วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 123 จงกลายเป็นกระบี่คู่ชีวิตของข้า
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 123 จงกลายเป็นกระบี่คู่ชีวิตของข้า
บทที่ 123 จงกลายเป็นกระบี่คู่ชีวิตของข้า
“เจ้านาย ได้โปรดอย่าทอดทิ้งข้าเลย!”
ใบหน้าของหงชี่อาบไปด้วยความสิ้นหวัง นางอ้อนวอนเมิ่งฝานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง
ลึก ๆในใจนางเคยหวั่นเกรงเรื่องนี้มาตลอด ยามที่เมิ่งฝานรุดหน้าไปอย่างก้าวกระโดด นางเกรงว่าสักวันตนเองจะกลายเป็นเพียงภาระที่ไม่คู่ควร และตามแผ่นหลังของเขาไม่ทันอีกต่อไป
ไม่ช้าก็เร็ว… เมิ่งฝานย่อมต้องเสาะหากระบี่เล่มใหม่ที่คู่ควรกับเขามากกว่านาง!
แต่นางไม่คาดคิดเลยว่า วันนั้นจะมาถึงรวดเร็วเพียงนี้
เดิมทีนางประเมินว่า อย่างน้อยต้องรอจนกว่าเมิ่งฝานจะก้าวเข้าสู่ระดับรวมปราณดารา นางจึงจะต้องเผชิญกับชะตากรรมนี้ เพราะในฐานะจิตวิญญาณกระบี่ พลังของนางยังถือว่าเหลือเฟือสำหรับการเป็นอาวุธให้แก่ผู้ฝึกตนระดับเทียนหยวนทั่วไป
ทว่า… เมิ่งฝานหาใช่ผู้ฝึกตนระดับเทียนหยวนธรรมดาไม่
เมื่อคิดถึงจุดนี้ หัวใจของหงชี่ก็ดิ่งวูบลงสู่หุบเหวแห่งความสิ้นหวัง หากถูกทอดทิ้งในตอนนี้ ชาตินี้นางคงไร้สิ้นซึ่งความหวังที่จะล้างแค้นให้แก่ตนเอง
เมิ่งฝานจ้องมองเงาร่างจำลองของหงชี่ด้วยแววตาตะลึงงัน เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะระเบิดยิ้มขื่นออกมา เมื่อตระหนักได้ว่าสาวน้อยตรงหน้ากำลังจินตนาการเตลิดไปไกลถึงเพียงไหน
“ยัยหนู เจ้ากำลังเพ้อเจ้อเรื่องพิลึกอันใดอยู่?”
“เอ๊ะ?”
หงชี่ชะงักค้างไปทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มและได้ยินคำพูดที่ไม่คาดคิดของเมิ่งฝาน นางก็ได้แต่ทำหน้าฉงนสนเท่จนทำอะไรไม่ถูก
หากหงชี่มีเลือดเนื้อร่างกายจริง ๆ มิใช่เพียงเงาร่างจำลอง เมิ่งฝานคงจะเขกหัวสั่งสอนนางไปหลายทีให้หายหมั่นเขี้ยว เอาให้หน้าผากแดงปูดขึ้นมาเลยทีเดียว
“ในสายตาของเจ้า ข้าเป็นพวกไร้น้ำใจ ประเภทพอก้าวหน้าแล้วก็สลัดทิ้งคนเก่าคนแก่เช่นนั้นหรือ?” เมิ่งฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความหงุดหงิดเล็กน้อย
เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่านางจะตีความเจตนาของเขาไปในทางเลวร้ายเช่นนั้น และความขุ่นเคืองที่เกิดขึ้นในใจเขาก็หาใช่เรื่องเสแสร้ง เพราะการถูกเข้าใจผิดโดยคนที่เขาไว้ใจ ย่อมสร้างความไม่พอใจเป็นธรรมดา
“แต่… แต่ท่านเพิ่งบอกเองว่า ข้าตามจังหวะก้าวเดินของท่านไม่ทันแล้ว” หงชี่เอ่ยเสียงอ่อย ท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจอย่างถึงที่สุด
ความโศกเศร้าที่เจืออยู่ในน้ำเสียงนั้นช่างบีบคั้นใจ จนเมิ่งฝานต้องถอนหายใจออกมาอย่างหมดแรง
“ข้ายังพูดไม่ทันจบ เจ้าจะรีบร้อนร้อนใจไปไย ที่ข้าบอกว่าเจ้าตามข้าไม่ทันแล้ว นั่นหมายความว่าถึงเวลาที่เจ้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเสียที!”
