ่าหลินได้
เมิ่งฝานจึงรีบชี้แจง “เรียนอาจารย์ ในแดนอสูรลูกศิษย์บังเอิญสยบอสูรตัวหนึ่งได้ มันจึงยอมสวามิภักดิ์ติดตามข้ามา”
ผู้เฒ่าหลินพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้ซักไซ้อันใดต่อ การที่ศิษย์สำนักกระบี่ซู่ซันจะมีสัตว์วิญญาณคู่กายไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ครั้งหนึ่งท่านเองก็เคยมีสัตว์วิญญาณคู่ใจ ทว่าน่าเศร้าที่มันสิ้นชีพในศึกสงครามไปนานแล้ว เมื่อนึกถึงสหายเก่าในอดีต แววตาของผู้เฒ่าหลินก็หม่นแสงลงด้วยความอาวรณ์
“อาจารย์ พวกเราจะกลับสำนักเมื่อไหร่ขอรับ?” เมิ่งฝานถามขึ้น
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในแดนอสูร การรั้งอยู่ในหุบเขาเดือนผีแห่งนี้ก็ไม่มีความหมายอันใด เขาปรารถนาจะกลับสู่ซู่ซันให้เร็วที่สุด
“ประตูแดนอสูรยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะปิดสนิท ตามกำหนดการทุกคนต้องรอเดินทางกลับพร้อมกัน”
ผู้เฒ่าหลินหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความเอ็นดู
“แต่หากเจ้าอยากกลับเร็วนัก ข้าจะพาเจ้ากลับไปก่อน ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกฎเกณฑ์หยุมหยิมเหล่านั้น”