วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 145 ราชาโจร ซีเหมินจ้ายซิง
บทที่ 145 ราชาโจร ซีเหมินจ้ายซิง
ศิษย์พี่ใหญ่ตระกูลจินนำทางเมิ่งฝานออกจากหอคัมภีร์ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหินใต้ร่มเงาไม้โบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านนอก
“มีเรื่องอันใดหรือขอรับศิษย์พี่จิน?” เมิ่งฝานทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามพลางเอ่ยถามด้วยความฉงน
“สำนักได้ส่งผู้อาวุโสท่านใหม่มาประจำการดูแลหอคัมภีร์แล้ว ต่อแต่นี้ไป… อย่าได้เอ่ยถึงผู้อาวุโสหวังภายในหอคัมภีร์อีก มิเช่นนั้นจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวเจ้าเอง” ศิษย์พี่จินกล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบเฉยตามนิสัย
บุรุษหน้าตายผู้นี้ยังคงรักษาท่าทีดุจศิลาเอาไว้ได้ทุกกระเบียดนิ้ว ความเย็นชาในแววตามิได้เจาะจงมาที่เมิ่งฝาน แต่มันคือบุคลิกประจำตัวที่ยากจะสั่นคลอน
เมิ่งฝานได้ยินดังนั้นก็ลอบระบายลมหายใจออกมาแผ่วเบา
ความจริงเรื่องนี้มิใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หอคัมภีร์เป็นสถานที่สำคัญ ย่อมต้องมีผู้อาวุโสคอยกำกับดูแล เมื่อผู้อาวุโสหวังจากไป สำนักย่อมต้องแต่งตั้งคนใหม่มาแทนที่โดยเร็ว
เพียงแต่เมื่อพิจารณาจากคำเตือนของศิษย์พี่จิน ผู้อาวุโสคนใหม่นี้ดูท่าจะมิใช่สหายที่ดีนักของผู้อาวุโสหวัง
กำแพงพังคนพากันผลัก สัจธรรมโลกช่างเย็นชานัก
หากในยามที่ผู้อาวุโสหวังตกต่ำเช่นนี้ ทุกคนต่างกระโดดออกมาป่าวประกาศความสัมพันธ์อันดี นั่นสิถึงจะเป็นเรื่องผิดปกติ
เมิ่งฝานพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ แล้วศิษย์พี่พอจะมีข่าวคราวของผู้อาวุโสหวังบ้างหรือไม่?”
ศิษย์พี่จินตอบกลับด้วยท่าทีปรกติ “สำนักซู่ซันส่งคนจากหอคุมกฎออกไปติดตามร่องรอยแล้ว แต่เจ้าวางใจเถิด คนพวกนั้นมิมีวันหาตัวเขาพบหรอก และต่อให้โชคดีหาพบจริง ๆ” เขาเค้นยิ้มเย็น “พวกเขาก็ไม่ใช่คู่มือของตาเฒ่าหวังอยู่ดี!”
สิ่งที่เมิ่งฝานอาจยังมิล่วงรู้ คือในบรรดาผู้อาวุโสทั้งหมดของสำนักกระบี่ซู่ซัน ผู้อาวุโสหวังนับเป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่แกร่งกร้าที่สุด ผู้อาวุโสธรรมดาทั่วไปมิอาจระคายผิวเขาได้เลยแม้แต่น้อย
“ได้ยินเช่นนี้ข้าก็เบาใจ” เมิ่งฝานลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอีกครั้ง
ครานี้ ศิษย์พี่จินกลับเป็นฝ่ายจ้องมองเมิ่งฝานนิ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้นก่อน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
“เจ้า… บรรลุพลังขึ้นอีกขั้นแล้วรึ?”
