วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 141 จักรพรรดิกระบี่ ตู๋กู่ อู๋จี้
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 141 จักรพรรดิกระบี่ ตู๋กู่ อู๋จี้
บทที่ 141 จักรพรรดิกระบี่ ตู๋กู่ อู๋จี้
สุดยอดวิชากระบี่แห่งสำนักซู่ซันอย่างหมื่นกระบี่สูตรและเนตรฟ้ากระบี่นั้น แม้แต่ผู้อาวุโสหลินเองก็ยังมิเคยมีวาสนาได้สัมผัส
ในเรื่องนี้ ผู้อาวุโสหลินทำได้เพียงทอดถอนใจด้วยความจนใจ
สำนักซู่ซันนั้น แม้จะเป็นขุมกำลังฝ่ายธรรมะอันเลื่องชื่อ แต่บ่อยครั้งก็มักจะเก็บงำความลับและวิชาชั้นเลิศไว้กับตัวอย่างมิดชิด
ยอดวิชากระบี่ระดับสูงสุดเหล่านี้ หากมิใช่ผู้สืบทอดสายตรงของเจ้าสำนัก ก็ต้องเป็นผู้ที่สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงจนยากจะหาผู้ใดเปรียบให้กับสำนักเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ได้ฝึกฝน
ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ผู้อาวุโสหลินมิได้มีคุณสมบัติครบถ้วนในข้อใดเลย
ขณะนี้เมิ่งฝานกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น จิตวิญญาณดำดิ่งลงสู่มหาสมุทรแห่งเจตจำนงกระบี่ ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
หมื่นกระบี่สูตร!
เนตรฟ้ากระบี่!
หนึ่งกระบี่ทลายฟ้าคราม!
กระบวนท่าทั้งสามสายนี้ แต่ละกระบวนท่าล้วนแฝงไว้ด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้งและเหนือชั้นขึ้นไปตามลำดับ มันได้เปิดโลกทัศน์ในวิถีกระบี่ของเมิ่งฝานให้กว้างไกลออกไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ก่อนหน้านี้ เมิ่งฝานเคยหลงเข้าใจว่า กระบวนท่าที่สามของวิชาหมื่นกระบี่คืนสำนักที่เขาบัญญัติขึ้นเองอย่างใต้หล้าไร้เมตตานั้น คือจุดสูงสุดของวิชากระบี่ในโลกมนุษย์แล้ว
ทว่าเมื่อได้เห็นยอดวิชาเหล่านี้ เขากลับตระหนักได้ทันทีว่าตนเองนั้นช่างเป็นดั่งกบในกะลาเสียจริง!
แม้ใต้หล้าไร้เมตตาจะทรงอานุภาพและดุดันเพียงใด แต่เมื่อนำมาเปรียบกับเนตรฟ้ากระบี่ก็ยังนับว่าห่างชั้น และยิ่งไม่อาจเทียบเคียงกับหนึ่งกระบี่ทลายฟ้าครามได้เลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระดับความเข้าใจในวิถีกระบี่ของเมิ่งฝานที่ยังคงมีจำกัด
แม้รากฐานของเขาจะมั่นคงและลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป แต่ระดับการฝึกฝนวิถีกระบี่ของเขายังหยุดอยู่ที่สภาวะคุกคามเท่านั้น
หากเปรียบอาณาจักรแห่งกระบี่เป็นท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ สภาวะคุกคามที่เขาถือครองอยู่ก็เป็นเพียงน้ำก้นบ่ออย่างไม่ต้องสงสัย
การจะบอกว่าเขานั่งอยู่ก้นบ่อแล้วมองฟ้า ก็หาได้เป็นการกล่าวที่เกินจริงไปแม้แต่นิดเดียว!
หนทางหมื่นลี้ต้องเริ่มที่ก้าวแรก ข้าวหนึ่งมื้อย่อมต้องกินทีละคำ
เมื่อได้ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของยอดกระบี่ระดับตำนาน เมิ่งฝานจึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเขาไม่อาจลำพองใจได้อีกต่อไป
ในความเป็นจริง เขายังห่างไกลจากคำว่าจุดสูงสุดอยู่มากนัก!
เวลาล่วงเลยไปกว่าสองชั่วยาม เมิ่งฝานจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พร้อมกับขยับกายไล่ความเมื่อยขบเบา ๆ
เขาพยายามดูดซับและย่อยสลายเจตจำนงกระบี่จากสามยอดวิชานั้นเท่าที่สังขารและความรู้แจ้งจะอำนวย
ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยระดับการบ่มเพาะในปัจจุบัน ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำความเข้าใจยอดวิชาที่ซับซ้อนระดับนี้ให้ถ่องแท้ได้ในคราวเดียว
หากเขาสามารถหยั่งรู้ได้เพียงหนึ่งในสิบก็นับว่าเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนฟ้าดินมากพอแล้ว!
