วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 148 ทำลายเพื่อสร้างใหม่ กายาเทพมังกรเขียว
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 148 ทำลายเพื่อสร้างใหม่ กายาเทพมังกรเขียว
บทที่ 148 ทำลายเพื่อสร้างใหม่ กายาเทพมังกรเขียว
“ศิษย์น้อมรับคำชี้แนะ ท่านอาจารย์โปรดวางใจ”
ในยามนั้น เมิ่งฝานมิได้แสดงท่าทีโอหังหรือประกาศความมั่นใจจนเกินงามว่าตนจะทำสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะเขารู้ดีว่ายิ่งเขาแสดงออกถึงความระมัดระวังและถ่อมตนมากเท่าใด ผู้อาวุโสหลินก็จะยิ่งเบาใจมากเท่านั้น
แม้ลึก ๆเมิ่งฝานจะรู้สึกเสียดายที่อาจารย์มิอาจฝึกฝนดาบเดียวฟ้าแจ้งได้ แต่เขาก็ยอมรับว่าเหตุผลของผู้อาวุโสหลินนั้นถูกต้องและเที่ยงตรงที่สุด
แท้จริงแล้ว… ใช่ว่าทุกคนจะครอบครองพรสวรรค์ที่ฝ่าฝืนกฎสวรรค์ได้เช่นเขา
หลังจากนั้นไม่นาน เมิ่งฝานก็ปลีกตัวออกจากชั้นสองของหอศาสตรา มุ่งหน้าสู่หน้าผาสำนึกตนอีกครั้ง
เมื่อพายุแห่งเหตุการณ์ต่าง ๆ เริ่มสงบลง เส้นทางแห่งการบ่มเพาะตามปกติย่อมต้องเริ่มต้นใหม่ อัครมหาค่ายกลพันธนาการพันจุนบนหน้าผาสำนึกตน ซึ่งเป็นสถานที่ลงโทษอันน่าหวาดหวั่นสำหรับผู้อื่น บัดนี้ได้กลายเป็นโรงฝึกส่วนตัวของเมิ่งฝานไปเสียแล้ว
เรื่องพิสดารเช่นนี้ หากมิใช่เมิ่งฝาน คงมิมีผู้ใดกล้ากระทำ
วันเวลาอันเรียบง่ายมักเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็ล่วงเลยไปอีกสิบราตรี
ตลอดสิบวันที่ผ่านมา เมิ่งฝานจะมุ่งหน้าสู่ค่ายกลกดทับบนหน้าผาสำนึกตนวันละกึ่งชั่วยามเพื่อขัดเกลากายา หลังจากนั้นจึงหวนคืนสู่หอศาสตราเพื่อทุ่มเทบ่มเพาะคัมภีร์โลหิตอัคคีและกายาเทพมังกรเขียว
ความคืบหน้าของคัมภีร์โลหิตอัคคีนั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้าแต่ทว่ามั่นคง ทว่าสิ่งที่รุดหน้าอย่างก้าวกระโดดจนน่าตกใจกลับเป็นกายาเทพมังกรเขียว เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขามีรากฐานอันมั่นคงจากวิชากายาเหนือสวรรค์อยู่เดิมแล้ว
เขาใช้วิธีการอันแยบยลด้วยการค่อย ๆ แปรเปลี่ยนพลังงานดั้งเดิมของกายาเหนือสวรรค์ ให้หลอมรวมและเปลี่ยนสภาพเป็นกายาเทพมังกรเขียวทีละน้อย ซึ่งวิธีการ เปลี่ยนถ่ายเช่นนี้ ย่อมรวดเร็วกว่าการเริ่มนับหนึ่งใหม่หลายเท่าพันทวี
เพียงสิบวันผ่านไป เมิ่งฝานก็สามารถสลายพลังกายาเหนือสวรรค์และหล่อหลอมขึ้นใหม่เป็นกายาเทพมังกรเขียวได้อย่างสมบูรณ์
ทว่าด้วยระดับของกายาเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าในอดีต เมื่อเปลี่ยนสภาพแล้วกลับรองรับพลานุภาพของกายาเทพมังกรเขียวได้เพียงถึงจุดสูงสุดของ ขั้นที่สอง เท่านั้น ยังมิอาจทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สามได้
แต่นี่หาใช่เรื่องเลวร้าย ตรงกันข้าม มันคือความโชคดีมหาศาล!
