วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 113 ไร้ที่ให้หลบหนี ทำลายให้สิ้นซาก!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 113 ไร้ที่ให้หลบหนี ทำลายให้สิ้นซาก!
บทที่ 113 ไร้ที่ให้หลบหนี ทำลายให้สิ้นซาก!
เบื้องหลังของหวางจื่อกู่ เจ้าหญิงอวี้ฉีที่เฝ้ามองดูเหตุการณ์ด้วยใจระทึก เมื่อเห็นเมิ่งฝานต้านรับดาบนั้นไว้ได้โดยไร้รอยขีดข่วน นางก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
หากเมิ่งฝานต้องทอดร่างสิ้นชีพภายใต้คมดาบของหวางจื่อกู่จริง ๆ ต่อให้นางจะมีฐานันดรเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ต้าหลง ก็คงมิอาจแบกรับโทสะของสำนักกระบี่ซู่ซันได้ไหว
ส่วนคนอย่างหวางจื่อกู่นั้น เกรงว่าคงไม่มีโอกาสได้ก้าวเท้าออกจากประตูสำนักซู่ซันไปได้อีกตลอดกาล
นางย่อมรู้ดีว่าตนเองไม่มีกำลังพอจะปกป้องเขา และที่สำคัญที่สุด นางไม่มีวันปกป้องคนเช่นนี้เด็ดขาด!
ในใจของเจ้าหญิงอวี้ฉีได้ตราหน้าหวางจื่อกู่ไปเรียบร้อยแล้วว่าเขาคือ ขุนนางกบฏ
ทันทีที่เห็นหวางจื่อกู่เงื้อดาบเตรียมฟาดฟันลงมาเป็นคำรบที่สอง ใบหน้าของนางก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว นางตะโกนก้องเสียงหลง
“หวางจื่อกู่! ไอ้คนใจชั่ว หยุดมือเดี๋ยวนี้!”
แท้จริงแล้วนางรู้แจ้งแก่ใจว่าคำสั่งของตนไร้ความหมายในยามนี้ ตะโกนไปกี่ครั้งก็มีแต่จะสิ้นเปลืองลมหายใจ
ทว่านอกจากเสียงตะโกนแล้ว นางก็มิอาจทำสิ่งใดได้มากกว่านี้ ด้วยกำลังของนางในตอนนี้ การจะเข้าไปขวางทางดาบของยอดฝีมือระดับเทียนหยวนนับว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน แม้จะลอบจู่โจมจากด้านหลังก็ยังมิอาจระคายผิวเขาได้
การตะโกนครั้งนี้จึงเป็นเพียงการสำแดงจุดยืน เพื่อสื่อสารไปยังศิษย์พี่หลัวที่ยืนคุมเชิงอยู่ว่า การกระทำอุกอาจของหวางจื่อกู่นั้นมิใช่เจตจำนงของนาง!
หากเมิ่งฝานต้องตายลงจริง ๆ อย่างน้อยนางก็ยังมีพยานยืนยันความบริสุทธิ์
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ความรู้สึกขื่นขมระคนน้อยใจก็ผุดขึ้นมาในอก นางเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์แห่งมหาอาณาจักร เหตุใดต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์อัปยศที่ถูกผู้ใต้บังคับบัญชาเมินเฉยเช่นนี้
ความน้อยใจแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงโทสะ! นางอยากจะชักดาบทิ่มแทงเข้าไปที่แผ่นหลังของหวางจื่อกู่ให้รู้แล้วรู้รอด
หากเป็นก่อนหน้านี้ นางอาจจะกล้าทำจริง ๆ ทว่าเมื่อปักใจเชื่อว่าคนผู้นี้เป็นสายลับที่คิดคด นางกลับเริ่มมีความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจ นางเกรงว่าหากโทสะของหวางจื่อกู่ถูกจุดขึ้น เขาอาจจะหันกลับมาสะบั้นดาบใส่ร่างของนางด้วยอีกคน
และในขณะที่เจ้าหญิงอวี้ฉีกำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความสับสนและโกรธแค้นอยู่นั้น… มือของเมิ่งฝานก็เริ่มกวัดแกว่งขึ้นในอากาศ
แม้ในเพลานี้มือของเขาจะว่างเปล่า เพราะกระบี่คู่กายถูกแรงปะทะจนกระเด็นหลุดมือไปแล้ว ทว่าท่วงท่าการโบกสะบัดนั้นกลับเปี่ยมด้วยมนต์ขลังบางอย่างที่ดึงดูดสายตาของเจ้าหญิงอวี้ฉีให้จดจ้องอย่างมิอาจละสายตา
วินาทีต่อมา ดวงตาของนางก็เบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า หัวใจเต้นระรัวกับภาพเบื้องหน้าที่เหนือล้ำเกินกว่าสติปัญญาจะหยั่งถึง!
