วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 124 ขอบเขตเทียนหยวน จุติจิตสัมผัสเทพ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 124 ขอบเขตเทียนหยวน จุติจิตสัมผัสเทพ
บทที่ 124 ขอบเขตเทียนหยวน จุติจิตสัมผัสเทพ
หงชี่ติดตามเมิ่งฝานมาเนิ่นนาน แม้รูปลักษณ์ภายนอกนางจะเป็นเพียงวิญญาณสถิตกระบี่ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว นางคือมนุษย์ผู้มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ ข้อนี้ไม่จำเป็นต้องตอกย้ำซ้ำความ
หากมีโอกาสเพียงน้อยนิด เมิ่งฝานย่อมปรารถนาจะให้หงชี่ฟื้นคืนชีพกลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างแน่นอน!
ทว่าหนทางนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ! มันคือภารกิจอันหนักอึ้งและยาวไกลที่ไม่อาจสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน และเมิ่งฝานในยามนี้ก็ยังไม่มีตบะบารมีเพียงพอ หากเขารีบร้อนลั่นวาจาสัญญาแต่สุดท้ายกลับทำไม่ได้ ย่อมเป็นการกรีดแผลลึกให้หงชี่ต้องผิดหวังเสียใจยิ่งกว่าเดิม
ดังนั้น แม้จะมีความตั้งใจอันแน่วแน่ซ่อนอยู่ แต่เมิ่งฝานก็เลือกที่จะเก็บงำมันไว้ในส่วนลึกของใจ
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพียงความเพ้อฝัน เพราะตราบใดที่กระบี่หงชี่หลอมรวมเป็นกระบี่คู่ชีวิตของเขา ไม่เพียงแต่ตัวกระบี่ที่จะได้รับการขัดเกลา แต่ดวงวิญญาณของหงชี่ก็จะได้รับการบ่มเพาะจากพลังปราณของเขาโดยตรงเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมิ่งฝานฝึกฝน ‘มรรคาฌานซีหวง’ ซึ่งทรงอานุภาพเหนือกว่าวิชาฌานทั่วไปหลายเท่าตัว นี่คือความได้เปรียบอันมหาศาล ภายใต้การชะโลมด้วยปราณทิพย์วันแล้ววันเล่า วิญญาณของหงชี่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มก่อรูปก่อร่างเป็นตัวตนที่ชัดเจน
เมื่อถึงเวลานั้น นางจะสามารถวิวัฒน์จากกายวิญญาณไปสู่กายจิต และก้าวข้ามไปสู่การเป็นผู้ฝึกตนมรรชาวิญญาณได้ในที่สุด
การเปลี่ยนแปลงทีละขั้นอย่างมั่นคงนี้ จะนำไปสู่การผลัดใบครั้งยิ่งใหญ่ของหงชี่ และหากวันใดที่เมิ่งฝานค้นพบความลับในการสร้างกายเนื้อขึ้นใหม่ เมื่อนั้นหงชี่จะฟื้นคืนชีพกลับมาอย่างแท้จริง
ทว่านั่นยังคงเป็นเป้าหมายที่ห่างไกล... หากไร้ซึ่งเวลาหลายสิบปีหรือนับร้อยปีในการบ่มเพาะ ย่อมยากจะบรรลุถึงจุดนั้น
“ต่อจากนี้ ข้าจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทียนหยวน พร้อมกับหลอมรวมจิตสัมผัสเทพ นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการหลอมกระบี่หงชี่ให้กลายเป็นกระบี่คู่ชีวิตของข้า”
เมิ่งฝานทอดสายตามองหงชี่แล้วกล่าวสำทับ “เจ้าจงกลับเข้าไปในกระบี่ก่อน จากนี้ไปไม่ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงใดขึ้น เจ้าห้ามขัดขืนเป็นอันขาด!”