“เจ้าตื่นแล้วรึ?” ผู้อาวุโสหลินเห็นเมิ่งฝานกลับมามีสติ จึงเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มเจือความขมขื่น
น้ำเสียงที่แฝงความเหนื่อยหน่ายใจนั้นทำให้เมิ่งฝานสำนึกได้ว่า เขาคงจมอยู่ในภวังค์แห่งความรู้แจ้งนานเกินไปเสียแล้ว
เขาเหลือบมองลงไปยังพื้นที่ด้านล่างโดยสัญชาตญาณ ทว่าชั้นแรกของหอสยบอสูรในยามนี้กลับเงียบเชียบและว่างเปล่า
ทั้งร่างของหลินจิงหงและหลี่ฝานเฉิน ต่างก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
เมิ่งฝานได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ด้วยความจนใจ เมื่อครู่นี้ประกายแห่งปัญญาบังเกิดขึ้นในจิตใจกะทันหัน ทำให้เขาไม่อาจห้ามตัวเองให้เข้าสู่สภาวะตื่นรู้ได้จริง ๆ
“ท่านอาจารย์ ระหว่างท่านเจ้าสำนักกับประมุขนิกายผีสิงนั้น ผลแพ้ชนะเป็นอย่างไรหรือขอรับ?”
เมิ่งฝานหยัดกายลุกขึ้นพลางเอ่ยถามผู้อาวุโสหลิน
ผู้อาวุโสหลินคลี่ยิ้มบางก่อนตอบว่า “ย่อมต้องเป็นท่านเจ้าสำนักที่เป็นฝ่ายกำชัย เด็กน้อยอย่างหลี่ฝานเฉินนั่นน่ะหรือ จะมีปัญญามาต่อกรกับท่านเจ้าสำนักของเราได้?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฝานก็ลอบระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก
ในฐานะศิษย์แห่งสำนักกระบี่ซู่ซัน การที่ได้รับรู้ว่าผู้นำของตนสามารถสยบประมุขแห่งนิกายผีสิงลงได้ ย่อมนำมาซึ่งความภาคภูมิใจเป็นธรรมดา
นี่มิเท่ากับว่าสำนักกระบี่ซู่ซันได้กดข่มบารมีของนิกายผีสิงจนอยู่หมัดหรอกหรือ!
“แล้ว… ท่านอาจารย์ขอรับ การที่เราลอบเข้ามาที่นี่ ท่านเจ้าสำนักจะมิทันสังเกตเห็นพวกเราจริง ๆ หรือ? หากท่านล่วงรู้เข้า พวกเราจะมิถูกลงทัณฑ์หรือขอรับ?” เมิ่งฝานถามด้วยความระแวดระวัง
เขาย่อมรู้ดีว่าการที่อาจารย์พาเขามายังหอสยบกระบี่แห่งนี้ ถือเป็นการละเมิดกฎสำนักอย่างร้ายแรง เขาจึงมิอาจนิ่งนอนใจได้
ผู้อาวุโสหลินส่ายหน้าพลางกล่าว “ท่านเจ้าสำนักจะล่วงรู้หรือไม่ มีเพียงตัวท่านเองเท่านั้นที่ตอบได้”
แม้จะกล่าวออกไปเช่นนั้น แต่ในใจของผู้อาวุโสหลินกลับกระจ่างแจ้งดุจกระจกเงา ท่านเจ้าสำนักมีตาทิพย์หูทิพย์ มีหรือจะมิระแคะระคาย
เพียงแต่เจ้าสำนักผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องความรักสบายและเกียจคร้านเป็นนิจ มักจะโยนภาระกิจการน้อยใหญ่ในซู่ซันให้ผู้อาวุโสสูงสุดเป็นผู้ดูแลเสียหมด
เรื่องขี้ผงเพียงเท่านี้ ท่านคงขี้เกียจแม้แต่จะนำไปฟ้องร้องต่อผู้อาวุโสสูงสุดด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นท่าทีที่ดูผ่อนคลายของอาจารย์ เมิ่งฝานจึงพลอยเบาใจไปด้วย
“เป็นอย่างไรบ้าง? เสี่ยงตายมาดูการประลองครั้งนี้ ได้ความรู้แจ้งสิ่งใดกลับไปบ้างหรือไม่?” ผู้อาวุโสหลินเอ่ยถามศิษย์รัก
เมิ่งฝานยิ้มละไมพลางประสานมือคารวะ “เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์ได้รับประโยชน์มหาศาลมิต่างจากได้พบขุมทรัพย์ มิเสียแรงที่ท่านอาจารย์มีเมตตาชี้ทางสว่างให้เลยสักนิด!”