เพิ่มพูนความแข็งแกร่ง?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หงชี่ก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
ในฐานะที่เป็นเพียงจิตวิญญาณสถิตในกระบี่เล่มหนึ่ง นางจะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร? แม้กระบี่หงชี่จะพอมีหนทางยกระดับอยู่บ้าง แต่เมิ่งฝานไม่ใช่ช่างหลอมอาวุธ แล้วเขาจะบันดาลปาฏิหาริย์นั้นได้อย่างไรกัน
“เจ้านาย… ท่านหาหนทางทำให้กระบี่หงชี่เลื่อนระดับได้แล้วหรือ? หรือว่าท่านจะไปขอให้ช่างหลอมอาวุธผู้เก่งกล้ามาหลอมข้าขึ้นใหม่เพื่อเพิ่มพลัง?”
ยามที่เอ่ยถึงการ ‘หลอมใหม่’ น้ำเสียงของหงชี่กลับสั่นระริก
เมิ่งฝานสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ภายใต้น้ำเสียงที่ดูเหมือนจะยินดีนั้น กลับแฝงไปด้วยความหวาดกลัวที่สลักลึกอยู่ในจิตวิญญาณ!
“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่?”
เมิ่งฝานรีบเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือความอาทรอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสังเกตเห็นอาการสั่นไหวในดวงจิตของนาง
หงชี่ช้อนสายตาขึ้นมองเมิ่งฝานอย่างระแวดระวัง ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว
“เจ้านาย… กระบี่หงชี่เล่มนี้มิอาจหลอมใหม่ได้ หากมีการหลอมรวมขึ้นมาใหม่ ตัวข้าที่เป็นจิตวิญญาณเดิมอาจต้องสลายไปจนสิ้นซาก และจะมีวิญญาณกระบี่ดวงใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาแทนที่”
“เรื่องนั้นเจ้าวางใจได้ ข้าขอให้สัตย์ปฏิญาณว่ามันจะไม่มีวันเกิดขึ้น”
เมิ่งฝานตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดั่งขุนเขา
ความจริงก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรับรู้เงื่อนไขอันตรายเช่นนี้มาก่อน เพราะตัวเขาเองก็มิใช่ช่างหลอมศาสตรา ทว่าการที่จะให้หงชี่ต้องมลายหายไปนั้น เป็นสิ่งที่เมิ่งฝานไม่มีวันยอมรับได้โดยเด็ดขาด
สำหรับเขา หงชี่มิใช่เพียงวิญญาณกระบี่ที่ไร้ชีวิต แต่นางคือตัวตนที่มีจิตวิญญาณ มีความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างจากมนุษย์คนหนึ่ง
และแท้จริงแล้ว… นางก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน ก่อนจะถูกสังเวยด้วยวิถีอันโหดเหี้ยมเพื่อหลอมกระบี่ จนวิญญาณต้องถูกจองจำให้กลายเป็นเพียงจิตสถิตในศาสตราเช่นนี้
ชะตากรรมของสาวน้อยผู้นี้น่าเวทนายิ่งนัก นางต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงและขวัญผวามาโดยตลอด เพื่อขจัดเมฆหมอกแห่งความกลัวในใจนางให้สิ้นไป เมิ่งฝานจึงเลิกอ้อมค้อมแล้วประกาศเจตนาที่แท้จริงออกมา
“ที่ข้าบอกว่าเจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้น เพราะข้าตั้งใจจะใช้กระบี่หงชี่เล่มนี้หลอมรวมเป็น ‘กระบี่บินคู่ชีวิต’ ของข้า! เจ้าเลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว”
กระบี่บินคู่ชีวิต?