“เจ้าค่ะนายท่าน” หงชี่พยักหน้ารับคำ เงาร่างจาง ๆ ของนางวูบหายกลับเข้าไปในตัวกระบี่ทันที
เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิลงบนเตียง วางกระบี่หงชี่ไว้บนตักอย่างแผ่วเบา
เสี่ยวชิงที่ซุกตัวอยู่ในกระเป๋าเสื้อสัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่ผิดปกติ มันรีบโผล่หัวออกมามอง แล้วเลื้อยลงจากตัวเมิ่งฝานไปขดตัวจ้องมองอยู่บนโต๊ะที่ห่างออกไปอย่างระแวดระวัง
สัญชาตญาณบอกให้มันรู้ว่า กำลังจะเกิดเหตุการณ์สะเทือนเลื่อนลั่นขึ้นในไม่ช้า!
‘วิญญูชนย่อมไม่อยู่ใกล้กำแพงที่กำลังจะถล่ม’ เสี่ยวชิงปลอบใจตัวเองพลางคิดว่าตนเองนั้นคือ ‘ปราชญ์ในหมู่พญางู’
มันไม่ใช่แค่งูสามัญทั่วไป แต่มันคือ ‘เจียว’ มังกรดินผู้สูงส่งกว่าเผ่าพันธุ์เลื้อยคลานนับร้อยเท่า และเป็นสิ่งมีชีวิตที่สวรรค์กำหนดชะตามาให้โผบินขึ้นเป็นมังกรในภายภาคหน้า!
เมิ่งฝานไม่ได้สนใจท่าทีของเจ้าเสี่ยวชิงแม้แต่น้อย สมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่เพียงกระบี่เบื้องหน้า
เขาใช้นิ้วกรีดผ่านคมกระบี่หงชี่เบา ๆ เค้นเอาหยดเลือดสีแดงเข้มหยดหนึ่งออกมา
นั่นไม่ใช่เลือดธรรมดา หากแต่เป็น ‘เลือดแก่นแท้’ ที่กลั่นออกมาจากต้นกำเนิดพลังชีวิตของเขาเอง
โลหิตแก่นแท้เพียงหยดเดียว มีค่าควรเมืองยิ่งกว่าเลือดสามัญนับร้อยนับพันหยด
เมื่อหยาดโลหิตสีแดงเข้มหยดลงบนตัวกระบี่หงชี่ เมิ่งฝานก็หลับตาลงนิ่งสนิท เริ่มต้นกระบวนการทะลวงคอขวดเพื่อก้าวข้ามสู่ขอบเขตเทียนหยวนอย่างเต็มกำลัง
ครั้งหนึ่งในอดีต ยามที่เขาปรนนิบัติเช็ดถูศาสตราในหอเก็บอาวุธ เมิ่งฝานเคยได้รับสืบทอดเคล็ดวิชา ‘การหลอมกระบี่บินคู่ชีวิต’ มาจากความทรงจำกระบี่เล่มหนึ่ง นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่หอศาสตรา เขาได้สัมผัสวิญญาณกระบี่มานับไม่ถ้วน ทั้งกระบี่ของยอดคนผู้เกรียงไกรและของจอมยุทธ์ผู้ต่ำต้อย วิชาดาบและวิถีกระบี่ที่เขาซึมซับมานั้นมีมากมายมหาศาลเกินกว่าจะพรรณนา
และเคล็ดวิชาลับในการหลอมกระบี่คู่ชีวิตเล่มนี้ คือหนึ่งในมรดกอันล้ำค่าที่สุด!
แม้ในหอตำราของสำนักซู่ซันจะมีบันทึกวิธีการฝึกฝนกระบี่บินคู่ชีวิตเอาไว้ และเมิ่งฝานเองก็เคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง แต่เคล็ดวิชาที่เขาได้รับจากความทรงจำกระบี่นั้น กลับลึกซึ้งและพิสดารกว่าตำราทั่วไปหลายเท่าตัว
ความพิเศษของมันอยู่ที่การ ‘ประทับตราวิญญาณ’ ลงบนศาสตราในวินาทีที่จิตสัมผัสเทพก่อตัวสำเร็จ กระบี่ที่ถูกหลอมด้วยวิถีนี้จะมีศักยภาพเหนือล้ำกว่ากระบี่คู่ชีวิตธรรมดาอย่างเทียบไม่ได้ ทั้งยังเติบโตและวิวัฒน์ตามเจ้าของได้รวดเร็วยิ่งนัก
เมิ่งฝานจมดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิอันล้ำลึก มุ่งมั่นจดจ่อจนถึงขีดสุด
เพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก เขาก็ทะลวงผ่านพันธนาการ ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทียนหยวนได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ!