มิใช่เพียงเจ้าหญิงอวี้ฉีเท่านั้น แม้แต่ศิษย์พี่หลัวเองก็ตกอยู่ในภวังค์เช่นเดียวกัน
เมื่อครู่ศิษย์พี่หลัวเห็นน้องชายร่วมสำนักถูกกดดันจนเสียหลักกระบี่หลุดมือ อีกทั้งคมดาบมฤตยูครั้งที่สองกำลังจะถึงตัว เขาจึงเตรียมจะแผดเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากท่านผู้เฒ่าหลินสุดกำลัง
ทว่าเมื่อเห็นการโบกมือเพียงเบา ๆ ของเมิ่งฝาน เขากลับหุบปากลงโดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาต่อจากนั้น คือภาพเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่เขาจะไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต!
ความตึงเครียดในยามนี้ มิใช่เพียงศิษย์พี่หลัวที่กำลังจะแผดเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แม้แต่ท่านผู้เฒ่าหลินซึ่งพำนักอยู่ ณ ชั้นสองของหอศาสตรา ก็กำลังเตรียมที่จะเคลื่อนไหวเช่นกัน
ท่านรักใคร่เอ็นดูศิษย์ผู้นี้ประหนึ่งแก้วตาดวงใจ มีหรือจะยินยอมให้ใครหน้าไหนมาบั่นดาบใส่ศิษย์ของตนต่อหน้าต่อตาได้
ทว่าทันทีที่เมิ่งฝานโบกมือเพียงเบา ๆ และภาพอัศจรรย์ที่อุบัติขึ้นต่อจากนั้น ก็ทำให้ท่านผู้เฒ่าหลินถึงกับชะงักงัน และสลายความคิดที่จะเข้าแทรกแซงไปในทันที
ท่านได้ตระหนักซึ้งอีกคราถึงความลี้ลับของศิษย์ผู้นี้ และความน่าสะพรึงกลัวที่ซ่อนเร้นอยู่!
ที่แท้… เจ้าหนุ่มคนนี้ ต่อหน้าอาจารย์อย่างข้า เขาก็ไม่เคยเปิดเผยขีดจำกัดพลังที่แท้จริงออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียวงั้นรึ
บนใบหน้าชราภาพของท่านผู้เฒ่าหลินปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ท่านมิได้นึกโกรธเคืองที่ถูกปิดบังแม้แต่น้อย กลับกันในใจกลับเปี่ยมล้นด้วยความปรีดาอย่างยิ่งยวด
เพราะในครรลองของยอดคน การรู้จักซ่อนคมและเก็บงำความสามารถไว้อย่างมิดชิดนั้น นับเป็นคุณสมบัติอันประเสริฐยิ่ง
ณ โถงกว้างชั้นหนึ่งของหอศาสตรา
เมื่อเมิ่งฝานตวัดมืออกไป ท่วงท่าอันเป็นนิรันดร์อย่างบัญชาหมื่นศัสตราก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มอานุภาพ
เคร้ง!!!
เคร้ง!!!
เคร้ง!!!
เสียงโลหะเสียดสีดังระงมกึกก้องไปทั่วทั้งหอศาสตรา
มันมิใช่เพียงเสียงกระบี่สั่นไหวธรรมดา แต่เป็นเสียงขานรับอันเกรียงไกรของเหล่าศาสตรานับหมื่นเล่มที่ถูกสถิตไว้ ณ ที่แห่งนี้ พวกมันกำลังร่ำร้อง สั่นสะท้าน และพร้อมจะพุ่งทะยานออกมาตามคำสั่งของ ‘เจ้านาย’ เพียงผู้เดียว!
