วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 142 วาจา "กระบี่เทพ" เจ้ากล้าเอ่ยถึงเชียวรึ!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 142 วาจา "กระบี่เทพ" เจ้ากล้าเอ่ยถึงเชียวรึ!
บทที่ 142 วาจา “กระบี่เทพ” เจ้ากล้าเอ่ยถึงเชียวรึ!
อันดับหนึ่งในใต้หล้า
ห้าคำนี้ช่างมีน้ำหนักมหาศาลจนยากจะพรรณนา
เพราะผู้ที่จะครอบครองสมญานามนี้ได้ ย่อมต้องเป็นผู้ที่สามารถสยบขุมกำลังทั่วหล้า และอยู่เหนือมวลมนุษย์ในยุคสมัยเดียวกันได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
หากจะยกตัวอย่างในยุคปัจจุบัน ทั่วทั้งแผ่นดินยังมิมีผู้ใดกล้าโอ้อวดตนว่าเป็นอันดับหนึ่ง และมิมีใครมีบารมีเพียงพอจะทำให้ผู้คนยอมสยบศิโรราบได้ แม้แต่ประมุขแห่งสำนักกระบี่ซู่ซันอย่าง หลินจิงหง ก็ยังมิอาจทำให้ยอดฝีมือทั่วหล้ายอมรับนับถืออย่างเป็นเอกฉันท์
ยุคสมัยนี้คือยุคที่มังกรซ่อนพยัคฆ์หมอบ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมใคร ดุจดั่งมวลบุปผานานาพันธุ์ที่กำลังแข่งกันผลิบาน
อย่างไรก็ตาม เมิ่งฝานเชื่อมั่นว่าในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ตำแหน่งอันดับหนึ่งในใต้หล้าย่อมจะปรากฏขึ้นอย่างแน่นอน
เพราะหลังจากการประชันของมวลบุปผาสิ้นสุดลง ย่อมต้องมีดอกไม้เพียงหนึ่งเดียวที่งดงามและโดดเด่นเหนือกว่ามวลไม้ทั้งปวง
เมื่อบุปผาของข้าเบ่งบาน ดอกไม้ทั่วทั้งอุทยานย่อมร่วงโรย
เมิ่งฝานรู้สึกลึก ๆ ว่า สมญานามอันดับหนึ่งในใต้หล้านี้ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องตกเป็นของตนอย่างมิต้องสงสัย
แต่ในยามนี้เขายังเป็นเพียงต้นกล้าที่กำลังเติบโต มิอาจลำพองตนจนเกินไป
การซุ่มฝึกฝนอย่างเงียบเชียบและมั่นคงต่างหาก คือหนทางที่ถูกต้องที่สุด!
“ท่านอาจารย์ แม้ว่าหลี่ฝานเฉินจะล้มเหลวในการช่วงชิงกระบี่ และพ่ายแพ้ต่อท่านเจ้าสำนักไปกึ่งหนึ่ง แต่คนระดับประมุขนิกายเช่นนั้น คงมิยอมเลิกลากลับไปง่าย ๆ กระมัง?”
ในสายตาของเมิ่งฝาน ทั้งท่านเจ้าสำนักและภาพรวมของซู่ซัน ดูจะยึดติดกับหลักการและทำนองคลองธรรมจนเกินไปเสียหน่อย
หากเขาอยู่ในตำแหน่งเจ้าสำนัก ในเมื่อหลี่ฝานเฉินกล้าบุกมาหยามถึงที่ และยังเป็นศัตรูตัวฉกาจที่จะนำภัยพิบัติมาให้ในภายหลัง มีหรือเขาจะปล่อยให้คนผู้นี้เดินออกจากสำนักกระบี่ซู่ซันไปได้อย่างลอยนวล? เขาคงจะจัดการปลิดชีพให้สิ้นซากไปเสียตรงนั้น!
แน่นอนว่า ความคิดที่เด็ดขาดและดุดันเช่นนี้ อาจเป็นเพราะเขายังเยาว์วัย และมิได้นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในวงกว้าง
ส่วนผู้อาวุโสหลินนั้น มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกับเจ้าสำนัก เขาไม่เคยมีความคิดที่จะสังหารหลี่ฝานเฉินทิ้งที่นี่เลยแม้แต่น้อย
“ในเมื่อหลี่ฝานเฉินมิใช่คู่ต่อสู้ของท่านเจ้าสำนัก เขาก็ย่อมมิมีปัญญาช่วงชิงกระบี่โลหิตวิญญาณไปได้ ต่อให้เขาจะมิยอมแพ้ แล้วเขาจะทำสิ่งใดได้เล่า?”