คำกล่าวนี้มิได้เกินเลยความจริงแม้แต่น้อย
ลำพังเพียงยอดวิชากระบี่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนอย่างเนตรฟ้ากระบี่และหนึ่งกระบี่ทลายฟ้าครามก็เพียงพอที่จะสั่นสะเทือนรากฐานวิถีกระบี่ของเขาให้รุดหน้าไปไกลแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เมิ่งฝานยังสัมผัสได้ว่าเขาสามารถนำแก่นแท้ของยอดวิชาทั้งสองนี้ มาหลอมรวมเข้ากับเคล็ดวิชา หมื่นกระบี่คืนสำนัก เพื่อยกระดับพลังกระบี่ของตนให้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น
หมื่นกระบี่คืนสำนัก
กระบวนท่าที่รวบรวมเอาเจตจำนงกระบี่นับหมื่นแสนมาหลอมรวมเป็นหนึ่ง ยิ่งเมิ่งฝานพบเจอกระบี่ที่เหนือชั้นมากเท่าไหร่ วิชานี้ของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งจนยากจะหยั่งถึงมากขึ้นเท่านั้น
“มีความก้าวหน้าก็นับว่าดีแล้ว ความจริงตัวอาจารย์เองเมื่อได้เห็นกระบวนท่าของยอดฝีมือทั้งสอง ก็ได้รับแรงบันดาลใจมิน้อยเช่นกัน เสียดายเพียงว่ายอดวิชาที่ท่านเจ้าสำนักสำแดงออกมานั้น อาจารย์มิเคยมีวาสนาได้ฝึกฝน จึงมิอาจเข้าถึงแก่นแท้ที่ลึกซึ้งกว่านี้ได้”
เมื่อนึกถึงจุดนี้ แววตาของผู้อาวุโสหลินก็หม่นแสงลงด้วยความเสียดาย
ในฐานะนักกระบี่ ย่อมปรารถนาจะครอบครองยอดวิชาอันดับหนึ่ง แต่ความจริงช่างโหดร้าย เพราะมิใช่ทุกคนจะมีคุณสมบัติหรือวาสนาเพียงพอที่จะเอื้อมถึง
เมิ่งฝานเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ขอรับ เมื่อครู่นี้ศิษย์ได้ซึมซับเจตจำนงกระบี่ของท่านเจ้าสำนัก และพอจะหยั่งรู้ถึงแก่นของหมื่นกระบี่สูตรและเนตรฟ้ากระบี่มาได้บ้าง ขอเวลาให้ศิษย์ไปขัดเกลาจากแผ่นศิลากระบี่เทพเสียก่อน แล้วศิษย์จะกลับมาสนทนาวิถีกระบี่เพื่อศึกษาร่วมกับท่านอาจารย์นะขอรับ!”
ในเมื่ออาจารย์ปรารถนาจะเรียนรู้ มีหรือเมิ่งฝานจะหวงวิชา?
แต่ทว่าในยามนี้ความเข้าใจของเขายังมิตกผลึกดีนัก เขาเชื่อว่าหากได้บ่มเพาะต่อหน้าแผ่นศิลากระบี่เทพ พลังการรับรู้ของเขาจะต้องก้าวกระโดดอย่างแน่นอน
ผู้อาวุโสหลินเบิกตากว้าง จ้องมองเมิ่งฝานด้วยความตะลึงงันอย่างที่สุด ก่อนจะละล่ำละลักถามออกมาด้วยความตกใจว่า
“เจ้า… เจ้าเพียงแค่มองท่านเจ้าสำนักชักกระบี่เพียงครั้งเดียว ก็สามารถหยั่งรู้ถึงวิชาเนตรฟ้ากระบี่ และ หมื่นกระบี่สูตร ได้เชียวรึ!?”
ผู้อาวุโสหลินย่อมประจักษ์แจ้งในพรสวรรค์อันพิสดารของศิษย์ผู้นี้ดีกว่าใคร ทราบดีว่าเมิ่งฝานมีความสามารถเหนือล้ำกว่าสามัญชนไปไกลสุดกู่
แต่ต่อให้จะเหนือมนุษย์สักเพียงใด การเพียงแค่ ชายตาดู กระบวนท่ากระบี่เพียงครั้งเดียวแล้วสามารถบรรลุเคล็ดวิชาได้นั้น มันช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินกว่าจะทำใจให้เชื่อได้ลง
อาจกล่าวได้ว่า… ในโลกหล้านี้ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!
ยิ่งไปกว่านั้น นี่มิใช่กระบวนท่ากระบี่ดาด ๆ ทั่วไป แต่มันคือมรดกกระบี่อันเป็นสุดยอดสมบัติล้ำค่าที่สุดของสำนักซู่ซัน
เมิ่งฝานยังคงรักษาความถ่อมตนพลางกล่าวว่า “ศิษย์เพียงหยั่งรู้ได้แค่ผิวเผินเท่านั้นขอรับ หากได้ไปบ่มเพาะต่อหน้าแผ่นศิลากระบี่เทพ ก็น่าจะขัดเกลาเจตจำนงกระบี่ให้สมบูรณ์ขึ้นได้มากกว่านี้”
แม้เขาจะพูดเช่นนั้น แต่ในสายตาของผู้อาวุโสหลิน ความตะลึงพรึงเพริดยังคงมิเลือนหายไป
เขามักจะประเมินค่าของเมิ่งฝานไว้สูงลิบลิ่วจนเป็นนิสัยอยู่แล้ว ทว่าความจริงที่ปรากฏตรงหน้ากลับตอกย้ำเสมอ ว่าศิษย์คนนี้ยังคงมีไม้ตายที่ทำให้เขาต้องอ้าปากค้างได้ตลอดเวลา
นี่ตัวข้าไปคว้าตัวประหลาดประเภทไหนมาเป็นศิษย์กันแน่
หรือว่าเจ้าเด็กนี่จะเป็นเซียนกระบี่โบราณกลับชาติมาเกิดจริง ๆ?
“จริงด้วยท่านอาจารย์ หลังจากท่านเจ้าสำนักชักกระบี่ออกไป ดูเหมือนว่าประมุขนิกายผีสิง ‘หลี่ฝานเฉิน’ เองก็ร่ายรำกระบวนท่ากระบี่ออกมาท่าหนึ่ง ซึ่งดูแล้วอานุภาพมิได้ด้อยไปกว่าท่านเจ้าสำนักเลยแม้แต่น้อย ท่านอาจารย์พอจะทราบบ้างไหมว่านั่นคือวิชาอะไร?” เมิ่งฝานเอ่ยถามต่อ
การที่เขาซึมซับเจตจำนงกระบี่จากหลี่ฝานเฉินมาได้ แต่กลับไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของมัน ทำให้เขารู้สึกค้างคาใจอยู่มิน้อย
หากจะให้เขาตั้งชื่อขึ้นมาเองตามใจชอบ ก็ดูจะเสียเกียรติของยอดวิชานั้นไปเสียหน่อย
ในบางแง่มุม เมิ่งฝานเองก็มีนิสัยที่ค่อนข้างพิถีพิถันและย้ำคิดย้ำทำในเรื่องวิถีกระบี่อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
และผู้อาวุโสหลินก็มิทำให้เมิ่งฝานต้องผิดหวังในด้านคลังความรู้ที่สั่งสมมา
เขากล่าวออกมาในทันทีโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาหยุดคิด “นั่นคือกระบวนท่ากระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของนิกายผีสิง มีนามว่าหนึ่งกระบี่ทลายฟ้าคราม ผู้ที่บัญญัติวิชานี้ขึ้นมาก็คือ จักรพรรดิกระบี่ ‘ตู๋กู่ อู๋จี้’ เมื่อหลายร้อยปีก่อน”
ยามที่เอ่ยชื่อของ ‘ตู๋กู่ อู๋จี้’ ดวงตาของผู้อาวุโสหลินก็พลันประกายเจิดจ้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน!
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคารพยกย่องอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะร่ายยาวต่อว่า
“ตู๋กู่ อู๋จี้… แม้เขาจะสังกัดนิกายมารอย่างนิกายผีสิง แต่สมญานามของเขากลับได้รับเกียรติให้ประดับอักษร ‘จักรพรรดิ’ เอาไว้ ซึ่งนั่นก็เพียงพอจะยืนยันฐานะอันสูงส่งของเขาได้เป็นอย่างดี เมื่อหลายร้อยปีก่อน ชายผู้นี้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘อันดับหนึ่งในใต้หล้า’ อย่างแท้จริง!”
เมิ่งฝานมองดูสีหน้าท่าทางของอาจารย์แล้วก็ได้แต่ลอบยิ้มขมขื่นอยู่ในใจ
แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความคลั่งไคล้ของผู้อาวุโสหลินนั้น เขาช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน มันแทบไม่ต่างอะไรกับบรรดา ‘แฟนคลับเดนตาย’ บนโลกสีฟ้ายามที่เอ่ยถึงไอดอลในดวงใจของตนเองเลยสักนิด
ไม่คาดคิดเลยว่าอาจารย์เฒ่าของเขา จะมีมุมที่เป็น ‘ติ่ง’ ยอดฝีมือในตำนานกับเขาด้วยเหมือนกัน
แต่ทว่า…
หนึ่งกระบี่ทลายฟ้าคราม
ชื่อนี้ช่างโอ่อ่าและทรงพลังเสียจริง
ช่างน่าสะใจนัก!