……
เสียงเสียดสีของโลหะที่ถูกชักออกจากฝักดังระงมกึกก้องสะท้านไปทั่วทั้งโถงหอศาสตรา
ในชั่วพริบตาเดียว ดาบนับสิบเล่มพลันพุ่งทะยานออกจากฝัก แปรเปลี่ยนเป็นสายแสงสีเงินยวงเคลื่อนไหววูบวาบประหนึ่งมังกรคะนองน้ำ ทิ้งร่องรอยเงาที่พร่ามัวไว้ทั่วทั้งชั้นหนึ่ง
ศัสตราเล่มยาวกว่าห้าสิบเล่มตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝาน ลอยละล่องนิ่งสงบอยู่กลางอากาศ ทว่าปลายคมของพวกมันกลับชี้ตรงไปยังหวางจื่อกู่เป็นจุดเดียว
ภาพเหตุการณ์นี้ ราวกับเป็นมหาประลัยกัลป์แห่งศัสตราที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน
วิจิตรตระการตาดั่งภาพวาด ทว่าแฝงเร้นด้วยกลิ่นอายแห่งมรณา!
ทว่าสำรับหวางจื่อกู่แล้ว เขาหาได้รู้สึกถึงความงดงามนั้นไม่ ดาบยักษ์ที่กำลังฟาดฟันลงมาหาเมิ่งฝานกลับหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศ มิใช่เพราะเขาจงใจยั้งมือ แต่เป็นเพราะแรงกดดันอันแหลมคมและเกรียงไกรที่แผ่ซ่านออกมาจากหมื่นศาสตราได้ผนึกร่างของเขาไว้ จนไม่อาจขยับก้าวไปข้างหน้าได้แม้เพียงครึ่งนิ้ว
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดระคนหม่นหมอง
ศิษย์ระดับเจินอู่ เหตุใดจึงมีอานุภาพที่น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้
นี่มันเหนือล้ำเกินขอบเขตของผู้คนไปแล้ว!
เขามั่นใจว่า แม้จะเป็นยอดฝีมือระดับเทียนหยวนขั้นที่ห้าหรือหก ก็มิอาจสำแดงพลังกดดันที่ยิ่งใหญ่ปานเทวะเช่นนี้ออกมาได้ สัญชาตญาณส่วนลึกตะโกนก้องเตือนเขาว่า หากกล้าเยื้องกรายเข้าไปอีกเพียงครึ่งก้าว ร่างกายของเขาจะถูกฉีกกระชากจนแหลกเหลวไร้ที่ฝัง!
ทว่าในความเป็นจริงสัญชาตญาณของเขายังประเมินต่ำไป
เพราะต่อให้เขาจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ เขาก็ยังต้องมอดม้วยและยังคงมิเหลือแม้แต่อัฐิให้ฝังกลบอยู่ดี
ใบหน้าของเมิ่งฝานเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก นัยน์ตาฉายชัดถึงเจตนาสังหารที่เข้มข้นมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าหวางจื่อกู่เลยแม้แต่น้อย
จริงอยู่ที่เมิ่งฝานมักชอบใช้ชีวิตอย่างสงบวิเวก มิเคยริเริ่มสร้างศัตรูกับผู้ใดก่อน ทว่าหากมีใครกล้าบุกรุกเข้าหาเขาด้วยจิตคิดร้าย เมิ่งฝานผู้นี้ก็มิเคยละเว้นโทษตายให้แก่ใคร และมักจะสนองคืนอย่างสาสมเป็นร้อยเท่าทวีคูณ!
ในวินาทีที่หวางจื่อกู่เงื้อดาบหมายปลิดชีพเขา เมิ่งฝานก็ได้ประทับตราประหารชีวิตลงบนหน้าผากของอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว
หากเขามิอาจสังหารด้วยมือตนเอง เขาย่อมขอให้อาจารย์เป็นผู้ลงทัณฑ์
มิทิ้งช่องว่างให้มีการผ่อนปรน มิต้องการความเมตตาใด ๆ ทั้งสิ้น!
“ข้าเตือนเจ้าแล้ว ยามที่เจ้าชักดาบใส่ข้า มันมิใช่การประลองฝีมืออีกต่อไป แต่มันคือการรนหาที่ตาย”
“จงไปสู่สุคติเสียเถิด!”