สี่คำนี้ทำเอาหงชี่ถึงกับตกตะลึงจนดวงตาเบิกโพล่ง แม้ร่างของนางจะเป็นเพียงเงาจำลองที่พร่ามัว แต่นางย่อมรู้ซึ้งถึงความหมายอันยิ่งใหญ่ของมัน
ประเด็นสำคัญคือ กระบี่หงชี่ในยามนี้ช่างต่ำต้อยนัก
ด้วยพรสวรรค์อันเลิศล้ำของเมิ่งฝาน เขาสามารถเสาะหากระบี่วิเศษชั้นสูง หรือแม้แต่ไขว่คว้า ‘กระบี่เต๋า’ มาเป็นกระบี่คู่ชีวิตได้ไม่ยากเย็น ทว่ากระบี่หงชี่เป็นเพียงกระบี่ระดับวิญญาณชั้นต้นเท่านั้น ช่างห่างชั้นกับสถานะของเขาในอนาคตเหลือเกิน!
แม้กระบี่คู่ชีวิตจะสามารถเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นตามตบะบารมีของเจ้าของได้ แต่มันย่อมเป็นการดีกว่าหากเริ่มต้นจากฐานที่สูงกว่านี้
“เจ้านาย ด้วยศักยภาพของท่าน กระบี่หงชี่เล่มนี้ไม่คู่ควรที่จะเป็นกระบี่คู่ชีวิตของท่านเลยแม้แต่น้อย” หงชี่เอ่ยทัดทานอย่างตรงไปตรงมา
ครั้งนี้ นางมิได้กล่าวเพื่อถ่อมตน แต่นางประเมินค่าตนเองจากความสัตย์จริง
เมิ่งฝานกลับส่ายหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าพูดผิดแล้ว ในสายตาของข้า กระบี่เล่มอื่นหมื่นแสนก็มิอาจเทียบเคียง มีเพียงกระบี่หงชี่เท่านั้นที่คู่ควรจะเป็นกระบี่คู่ชีวิตของข้า!”
กระบี่หงชี่ คือกระบี่เล่มแรกที่เขาได้รับมาครอบครองนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่หอศาสตรา และหากจะกล่าวให้ถูก นี่คือกระบี่เล่มแรกในชีวิตนับตั้งแต่เขาย่างกรายเข้าสู่สำนักซู่ซัน
สำหรับเมิ่งฝาน กระบี่เล่มนี้มีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะพรรณนา
ในวันวาน ยามที่เขายังเป็นเพียงศิษย์ชั้นผู้น้อยที่มีตบะต่ำเตี้ย กระบี่หงชี่กลับไม่เคยรังเกียจ และยอมรับเขาเป็นนายอย่างเต็มใจ
ในวันนี้ เมื่อเขากำลังจะทะยานขึ้นสู่ฟ้า มีหรือที่เขาจะรังเกียจและทอดทิ้งกระบี่เล่มนี้ลง
“แต่ว่า…” หงชี่ขมวดคิ้วมุ่น พยายามจะทัดทานอีกครั้ง ทว่ากลับถูกเมิ่งฝานเอ่ยขัดขึ้นกลางคัน
“ไม่มีแต่ทั้งนั้น! หรือเจ้าอยากให้ข้าทอดทิ้งเจ้าจริง ๆ? เจ้าไม่อยากล้างแค้นแล้วหรืออย่างไร โอกาสที่จะเติบโตไปพร้อมกับข้าเช่นนี้ หากพลาดไปในครานี้เจ้าอาจไม่มีโอกาสอีกเลยชั่วชีวิต!”