เมื่อได้ยินคำตอบของอาจารย์ เมิ่งฝานก็ได้แต่ลอบทอดถอนใจด้วยความอ่อนอกอ่อนใจอยู่ลึก ๆ
ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มย้อนกลับมาทบทวนตนเองว่า เหตุใดความคิดของเขาจึงได้แตกต่างจากผู้คนในโลกนี้อย่างสิ้นเชิง
หรือว่าเป็นเพราะข้ายังมีความเป็นฝ่ายธรรมะมิตรงตามมาตรฐานกันแน่
เมิ่งฝานครุ่นคิดอย่างจริงจัง จนเริ่มตระหนักได้ว่า ตัวเขาเองอาจมิได้ดำเนินตามวิถีแห่งธรรมอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุดแล้ว เขาเป็นเพียงผู้มาจากต่างโลกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้เพียงครึ่งทาง มิได้เติบโตจากการขัดเกลาของสำนักซู่ซันมาตั้งแต่ต้น ยิ่งมิต้องพูดถึงการถูกล้างสมองด้วยคติธรรมอันเคร่งครัด
สำหรับผู้ที่มาจากโลกที่เต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบ แนวคิดหลายอย่างเมื่อนำมาใช้ในโลกแห่งการบำเพาะเพียรนี้ ย่อมดูขัดหูขัดตาฝ่ายธรรมะมิน้อย บางอย่างถึงขั้นถูกตราหน้าว่าเป็น… วิถีแห่งมาร
นี่คือการปะทะกันของความเชื่อและมโนธรรมที่ต่างขั้ว เมิ่งฝานมิได้รู้สึกว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่มันคือวิถีทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“เอาเถิด เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว เรื่องราวระดับนั้นยังไกลตัวพวกเรานัก มิใช่สิ่งที่เจ้าและข้าต้องนำมาเป็นกังวลในยามนี้”
ผู้อาวุโสหลินตบบ่าเมิ่งฝานเบา ๆ เพื่อเรียกสติ “การศึกจบสิ้นลงแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าต้องมุ่งสมาธิไปที่การหยั่งรู้แผ่นศิลากระบี่เทพอย่างจริงจังเสียที ตั้งจิตให้มั่น!”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับคำ เขาเองก็ตระหนักว่าควรรีบเร้นกายออกจากที่นี่ มิฉะนั้นหากมีผู้ใดมาพบเข้า เรื่องราวจะกลายเป็นความยุ่งยากที่ยากจะสะสาง
ก่อนจะจากไป เมิ่งฝานอดใจมิได้ที่จะกวาดสายตามองไปที่กระบี่ปราบอสูรอีกครั้ง
หากวันหนึ่งข้าสามารถกุมด้ามกระบี่ปราบอสูรที่ถูกปลดพันธนาการโดยสมบูรณ์ได้ ภาพในวันนั้นจะยิ่งเกรียงไกรและไร้เทียมทานเพียงใดกันนะ?
น่าเสียดายที่ในยามนี้ มันยังเป็นเพียงความเพ้อฝันที่ห่างไกลเกินเอื้อม!
แม้แต่เจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลินจิงหง ก็ยังมิอาจคลายตราผนึกของกระบี่ปราบอสูรเล่มนี้ได้
ด้วยเหตุนี้ ยอดกระบี่ระดับตำนานจึงทำได้เพียงถูกทอดทิ้งให้จมกองฝุ่นอยู่ในมุมมืด ส่วนผู้อาวุโสหลินในฐานะผู้พิทักษ์กระบี่ ก็มิต่างอะไรกับสหายร่วมชะตากรรมที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางฝุ่นละอองไปพร้อม ๆ กับมัน
ตามหลักการแล้ว ผู้อาวุโสหลินมีสิทธิ์ชอบธรรมในการหยิบใช้กระบี่ปราบอสูร แต่ในสภาวะที่มันถูกผนึกอย่างหนาแน่นเช่นนี้ อานุภาพที่แท้จริงของมันกลับด้อยกว่ากระบี่อาคมระดับพื้นฐานเสียด้วยซ้ำ
สิทธิในการครอบครองกระบี่เล่มนี้จึงเป็นเพียงนามธรรมที่ไร้ความหมาย
เพียงชั่วพริบตา เงาร่างของเมิ่งฝานและผู้อาวุโสหลินก็เร้นกายออกจากหอสยบอสูร และมาปรากฏตัวอีกครั้ง ณ ใจกลางวิหารเทพกระบี่
เมิ่งฝานทอดสายตามองแผ่นศิลากระบี่เทพที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางวิหาร หัวใจของเขาสั่นไหวด้วยความตื่นเต้นจนต้องพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสะกดอารมณ์ให้สงบนิ่ง
ครั้งนี้… เขาตั้งใจจะจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งการหยั่งรู้ถึงสิบวันสิบคืนติดต่อกัน!