ตามปรกติเมิ่งฝานจะเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาเสมอ และเขามีหน้าที่เพียงตอบคำถามสั้น ๆ
แต่วันนี้เขากลับเป็นฝ่ายเปิดประเด็น แถมในน้ำเสียงนั้นยังเจือไปด้วยความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
นั่นเป็นเพราะความเร็วในการรุดหน้าของเมิ่งฝานมันช่างสะท้านขวัญผู้คน ใครก็ตามที่จับตาดูอยู่ย่อมมิอาจรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ได้
“โชคดีน่ะขอรับ เลยก้าวข้ามมาได้อีกนิดหน่อย” เมิ่งฝานตอบอย่างถ่อมตนพลางยิ้มบาง
ศิษย์พี่จินจ้องมองเมิ่งฝานนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง ราวกับหมดคำจะเอ่ยกับศิษย์ผู้น้องคนนี้
โชคดีงั้นรึ?
ยามที่เขาได้พบเมิ่งฝานครั้งแรก เด็กหนุ่มผู้นี้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตวรยุทธ์แท้จริงได้เพียงไม่นาน
ทว่าเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน เขากลับทะลวงเข้าสู่ระดับเทียนหยวนได้อย่างน่าอัศจรรย์
ความเร็วในการรุดหน้าเช่นนี้ ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่มีรากปราณระดับสุดยอดก็ยังต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์พี่จินย่อมรู้ดีว่ารากปราณของเมิ่งฝานนั้นอยู่ในระดับขยะที่ผู้คนต่างเหยียดหยาม
แต่ในฐานะผู้ผ่านโลกมามาก เขาย่อมเข้าใจดีว่าทุกคนต่างมีความลับของตนเอง และเขาก็ฉลาดพอที่จะไม่ขุดคุ้ยหาความจริงให้ขุ่นเคืองใจ
ศิษย์พี่จินหันมาสบตาเมิ่งฝานพลางกำชับเสียงหนัก “นับแต่นี้ไป หากมีเรื่องราวอันใดเกี่ยวกับผู้อาวุโสหวัง จงอย่ามาเอ่ยถามข้าภายในหอคัมภีร์อีก หากมีข่าวคราวสำคัญจริง ๆ ข้าจะลอบไปบอกเจ้าที่หอศาสตราเอง”
ที่หอศาสตรานั้นปลอดภัยกว่ามาก เพราะเขารู้ดีว่าผู้อาวุโสหลินและผู้อาวุโสหวังมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นต่อกัน
“ศิษย์พี่วางใจได้ ข้าเข้าใจเจตนาของท่าน ขอบคุณศิษย์พี่จินที่กรุณา” เมิ่งฝานประสานมือคารวะด้วยใจจริง
“อีกอย่าง ทุกครั้งที่ได้สนทนากับศิษย์พี่ ข้ามักจะได้ยินเรื่องราวที่สั่นสะเทือนขวัญเสมอ ครั้งก่อนท่านบอกว่าลี่ฝานเฉินจะบุกซู่ซันเพื่อชิงกระบี่ เขาก็มาจริง ๆ ไม่ทราบว่าช่วงนี้ พอจะมี ‘ข่าววงใน’ ที่น่าสนใจเล่าให้ข้าฟังบ้างหรือไม่?”
ในสายตาของเมิ่งฝาน ศิษย์พี่จินผู้นี้เปรียบเสมือนคลังข่าวกรองเคลื่อนที่ ผู้รอบรู้ทุกความเคลื่อนไหวในใต้หล้า ยามที่ความอยากรู้อยากเห็นพุ่งพล่าน เขาย่อมไม่อาจข่มใจให้สงบนิ่งได้
ศิษย์พี่จินคลี่ยิ้มขมขื่นพลางเอ่ยว่า “ข่าววงในงั้นรึ? ช่วงนี้ข่าวที่ใหญ่ที่สุดก็เกิดขึ้นในสำนักซู่ซันของพวกเรานี่เอง เจ้าก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว มิเห็นมีสิ่งใดต้องกล่าวถึง”
เกิดขึ้นในซู่ซัน?
เมิ่งฝานชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเพิ่งออกจากภวังค์หยั่งรู้สิบวันสิบคืน จึงตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ยิ่งศิษย์พี่จินพูดจามีเงื่อนงำเช่นนี้ กลับยิ่งจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นในใจเขาให้ลุกโชน
เมิ่งฝานรีบถามย้ำ “ศิษย์พี่จิน ข้าเพิ่งออกจากด่านฝึกตนสิบวันสิบคืน เพิ่งจะได้ลืมตาดูโลกเมื่อครู่นี้เอง ตกลงว่าที่ซู่ซันเกิดเรื่องใหญ่โตอันใดขึ้นกันแน่?”
ศิษย์พี่จินมองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจ “เจ้าปิดขั้นฝึกตนสิบวันสิบคืนรึ? เช่นนั้นก็น่าเสียดายนนัก เจ้าพลาดชมการแสดงฉากใหญ่ไปเสียแล้ว ทว่าการแสดงครั้งนี้ ฝ่ายที่ต้องแบกรับความอัปยศกลับเป็นซู่ซันของเราเอง”
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ขอรับ?” เมิ่งฝานเริ่มนั่งไม่ติดที่
“เมื่อสิบวันก่อน ลี่ฝานเฉิน ประมุขนิกายผีสิงบุกมาที่ซู่ซันเพื่อหวังชิงกระบี่ในหอสยบอสูร จนท่านเจ้าสำนักต้องลงมือขวางด้วยตนเอง เรื่องนี้เจ้าเป็นคนเปิดประเด็น ย่อมต้องรู้อยู่แล้วใช่ไหม?”
เมิ่งฝานพยักหน้าถี่รัว “เรื่องนั้นข้าทราบดี หลังจากเหตุการณ์นั้นข้าก็เข้าสู่ภวังค์ฝึกตนทันที หลังจากนั้นยังมีเรื่องราวใดสืบเนื่องอีกรึ?”
“ลี่ฝานเฉินพ่ายแพ้ต่อท่านเจ้าสำนัก เรื่องนี้สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยุทธภพ ทว่ายอดคนอย่างลี่ฝานเฉิน แม้จะจำต้องถอยทัพออกจากซู่ซันไปแล้ว แต่เขากลับมิยอมเลิกลาเพียงเท่านี้!”
“หมายความว่าอย่างไร หรือว่าในช่วงที่ข้าฝึกตนอยู่นั้น ลี่ฝานเฉินหวนกลับมาบุกซู่ซันอีกรอบ?”
เมิ่งฝานรู้สึกพิศวงยิ่งนัก ในเมื่อพ่ายแพ้แก่ท่านเจ้าสำนักไปแล้ว การจะย้อนกลับมาท้าทายซ้ำสองย่อมมิต่างจากการรนหาที่อัปยศ ประมุขนิกายผู้ยิ่งใหญ่คงมิเขลาถึงเพียงนั้น?
ทว่าเมื่อครู่ศิษย์พี่จินกลับกล่าวว่า ฝ่ายที่ปราชัยและเสียเปรียบในครานี้คือสำนักกระบี่ซู่ซันของพวกเขาเอง
หรือว่าหลี่ฝานเฉินจะหวนกลับมาพร้อมกับโทสะอันคลั่งแค้น จนสามารถพลิกเอาชนะท่านเจ้าสำนักได้
แต่เพียงเวลาไม่กี่วัน คนผู้หนึ่งจะก้าวหน้าอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินถึงเพียงนั้นได้อย่างไรกัน
ในชั่วขณะนั้น จิตใจของเมิ่งฝานเต็มไปด้วยข้อสงสัยนานัปการ พยายามขบคิดเท่าใดก็มิอาจหาคำตอบที่สมเหตุสมผลได้
ศิษย์พี่จินส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “เมื่อสามวันก่อน มีคนบุกรุกเข้ามาในซู่ซันจริง ๆ แต่หาใช่หลี่ฝานเฉินไม่”
“แล้วเขาผู้นั้นคือใครกัน?” เมิ่งฝานรุกถาม
“จอมโจรขมังเวทย์อันดับหนึ่งในใต้หล้า ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า เทพโจร ซีเหมินจ้ายซิง! เจ้าหมอนั่นลอบเร้นเข้ามาในซู่ซันราวกับเดินอยู่บนที่รกร้างไร้ผู้คน มิหนำซ้ำยังบังอาจขโมย กระบี่เซวียนหุน ที่ถูกกักขังไว้ในหอสยบอสูรไปเสียอีก!”