ในขณะเดียวกัน ภายในห้วงจิตสำนึก ‘จิตสัมผัสเทพ’ ก็เริ่มควบแน่นก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ เพราะบัดนี้ไม่มีอุปสรรคใดในโลกหล้าจะขวางกั้นวิถีแห่งเมิ่งฝานได้อีกต่อไป
พริบตาที่จิตสัมผัสเทพก่อรูปสมบูรณ์ เมิ่งฝานได้แบ่งแยกสายใยวิญญาณชีวิตเส้นหนึ่ง แทรกซึมลึกเข้าไปในเนื้อเหล็กของกระบี่หงชี่ทันที
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
กระบี่หงชี่ที่วางอยู่บนตักเริ่มสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง เสียงกระบี่กรีดร้องก้องกังวานไปทั่วห้องอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
เสียงอึกทึกนั้นรุนแรงเสียจน ‘ศิษย์พี่หลัว’ ในชุดคลุมลำลองต้องรีบรุดมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง เขาเคาะประตูพลางถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“ศิษย์น้องเมิ่ง เกิดอะไรขึ้น? เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม!?”
“ศิษย์พี่หลัววางใจได้ ข้าไม่เป็นไร!” เมิ่งฝานตะโกนตอบกลับไปโดยไม่ลืมตา
แม้กระบี่หงชี่จะกำลัง ‘ดิ้นรน’ ขัดขืนอย่างรุนแรงตามสัญชาตญาณศาสตรา แต่นั่นเป็นเพียงกระบวนการเปลี่ยนผ่านตามปกติที่เมิ่งฝานเตรียมใจรับมือไว้แล้ว
เมื่อได้ยินคำยืนยัน ศิษย์พี่หลัวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมเดินกลับเข้าห้องของตนไป เขาฉุกคิดได้ว่าที่นี่คือหอศาสตรา และท่านผู้เฒ่าหลินผู้ทรงฤทธิ์ก็สถิตอยู่ที่ชั้นบน เสียงดังสนั่นปานนี้ไม่มีทางที่ท่านจะไม่รับรู้ หากเมิ่งฝานตกอยู่ในอันตรายจริง ท่านย่อมไม่มีทางนิ่งดูดาย
ในเมื่อท่านผู้เฒ่ายังคงสงบนิ่ง นั่นย่อมเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าเมิ่งฝานเอาอยู่
เมื่อเหตุผลกระจ่างชัด ใจของศิษย์พี่หลัวก็สงบลงไปมาก
และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้จริง ๆ เสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังออกมาจากห้องของเมิ่งฝานนั้น มีหรือที่ผู้เฒ่าหลินจะไม่รับรู้
บนชั้นสองของหอศาสตรา ผู้เฒ่าหลินที่กำลังดิ่งลึกในห้วงฌานค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตาของท่านสั่นไหวด้วยอารมณ์ที่ยากจะอธิบาย
“เหลวไหล! ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ใจร้อนรนจนเกินการณ์จริง ๆ!” ผู้เฒ่าหลินพึมพำพลางทอดถอนใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
ประสาทสัมผัสอันล้ำลึกของท่านไม่เพียงแต่รับรู้ว่าเมิ่งฝานทะลวงผ่าน ขอบเขตเทียนหยวน และควบแน่น จิตสัมผัสเทพ ได้สำเร็จเท่านั้น แต่ท่านยังมองเห็นภาพที่เมิ่งฝานกำลังเร่งรีบหลอมรวม ‘กระบี่บินคู่ชีวิต’ อีกด้วย
ตามหลักแล้ว การที่ศิษย์รักก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทียนหยวนและบรรลุจิตสัมผัสเทพได้ตั้งแต่อายุเท่านี้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีจนน่าเฉลิมฉลอง ทว่าเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้กลับบุ่มบ่ามเกินไป พอได้จิตสัมผัสเทพมาครอบครอง ก็รีบร้อนจะสลักวิญญาณลงในดาบทันที โดยไม่คิดจะมาปรึกษาหารือกับท่านสักคำ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ท่านเพิ่งลั่นวาจาไว้ว่า หากเขาก้าวสู่ระดับเทียนหยวนเมื่อใด ท่านจะพิจารณาเสาะหา ‘กระบี่วิเศษ’ ชั้นเลิศมาช่วยสยบให้เป็นกระบี่คู่กาย
แต่ผลลัพธ์คือความใจร้อนของคนหนุ่ม เขากลับคว้าเอาเพียง ‘กระบี่วิญญาณ’ เล่มหนึ่งมาทำเป็นกระบี่คู่ชีวิตเสียอย่างนั้น!