เพียงแค่จินตนาการถึงผลลัพธ์ เลือดในกายของเขาก็พลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างห้ามมิได้
ผู้อาวุโสหลินเดินไปเจรจากับผู้เฒ่าชุดเทาที่เฝ้าวิหาร ระยะเวลาสิบวันสิบคืนนั้นมิใช่เรื่องเล็ก และต้องใช้ทรัพยากรแลกเปลี่ยนมหาศาล
ครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสหลินก็เดินกลับมาหาเมิ่งฝานพร้อมรอยยิ้ม “เรียบร้อยแล้ว คราวนี้เจ้ามีเวลาหยั่งรู้ถึงสิบวันสิบคืน เจ้าก็รู้ดีว่าโอกาสครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยสิ่งใด จงทุ่มเทสมาธิให้ถึงที่สุด อย่าให้อาจารย์ต้องผิดหวังเล่า”
แม้ปากจะกำชับเช่นนั้น แต่ในใจของผู้อาวุโสหลินกลับมีความเชื่อมั่นในตัวเมิ่งฝานอย่างเต็มเปี่ยม เขารู้ดีว่าศิษย์คนนี้ไม่เคยทำให้เขาผิดหวังแม้แต่ครั้งเดียว
ทรัพยากรที่จ่ายไปนั้นมหาศาลก็จริง แต่มันจะคุ้มค่าอย่างแน่นอน!
“ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ศิษย์จะมิทำให้ท่านต้องผิดหวังเป็นอันขาด” เมิ่งฝานให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ผู้อาวุโสหลินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะตบบ่าศิษย์รักอีกครั้งแล้วยิ้มกว้าง “ไปเถอะ!”
เมิ่งฝานค้อมกายคารวะอาจารย์อย่างนอบน้อม ก่อนจะก้าวเดินมุ่งหน้าสู่แผ่นศิลากระบี่เทพด้วยความมุ่งมั่น
ขณะเดียวกัน ผู้เฒ่าชุดเทาที่เฝ้าวิหารกลับจ้องมองแผ่นหลังของเมิ่งฝานด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความฉงนและสนใจ
เขายังคงจดจำเจ้าหนุ่มคนนี้ได้แม่นยำดุจสลักไว้ในใจ
ตลอดหลายปีที่ทำหน้าที่เฝ้าศาลเทพกระบี่ เขาพบเห็นอัจฉริยะจากสำนักซู่ซันมานับไม่ถ้วน แต่ผู้ที่สามารถรักษาสมาธิหยั่งรู้ได้ต่อเนื่องยาวนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ เช่นที่เมิ่งฝานเคยทำนั้น… เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนแม้แต่คนเดียว
ในรอบหลายสิบปี มีเพียงเมิ่งฝานคนเดียวที่ทำลายทำเนียบความเชื่อนั้นลงได้!
และในวันนี้ เจ้าหนุ่มคนเดิมกลับสร้างเรื่องที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า
เด็กคนนี้… ถึงขั้นกล้าท้าทายขีดจำกัดด้วยการหยั่งรู้ถึงสิบวันสิบคืนเชียวรึ?
ผู้อาวุโสชุดเทาเป็นผู้ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เขารู้จักมักคุ้นกับผู้อาวุโสหลินเป็นอย่างดี แม้ความสัมพันธ์จะมิได้สนิทสนมถึงขั้นสหายร่วมตาย แต่ก็พอจะมองตากันออก
เขารู้นิสัยใจคอของหลินเปียนอวินผู้นี้ดี คนอย่างตาแก่นี่หรือจะยอมควักทรัพยากรเพื่อให้ศิษย์มานั่งหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่ถึงสิบวันสิบคืนโดยไม่มีเหตุผลอันควร
ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวคือเจ้าหนุ่มคนนี้ต้องได้รับวาสนาบางอย่างที่ล้ำค่ามหาศาลจากแผ่นศิลาเทพกระบี่
และสิ่งที่เขาได้รับนั้นเอง ที่เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้เขาสามารถดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งการหยั่งรู้ได้ต่อเนื่องยาวนานถึงสิบวันสิบคืน!