ศิษย์พี่จินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขัดเคืองและทอดถอนใจ
เมิ่งฝานได้ยินดังนั้น ใบหน้าพลันเปลี่ยนสีด้วยความตระหนก
กระบี่เซวียนหุนถูกขโมยไปแล้วรึ?
นี่มัน… ช่างเหลือเชื่อจนเกินจะกล่าว!
ศิษย์พี่จินแค่นยิ้มขื่นพลางเอ่ยต่อ “หากมิใช่เพราะซีเหมินจ้ายซิงเป็นฝ่ายป่าวประกาศความสำเร็จด้วยตนเอง สำนักซู่ซันของเราก็คงยังถูกปิดหูปิดตา มิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าเขาเคยย่างกรายมาที่นี่ แม้กระทั่งเรื่องที่กระบี่เซวียนหุนในหอสยบอสูรอันตรธานไป ก็ยังมิมีผู้ใดระแคะระคาย!”
หลังจากฟังคำบอกเล่าของศิษย์พี่จิน เมิ่งฝานก็ขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะเป็นปม
กระบี่เซวียนหุนถูกฉกชิงไปต่อหน้าต่อตา แต่ยอดสำนักกระบี่อันดับหนึ่งกลับมิล่วงรู้สิ่งใดเลย
ต้องรอให้หัวขโมยป่าวประกาศเยาะเย้ยเอง จึงจะตื่นตัว
ช่างเป็นวิชาลอบเร้นที่ลึกลับดับรัศมีและเงียบงันประหนึ่งผีสางเทวดาโดยแท้!
“ซีเหมินจ้ายซิงผู้นี้… ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวรึ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ซู่ซันมีขุมพลังระดับหลินจิงหงคอยคุ้มกันอยู่แท้ ๆ แต่ซีเหมินจ้ายซิงกลับมาและไปได้ตามใจปรารถนา ทั้งยังขโมยยอดกระบี่ไปได้โดยไร้ร่องรอย ช่างเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความเข้าใจของเขานัก
“สมญานามเทพโจรและจอมขโมยอันดับหนึ่งในใต้หล้ามหาภพ มิได้มาเพราะโชคช่วย สิ่งใดก็ตามที่เขาหมายตา มิเคยมีสิ่งใดที่เขาขโมยมิได้!” ศิษย์พี่จินกล่าวด้วยความขุ่นมัวที่ยังคั่งค้าง
เมิ่งฝานคือผู้ที่ประจักษ์ในอานุภาพการลงมือของเจ้าสำนักหลินจิงหงด้วยตาตนเอง เขาย่อมรู้ซึ้งว่าชายผู้นั้นไร้เทียมทานเพียงใด
แต่ซีเหมินจ้ายซิงกลับลูบคมขโมยกระบี่ไปภายใต้จมูกของหลินจิงหงได้โดยมิถูกจับสังเกต
หากพิจารณาจากเรื่องนี้ ในใต้หล้านี้คงมิมีสิ่งใดที่จอมโจรผู้นี้จะหยิบฉวยไปมิได้จริง ๆ
เมิ่งฝานทอดถอนใจยาว
“ผู้ที่มีความสามารถสะท้านฟ้าถึงเพียงนี้ หากมุ่งมั่นสร้างชื่อในทางที่ควร ย่อมเป็นบุคคลที่ผู้คนแซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่วหล้า แต่น่าเสียดายที่เขากลับเลือกเป็นเพียงหัวขโมย”