เมิ่งฝานกล่าวด้วยความสัตย์จริง เพราะตำแหน่ง ‘กระบี่บินคู่ชีวิต’ ของเขานั้นมีที่ว่างเพียงหนึ่งเดียว หากยามนี้เขาเลือกกระบี่เล่มอื่นไป หงชี่ก็คงต้องติดอยู่ในวังวนของกระบี่วิญญาณระดับต่ำไปตลอดกาล
“ข้า… ข้าเพียงกลัวว่าจะกลายเป็นภาระ ฉุดรั้งฝีเท้าของท่าน” หงชี่เอ่ยเสียงแผ่วอย่างระมัดระวัง
ใครจะเชื่อว่าวิญญาณกระบี่ผู้สูงส่ง แท้จริงแล้วกลับมีปมด้อยฝังลึกถึงเพียงนี้ แต่นั่นก็เป็นเพราะเมิ่งฝานนั้นโดดเด่นและแข็งแกร่งเกินไป แข็งแกร่งเสียจนผู้อยู่ใกล้ชิดรู้สึกด้อยค่า
คนนอกอาจไม่หยั่งรู้ถึงความร้ายกาจของเมิ่งฝาน แต่หงชี่ที่สถิตอยู่ข้างกายเขาทุกเมื่อเชื่อวัน ย่อมเป็น ‘ผู้’ ที่รู้จักตัวตนของเขาดีที่สุด นางจึงรู้สึกจากใจจริงว่ากระบี่วิญญาณเพียงเล่มเดียว ช่างไม่คู่ควรกับเส้นทางอันยิ่งใหญ่ของเขาเลย แม้กระบี่เล่มนั้นจะเป็นตัวนางเองก็ตาม
เมิ่งฝานยกยิ้มมุมปากแล้วกล่าวว่า “หากคนอย่างข้าสามารถถูกเจ้าฉุดรั้งไว้ได้ เจ้าก็ควรจะภูมิใจในตัวเองเสียมากกว่านะ เจ้าจะไม่มั่นใจในตัวเองก็ได้ แต่เจ้าห้ามไม่มั่นใจในตัวข้า!”
หงชี่ชะงักไปครู่หนึ่ง นางรู้สึกคล้ายกับเห็นประกายความอ่อนโยนที่เปี่ยมด้วยความเอ็นดูพาดผ่านดวงตาของเมิ่งฝานเพียงชั่ววูบ
อืม… คงเป็นภาพลวงตาแน่ ๆ ข้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเขาเสียหน่อย นางปลอบใจตัวเองในขณะที่หัวใจเริ่มพองโต
“ขอบพระคุณเจ้านาย!”
เงาร่างของหงชี่ทรุดกายคุกเข่าลงต่อหน้าเมิ่งฝานด้วยความซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเบ้า
ในยามนี้นางรู้ดีว่าหากยังดึงดันปฏิเสธต่อไป ย่อมเป็นการกระทำที่โง่เขลาและดูเสแสร้งเกินไป เพราะการได้เป็นกระบี่คู่ชีวิตของเมิ่งฝานนั้น มีแต่ตัวนางเท่านั้นที่ได้รับวาสนาอันมหาศาล!
เมิ่งฝานส่ายหน้าเบา ๆ “ต่อหน้าข้าไม่จำเป็นต้องพิธีรีตองขนาดนั้น ผู้ที่ควรค่าแก่การคุกเข่าไหว้มีเพียงฟ้าดินและบิดามารดาเท่านั้น แม้ข้าจะเป็นนายของเจ้า แต่ก็มิได้ต้องการให้เจ้ามาหมอบราบกราบไหว้เช่นนี้”
วิญญาณที่สลักลึกอยู่ในกระดูกของเมิ่งฝานยังคงเป็นคนจากโลกยุคใหม่ เขาจึงไม่พิสมัยการแบ่งชนชั้นผ่านการกราบไหว้แม้แต่น้อย
“หลังจากที่กระบี่หงชี่กลายเป็นกระบี่คู่ชีวิตของข้า และผ่านการบ่มเพาะด้วยปราณของข้าแล้ว เจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด ในภายภาคหน้า ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับกระบี่ธรรมหรือแม้แต่กระบี่เต๋า เจ้าก็จะไม่พ่ายแพ้อย่างแน่นอน”
เมิ่งฝานยิ้มอย่างมาดมั่น “ดังนั้นหงชี่ นับจากนี้ไป เจ้าคือคู่หูที่ใกล้ชิดข้าที่สุด”
ทว่ายังมีปณิธานอีกประการหนึ่งที่เมิ่งฝานซุกซ่อนไว้ในใจ ไม่ได้เอ่ยออกมา
เขามีความตั้งใจอันยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือการ... ชุบชีวิตหงชี่ให้กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง!