วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 146 จิตจำนงกระบี่ดับสูญ ร่องรอยวิหารเหมันต์
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 146 จิตจำนงกระบี่ดับสูญ ร่องรอยวิหารเหมันต์
บทที่ 146 จิตจำนงกระบี่ดับสูญ ร่องรอยวิหารเหมันต์
เมิ่งฝานมิอาจเข้าใจได้เลยว่า บุคคลที่มีตบะแก่กล้าถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่เลือกสร้างชื่อเสียงให้ระบือก้อง หรือสถาปนาสำนักขึ้นเป็นเจ้าปฐพีด้วยตนเอง
ไยต้องลดตัวลงไปเป็นหัวขโมยเที่ยวหยิบฉวยของผู้อื่น?
หรือบาปบุญคุณโทษของมนุษย์นั้น มิได้แปรผันตามพลังอำนาจที่มี ต่อให้พลังจะสะท้านฟ้าปานใด แต่นิสัยดั้งเดิมที่ฝังรากลึกก็ยากจะขัดเกลาให้เปลี่ยนไปได้
ทว่าหากมองในมุมของเมิ่งฝาน แม้เขาจะวางตัวเป็นคนชั่ว แต่หากวันใดที่มีพลังอำนาจล้นฟ้า เขาย่อมคิดรวบรวมไพร่พลและชำระล้างประวัติของตนให้สะอาดหมดจดเพื่อเกียรติยศในภายภาคหน้า
แน่นอนว่าการนำบรรทัดฐานของตนไปตัดสินผู้อื่นนั้น ช่างเป็นความคิดที่อ่อนหัดและน่าขันสิ้นดี!
เมิ่งฝานสลัดศีรษะเบา ๆ เลิกฟุ้งซ่านถึงปัญหาอันซับซ้อนที่ไร้คำตอบเหล่านั้น
แต่กระนั้น เขาก็สลักชื่อของซีเหมินจ้ายซิง ไว้ในใจอย่างเงียบเชียบ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือยอดคนผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถสั่นคลอนแผ่นดินได้เพียงลำพัง หากวันใดโชคชะตานำพาให้ต้องเผชิญหน้ากัน สิ่งเดียวที่เขาควรทำคือ… เดินอ้อมไปให้ไกลที่สุด
คนประเภทนี้ยุ่งด้วยมิได้เด็ดขาด!
ครู่ต่อมา ศิษย์พี่ตระกูลจินได้ปลีกตัวกลับเข้าสู่ส่วนลึกของหอคัมภีร์ ส่วนเมิ่งฝานก็มุ่งหน้ากลับไปยังหอศาสตราทันที
เพียงก้าวเท้าเข้าสู่เขตหอศาสตรา เสียงอันคุ้นเคยของผู้อาวุโสหลินก็ดังแว่วมาเข้าหู
“ขึ้นมาหาข้า”
เมิ่งฝานใช้เวลาถึงสิบวันสิบคืนจมดิ่งอยู่กับศิลาเทพกระบี่ บัดนี้เมื่อเขากลับมา ผู้อาวุโสหลินย่อมกระหายที่จะรู้ว่าศิษย์รักมีความก้าวหน้าไปเพียงใด
ในใจลึก ๆ ของตาเฒ่า ทรัพยากรที่จ่ายไปนั้นมหาศาลจนยังรู้สึกปวดใจอยู่มิน้อย มีเพียงความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ของเมิ่งฝานเท่านั้น ที่จะช่วยเยียวยาความเสียดายนี้ได้
เมิ่งฝานเอ่ยทักทายศิษย์พี่หลัวพอเป็นพิธี ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ชั้นสองของหอศาสตราอย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสหลินยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะฟางในมุมห้องดุจเดิม ทุกครั้งที่เมิ่งฝานขึ้นมา เขามักจะเห็นอาจารย์อยู่ในท่าทางสงบนิ่งเช่นนี้เสมอ ราวกับบรรพชิตผู้บรรลุฌานสมาบัติ
เมื่อฝึกตนถึงระดับผู้อาวุโสหลิน การหลับนอนประดุจปุถุชนมิใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป การเข้าสู่ภวังค์สมาธิคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด ทั้งยังเป็นการขัดเกลาพลังไปในตัว
ความจริงมิต้องกล่าวถึงอาจารย์เลย แม้แต่ตัวเมิ่งฝานเองในยามนี้ ก็ก้าวเข้าใกล้สภาวะนั้นแล้วเช่นกัน
“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์!” เมิ่งฝานค้อมกายแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม
ผู้อาวุโสหลินคลี่ยิ้มพลางพยักหน้า “นั่งลงเถิด”
เมิ่งฝานทรุดกายลงนั่งบนเบาะสมาธิฝั่งตรงข้ามกับอาจารย์
“การที่เจ้าทุ่มเทหยั่งรู้หน้าศิลาเทพกระบี่ถึงสิบวันสิบคืนในครานี้… เจ้าได้รับสิ่งใดกลับมาบ้าง?” ผู้อาวุโสหลินเข้าประเด็นทันทีโดยไม่อ้อมค้อม
หากสิ่งที่เมิ่งฝานได้รับกลับมามิวสิมากพอ เขาคงต้องผิดหวังเป็นแน่แท้ ทว่าสัญชาตญาณกลับบอกเขาว่า ศิษย์ผู้นี้มิเคยทำให้เขาผิดหวังแม้แต่ครั้งเดียว
“เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์ได้ขัดเกลาเคล็ดวิชาเนตรฟ้ากระบี่และหมื่นกระบี่สูตรจนบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้วขอรับ จึงอยากเชิญท่านอาจารย์มาร่วมศึกษาวิถีกระบี่นี้ไปพร้อมกัน”
เมิ่งฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
แม้ปากจะบอกว่าร่วมศึกษา แต่ในความเป็นจริง นี่คือการนำความหยั่งรู้ระดับมหาวิถีมาถ่ายทอดคืนให้แก่ผู้เป็นอาจารย์โดยตรง!
ทว่าอย่างไรเสีย ผู้อาวุโสหลินก็คืออาจารย์ผู้มีพระคุณ เมิ่งฝานจึงยังคงรักษากิริยาให้ดูสำรวมและนอบน้อมตามครรลอง
เมื่อผู้อาวุโสหลินได้ยินเช่นนั้น ดวงตาพลันสว่างวาบฉายแววตื่นเต้นยินดีอย่างปิดไม่มิด ท่านมิได้แสร้งรักษาท่าทีสุขุมต่อหน้าศิษย์แม้แต่น้อย รีบเอ่ยเร่งเร้าทันที
“รีบบอกอาจารย์มาเร็วเข้า!”
เมิ่งฝานมิได้คิดปกปิดสิ่งใด เขาถ่ายทอดแก่นแท้ของเนตรฟ้ากระบี่ และหมื่นกระบี่สูตร ที่ตนเพิ่งจะหยั่งรู้มาได้ให้แก่ผู้เป็นอาจารย์อย่างหมดเปลือก
สำหรับวิชาหมื่นกระบี่สูตรนั้นนับว่าสมบูรณ์อย่างไร้ที่ติ เพราะเขาเคยได้รับรากฐานสำคัญมาจากผู้อาวุโสหวังมาก่อนหน้านี้แล้ว
ส่วน เนตรฟ้ากระบี่ นั้นเป็นยอดวิชาที่เขาตกผลึกขึ้นมาจากความเข้าใจของตนเองล้วน ๆ แม้มิอาจเรียกได้ว่าสมบูรณ์ครบถ้วนเฉกเช่นต้นฉบับดั้งเดิม แต่ก็นับว่าบรรลุถึงเจ็ดแปดส่วนของแก่นแท้แห่งวิชาแล้ว
เวลาล่วงเลยไปเนิ่นนาน หลังจากเมิ่งฝานถ่ายทอดวิถีกระบี่ทั้งสองสายให้จนครบถ้วน ผู้อาวุโสหลินก็พลันจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งการวิจัยยอดวิชาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ท่านตัดขาดจากสิ่งรอบข้างจนแทบจะลืมเลือนตัวตนของเมิ่งฝานไปสิ้น
ส่วนว่าศิษย์ผู้นี้จะมีความก้าวหน้าในด้านอื่นอีกหรือไม่นั้น ท่านมิได้ใส่ใจอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเห็นอาจารย์ลุ่มหลงในวิถีกระบี่จนมิลืมหูลืมตา เมิ่งฝานจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นก้มศีรษะคารวะพลางเอ่ยขอตัว
“ท่านอาจารย์ เช่นนั้นศิษย์ขอตัวลาก่อนนะขอรับ”
ผู้อาวุโสหลินเพียงโบกมือส่ง ๆ โดยมิแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
เมิ่งฝานรู้สึกได้ว่าในยามนี้อาจารย์คงมิได้รับรู้ถึงคำพูดของเขาด้วยซ้ำ การโบกมือนั้นเป็นเพียงปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณที่ตอบสนองต่อสิ่งรบกวนเท่านั้น
เขาจึงจำใจต้องเดินลงจากชั้นสองของหอศาสตราและกลับเข้าสู่ห้องพักของตนเอง
ในครานี้เมิ่งฝานมิได้เริ่มการฝึกตนต่อทันที แต่เขากลับทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วจมเข้าสู่ห้วงนิทรา
แม้ความจริงแล้วการนั่งสมาธิจะช่วยขจัดความเหนื่อยล้าได้มิต่างจากการนอนหลับ ทว่าหลังจากที่ต้องเค้นปัญญาหยั่งรู้หน้าศิลาเทพกระบี่ติดต่อกันถึงสิบวันสิบคืน เมิ่งฝานก็คร้านที่จะโคจรพลังอีกต่อไป เขาเพียงต้องการพักผ่อนให้เต็มตื่นอย่างปุถุชนทั่วไปเท่านั้น
เขานอนหลับยาวไปจนตื่นขึ้นเองตามธรรมชาติ ยามนั้นแสงตะวันสว่างจ้าไปทั่วท้องนภา เมิ่งฝานลุกขึ้นชำระกายให้สดชื่น ก่อนจะก้าวขึ้นไปยังชั้นสองของหอศาสตราอีกครั้ง
และเป็นไปตามคาด ผู้อาวุโสหลินยังคงหมกมุ่นอยู่กับเคล็ดวิชาเนตรฟ้ากระบี่ และ หมื่นกระบี่สูตร มิได้ขยับเขยื้อนไปจากเมื่อวานเลยแม้แต่น้อย
เมิ่งฝานมิอยากเข้าไปรบกวนสมาธิของอาจารย์ เขาจึงค่อย ๆ ถอยกลับลงมายังชั้นล่างอย่างเงียบเชียบ ดูจากสภาพการณ์แล้ว อาจารย์คงต้องปิดด่านกักตัว อยู่ภายในหอเพื่อศึกษากระบวนกระบี่ทั้งสองชุดนี้ไปอีกหลายวัน
อย่างไรเสีย ผู้อาวุโสหลินก็หาได้มีพรสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นเดียวกับเขา การจะทำความเข้าใจยอดวิชาที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ย่อมต้องใช้เวลาและความอุตสาหะมหาศาล
เมื่อกลับมาถึงชั้นหนึ่ง เมิ่งฝานก็เริ่มต้นภารกิจประจำวันนั่นคือการเช็ดถูทำความสะอาดกระบี่
ต้นกำเนิดกระบี่ ในร่างกายของเขาถูกผลาญจนเหือดแห้งไปหมดสิ้นแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเริ่มสะสมพลังงานใหม่เสียที ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขาจะไม่คิดถึงตนเอง เขาก็ต้องคิดถึง หงชี่
แม่สาวน้อยหงชี่ผู้นั้น ดูจะโหยหาต้นกำเนิดกระบี่ยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก!
เมิ่งฝานบรรจงเช็ดถูกระบี่ธรรมดาต่อเนื่องไปกว่าสิบเล่ม ทว่ากลับมิพบร่องรอยของพลังกระบี่อสูรเลยแม้แต่เล่มเดียว เขาเริ่มรู้สึกหมดความอดทนอยู่บ้าง จึงตัดสินใจหยิบ กระบี่วิญญาณขึ้นมาหมายจะสัมผัสความตื่นเต้นเร้าใจสักหน่อย
สำหรับเมิ่งฝานในยามนี้ การแตะต้องกระบี่วิญญาณมิใช่เรื่องอันตรายอีกต่อไป เขาสามารถหยิบจับพวกมันได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลใจ
ที่เขายังคงหมั่นเช็ดถูกระบี่สามัญอยู่นั้น ก็เพื่อยึดหลักการที่ว่าจะมิยอมให้ทรัพยากรสูญเปล่าแม้เพียงน้อยนิด เขาตั้งใจจะเช็ดถูศาสตราทุกชิ้นในหอแห่งนี้ให้ครบถ้วน เพื่อมิให้ต้นกำเนิดกระบี่เล็ดลอดไปได้แม้แต่หยดเดียว
[นามกระบี่: วายุขาว (ไป๋เฟิง)]
…
เป็นไปดังที่เมิ่งฝานคาดการณ์ไว้ ชั่วพริบตาที่ปลายนิ้วสัมผัสลงบนกระบี่วายุขาว พลังกระบี่อสูรสายหนึ่งก็พุ่งเข้าจู่โจมเขาทันที
หลังจากดูดซับพลังนั้นลงสู่ร่างกาย ภาพความทรงจำภายในกระบี่ก็พลันผุดขึ้นมาเด่นชัด
เยาวชนในอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่งปรากฏกายอยู่ภายใต้กำแพงสูงตระหง่านของเขตพระราชฐานชั้นใน
ณ ที่แห่งนี้คือ… ตำหนักเย็น
เมิ่งฝานเฝ้ามองภาพเหตุการณ์เหล่านั้นผ่านมุมมองของเด็กหนุ่ม หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้อง คือมุมมองจากคมกระบี่วายุขาวในมือของเขา
ที่นี่คือพระราชวังหลวง ทว่ามิใช่ของราชวงศ์ต้าหลงที่เมิ่งฝานเคยข้องแวะด้วย หากแต่เป็นราชวงศ์ต้าชิงที่ตั้งอยู่ห่างไกลออกไป
สำนักกระบี่ซู่ซันและราชวงศ์ต้าหลงนั้นตั้งอยู่ในเขตแดนเหนือของมหาพิภพเทียนหยวน
ทว่าราชวงศ์ต้าชิงแห่งนี้กลับประดิษฐานอยู่ในดินแดน จงหยวน อันยิ่งใหญ่
แดนเหนือ แดนใต้ แดนบูรพา แดนประจิม และจงหยวน
ในบรรดาทั้งห้าดินแดน จงหยวนคือนามของดินแดนที่กว้างใหญ่และรุ่งเรืองถึงขีดสุด ครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามด้วยความยำเกรงว่าเสินโจว (ดินแดนแห่งเทพ)
เมื่อได้สัมผัสกับความทรงจำที่เกี่ยวพันกับดินแดนจงหยวนโดยไม่คาดคิด เมิ่งฝานก็บังเกิดความสนใจขึ้นมามิน้อย
ดินแดนจงหยวนนั้นไพศาลสุดลูกหูลูกตา เป็นที่ตั้งของราชวงศ์น้อยใหญ่นับไม่ถ้วน
ทว่าเหนือกว่ามวลมหาจักรวรรดิทังปวง ยังมีราชวงศ์เทพที่น่าเกรงขามอยู่แห่งหนึ่ง นั่นคือราชวงศ์เทพต้าอริย(ต้าอวี้)
ในจงหยวนอันกว้างใหญ่นี้ ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์หรือสำนักฝึกตนใด ล้วนต้องสยบอยู่ภายใต้บารมีของราชวงศ์เทพต้าอริยทั้งสิ้น
เพียงเท่านี้ก็จินตนาการได้แล้วว่าราชวงศ์เทพแห่งนี้จะแข็งแกร่งเพียงใด อาจเรียกได้ว่าปกครองอยู่เหนือใต้หล้าอย่างแท้จริง!
ในห้วงความทรงจำนั้น เยาวชนผู้นี้มีนามว่า เจ้าปู้ฮุ่ย องค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าชิง
มารดาของเขาถูกสั่งกักบริเวณในตำหนักเย็นมาแต่หนหลัง ทำให้เขาต้องเติบโตขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บและโดดเดี่ยวของวังหลัง โดยมิเคยได้รับความรักหรือความโปรดปรานจากฮ่องเต้ผู้เป็นพระบิดาเลยแม้แต่น้อย
สภาพแวดล้อมอันโหดร้ายดุจเตาหลอมได้หล่อหลอมให้เจ้าปู้ฮุ่ยมีนิสัยเด็ดเดี่ยว เข้มแข็งอดทน และมีเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายที่ลุ่มลึกเกินกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันจะหยั่งถึง!
เมื่ออายุได้สิบเจ็ดปี มารดาของเขาสิ้นพระชนม์ลงด้วยอาการป่วยไข้
ฮ่องเต้ต้าชิงเกิดความเวทนา จึงมีพระบรมราชโองการให้เขาออกจากตำหนักเย็นได้ในที่สุด
นับแต่นั้นมาเจ้าปู้ฮุ่ยก็เริ่มซุ่มสร้างขุมกำลังของตนเองอย่างลับ ๆ ควบคู่ไปกับการเพียรฝึกฝนวรยุทธ์อย่างบ้าคลั่ง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาแสร้งสวมหน้ากากเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน แสดงออกถึงความกตัญญูต่อพระบิดาอย่างหาที่ติมิได้ เพื่อปกปิดเขี้ยวเล็บที่รอวันกางออกมา…