นี่คือเรื่องที่สั่นสะเทือนจินตนาการอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้พิทักษ์วิหารเทพกระบี่ เขาย่อมตระหนักดีว่าความลี้ลับที่ซ่อนอยู่ในแผ่นศิลานั้นยากแท้หยั่งถึงเพียงใด
เรื่องในอดีตกาลนับพันปีเขาไม่อาจฟันธงได้ แต่ในช่วงหนึ่งร้อยปีมานี้เขามั่นใจว่ามิเคยมีผู้ใดสามารถหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่ได้ยาวนานเยี่ยงนี้มาก่อน
สัญชาตญาณบอกเขาว่าเจ้าหนุ่มระดับเทียนหยวนขั้นที่หนึ่งตรงหน้านี้ ในอนาคตอาจกลายเป็นเสาหลักผู้ค้ำจุนสำนักกระบี่ซู่ซัน!
ขณะนั้นเอง เมิ่งฝานได้ก้าวเท้าเข้าสู่ระยะของแผ่นศิลาเทพกระบี่ เขาค่อย ๆ นั่งขัดสมาธิลง ก่อนจะวางฝ่ามือทั้งสองแนบลงบนผิวศิลาอันเย็นเยียบ เริ่มต้นการหยั่งรู้อีกครั้ง
ผู้เฒ่าชุดเทาเดินมาหยุดอยู่ข้างกายผู้อาวุโสหลินอย่างเงียบเชียบ
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนว่า
“เจ้าหนุ่มนั่น… มิได้แสร้งทำเพื่อโอ้อวดหรอกรึ?”
การหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่สิบวันสิบคืนในคราวเดียว หากจิตใจของเขาสามารถเชื่อมต่อกับเจตจำนงกระบี่ได้ตลอดเวลาโดยไม่ขาดช่วง รากฐานวิถีกระบี่ของเด็กคนนี้จะน่าหวาดหวั่นเพียงใดกัน?
ผู้อาวุโสหลินคลี่ยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า “หูชิงสือ… หูชิงสือเอ๋ย ทั่วทั้งซู่ซันใครบ้างมิรู้ว่าข้า หลินเปียนอวิน ขึ้นชื่อเรื่องความตระหนี่ถี่เหนียวเพียงใด เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าคนอย่างข้าจะยอมโยนหินวิญญาณหลายพันก้อนทิ้งน้ำเพียงเพื่อช่วยให้ศิษย์มานั่งแสร้งทำเป็นเก่งกาจ?”
หูชิงสือ หรือผู้เฒ่าชุดเทา สูดหายใจลึก แววตาแฝงไปด้วยความอิจฉาระคนเลื่อมใส
“คราแรกข้าคิดว่าตาแก่อย่างเจ้าโชคดีได้พบอัญมณีล้ำค่า แต่บัดนี้เมื่อมองดูอีกที นี่มันมิใช่อัญมณีเสียแล้ว แต่มันคือ ‘หินเทพข้ามโลก’ ชัด ๆ!”
ผู้อาวุโสหลินหัวเราะร่าด้วยความเบิกบานใจ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด
ในวัยที่ล่วงเลยมาถึงเพียงนี้ เขาไม่จำเป็นต้องเอาตนเองไปเปรียบเทียบชิงดีชิงเด่นกับผู้ใดอีก
ความแกร่งกร้าวหรืออ่อนโทรมของสังขารมิได้ทำให้เขาภูมิใจหรืออัปยศเหมือนหนุ่มสาว
ทว่า… หากศิษย์ที่ตนพร่ำสอนมานั้นเก่งกล้าสามารถจนคนทั้งใต้หล้าต้องเหลียวมอง นั่นต่างหากคือเกียรติยศอันสูงสุดที่เขาพึงปรารถนา!
ผู้อาวุโสหลินยืดอกกล่าวอย่างทะนงตน “คอยดูไปเถอะ อย่างช้าไม่เกินหนึ่งร้อยปี บนยอดเขาซู่ซันแห่งนี้จะมี ‘จักรพรรดิกระบี่’ จุติขึ้นมาอีกท่านหนึ่ง!”
หูชิงสือถึงกับกลอกตามองฟ้าทันที
“เจ้าแก่เอ๋ย พอข้าชมเข้าหน่อยเจ้าก็วางก้ามเสียใหญ่โต แม้ข้าจะมิอาจปฏิเสธว่าเจ้าเด็กนี่มีความสามารถอันเหลือล้น แต่คำว่า ‘จักรพรรดิกระบี่’ นั้น… เจ้าก็กล้าเอ่ยออกมาได้ไม่อายปากนะ!”