สิ้นเสียงประกาศิต นิ้วมือของเมิ่งฝานก็ตวัดขึ้นเพียงเบา ๆ
ทันใดนั้น ศัสตรานับสิบเล่มที่ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าก็พุ่งทะยานเข้าหาเป้าหมายพร้อมกัน หวางจื่อกู่หน้าถอดสี ร่างหนาทะยานถอยกรูดอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าในชั่วพริบตานั้น แววตาของเขากลับฉายแววประหลาดใจ เพราะแม้ฝูงกระบี่เหล่านั้นจะดูน่าเกรงขาม ทว่าพลังทำลายล้างกลับดูเหมือนจะมีช่องโหว่ และความเร็วก็มิได้รวดเร็วอย่างที่จินตนาการไว้
เขาใช้กำลังทั้งหมดถอยหนีจนพ้นเขตประตูหอศาสตราออกมาตั้งหลักด้านนอกได้สำเร็จ ใบหน้าของหวางจื่อกู่เปลี่ยนสีไปมาขณะจ้องมองฝูงกระบี่ที่ไล่หลังมาอย่างติด ๆ
เมื่อครู่ สัญชาตญาณบอกเขาว่ากระบี่เหล่านี้คือมัจจุราชที่จะพรากวิญญาณเขาจนมิทิ้งรอย แต่บัดนี้เมื่อพิจารณาดู พวกมันกลับดูคล้ายเป็นเพียง ‘เสือกระดาษ’ ที่ข่มขวัญให้พรั่นพรึงเท่านั้น!
บางที… ข้าอาจจะสู้กับมันได้สักตั้ง?
ทว่ายามที่ความคิดนั้นผุดขึ้นในสมอง ฝูงกระบี่พลันระเบิดกลิ่นอายสังหารอันคมกริบที่น่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างกะทันหัน จนจิตวิญญาณของเขาสั่นสะท้านถึงขีดสุด
ฟึ่บ!
ความเร็วของพวกมันเพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิมนับสิบเท่าในชั่วอึดใจ
“เกิดอะไรขึ้น!?” หวางจื่อกู่เบิกตากว้างด้วยความตระหนก
ทว่าครานี้… สวรรค์มิเปิดโอกาสให้เขาได้ขบคิดสิ่งใดอีกต่อไป
เพียงชั่วพริบตา ศัสตรานับสิบเล่มพุ่งเสียบทะลุร่างของเขาพร้อม ๆ กัน ประหนึ่งกรงเล็บมรณาที่รุมทึ้งเหยื่อ
วินาทีต่อมา ร่างของขุนพลผู้ทระนงก็ระเบิดออกกลายเป็นหมอกโลหิตฟุ้งกระจายแดงฉานไปทั่วบริเวณ พลังทำลายล้างอันมหาศาลบดขยี้มวลกระดูกและเนื้อหนังจนแหลกสลายกลายเป็นผงธุลีปลิวว่อนไปตามลม
ม้วยพินาศ… มิเหลือแม้แต่ซากให้ฝังกลบ!
เมิ่งฝานที่ยืนสงบนิ่งอยู่กลางโถงหอศาสตรา มองภาพสังหารนั้นด้วยสายตาเฉยเมย
เหตุผลที่หวางจื่อกู่รู้สึกว่าตนยังมีทางรอด และเห็นฝูงกระบี่อ่อนโทรมลงนั้น มิใช่อะไรอื่น แต่เป็นแผนการที่เมิ่งฝานจงใจรังสรรค์ขึ้น
การบีบคั้นให้อีกฝ่ายถอยร่นออกไปตายนอกเขตหอศาสตรา ก็เพียงเพราะเมิ่งฝานไม่อยากให้โลหิตโสโครกของคนผู้นี้ มาแปดเปื้อนพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ของหอศาสตราเท่านั้นเอง
เพียงเท่านั้นจริง ๆ
เจ้าหญิงอวี้ฉีเมื่อเห็นร่างของหวางจื่อกู่แหลกสลายเป็นผุยผง หาได้รู้สึกอาลัยหรือโกรธแค้นไม่ กลับกัน นางรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
ชายผู้นี้จะเป้นกบฏหรือสายลับหรือไม่นั้นมิสำคัญอีกต่อไป ในเมื่อเขาบังอาจฝ่าฝืนคำสั่งของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังริอ่านจะสังหารศิษย์ซู่ซันในถิ่นของเขา จุดจบเช่นนี้ก็นับว่าสาสมกับการกระทำของตนเองแล้ว!
ทว่า ในขณะที่เจ้าหญิงอวี้ฉีกำลังลอบถอนหายใจและคลายจิตใจที่ตึงเครียดลงนั้นเอง
ฝูงกระบี่นับสิบเล่มนอกหอศาสตราพลันม้วนตัวกลับ กลายเป็นสายธารแสงพุ่งทะยานคืนสู่หอศาสตราด้วยความเร็วสูง
และท่ามกลางกระแสแสงเหล่านั้นมีกระบี่เล่มหนึ่งพุ่งแยกตัวออกมา ปลายคมอันเย็นเฉียบของมันชี้ตรงมายังกึ่งกลางระหว่างคิ้วของเจ้าหญิงอวี้ฉีอย่างแม่นยำ!