กระบี่คู่ชีวิต คืออาวุธที่จะต้องร่วมเป็นร่วมตายและเคียงคู่จอมยุทธ์ไปจนสิ้นอายุขัย ความสำคัญของมันนั้นยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด แต่เด็กคนนี้กลับรอคอยวาสนาที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ไม่ไหวเลยหรือ
ทว่าในยามที่ผู้เฒ่าหลินรับรู้ กระบวนการหลอมรวมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แม้ท่านต้องการจะยื่นมือเข้าไปหยุดยั้งก็สายเกินการณ์ไปเสียแล้ว
“อนิจจา… วัยเยาว์ช่างหุนหันพลันแล่นเสียนี่กระไร”
ผู้เฒ่าหลินทอดถอนใจยาวด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง แม้เรื่องราวจะเลยเถิดมาถึงเพียงนี้ การจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์ อีกทั้งกระบี่วิญญาณแม้จะมีจุดเริ่มต้นที่ด้อยกว่ากระบี่วิเศษทั่วไปอยู่บ้าง แต่ด้วยคุณสมบัติของกระบี่คู่ชีวิตที่สามารถวิวัฒน์ตามเจ้าของได้ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายจนรับไม่ได้เสียทีเดียว
ท่านส่ายหน้าช้า ๆ พลางสลัดความคิดวุ่นวายทิ้งไป และเลิกสนใจความเคลื่อนไหวของเมิ่งฝาน เพราะท่านรู้ดีว่าศิษย์ผู้นี้ไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายใด ๆ
แต่ครั้งนี้ ผู้เฒ่าหลินกลับคาดการณ์ผิดไปถนัดตา เมิ่งฝานมิได้ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบตามประสาคนหนุ่ม หากแต่เขาผ่านการ ‘ขบคิดอย่างถี่ถ้วน’ และเตรียมใจยอมรับผลที่ตามมาไว้อย่างดีแล้ว เขาไม่มีวันเสียใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้แม้เพียงกระผีกริ้น
ภายในห้องพักที่เริ่มกลับคืนสู่ความเงียบสงบ กระบี่หงชี่หยุดสั่นสะเทือนและเสียงกรีดร้องของโลหะก็มอดดับลง ทว่าสีหน้าของเมิ่งฝานกลับดูซีดเผือดลงไปเล็กน้อย
การสูญเสียทั้งโลหิตแก่นแท้และพลังจิตวิญญาณไปในคราวเดียวกัน ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเขาไม่น้อยเลย แต่มันช่าง ‘คุ้มค่า’ ยิ่งนัก!
ชั่วอึดใจต่อมา เงาร่างของหงชี่ก็ลอยละล่องออกมาจากตัวกระบี่ นางค้อมกายลงคำนับเมิ่งฝานด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมด้วยความภักดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“นายท่าน...”