นั่นเพราะพลานุภาพของกายาเทพมังกรเขียวนั้นร้ายกาจยิ่งนัก มันทรงพลังกว่าวิชากายาเดิมของเขานับไม่ถ้วน
ในปัจจุบัน เมิ่งฝานที่ครอบครองกายาเทพมังกรเขียวเพียงระดับสองขั้นสูงสุด กลับมีพละกำลังและความแข็งแกร่งของร่างกายเทียบเท่ากับกายาเหนือสวรรค์ระดับห้าได้เลยทีเดียว!
“หากข้าสามารถทลายขีดจำกัดเข้าสู่ระดับสามได้สำเร็จ พลังกายาของข้าคงจะก้าวข้ามไปสู่ขอบเขตที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม”
เมิ่งฝานลอบพึงพอใจกับผลลัพธ์นี้ยิ่งนัก
ทว่าการจะก้าวข้ามไปสู่ระดับที่สามนั้นมิใช่เรื่องง่าย เพราะทรัพยากรที่เขาสั่งสมมาจากการฝึกกายาเดิมได้ถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว และในมือตอนนี้ก็มิหลงเหลือโอสถวิเศษใด ๆ ที่ใช้สำหรับการบ่มเพาะกายาอยู่อีกเลย
“ลองแวะไปที่ตำหนักยาดูสักคราแล้วกัน” เมิ่งฝานรำพึงกับตนเองในใจ
การที่กายาเทพมังกรเขียวติดชะงักอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับสองนั้น ทำให้เขารู้สึกขัดใจอยู่มิน้อย ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นพวก “นิยมความสมบูรณ์แบบ” หากสิ่งใดที่ตั้งใจแล้วยังก้าวข้ามไปมิได้ เขาย่อมรู้สึกกระสับกระส่ายมิเป็นสุข
วันถัดมา เมิ่งฝานจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตำหนักยา
แม้ในยามนี้ชื่อเสียงของเขาจะเริ่มขยับขยาย ทว่าในภาพลักษณ์ภายนอก เมิ่งฝานยังคงเป็นเพียงศิษย์ที่ไร้ตัวตนในสำนักซู่ซัน น้อยคนนักที่จะรู้จักใบหน้าหรือจดจำชื่อของเขาได้ เพราะเขามักวางตัวเงียบเชียบสันโดษมาโดยตลอด
ภายในตำหนักยาอันกว้างขวาง มิมีผู้ใดชายตามองเมิ่งฝานแม้แต่ผู้เดียว
ตามปกติแล้ว หากเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงของสำนัก ไม่ว่าจะเป็นศิษย์แกนกลางหรือยอดอัจฉริยะสายตรง เพียงแค่ย่างกรายเข้ามา บรรดาศิษย์รับใช้ประจำตำหนักยาต่างจะรีบกุลีกุจอเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง เพื่อนำเสนอโอสถวิเศษสารพัดชนิดอย่างกระตือรือร้น
ทว่าเมื่อเป็นเมิ่งฝาน เขากลับเดินผ่านฝูงชนไปอย่างเงียบเชียบจนต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักศิษย์เฝ้าแผงยาคนหนึ่งเสียเอง
“ที่ตำหนักยาแห่งนี้ พอจะมีโอสถสำหรับฝึกฝนกายาบ้างหรือไม่?”
ศิษย์ผู้นั้นแม้จะมิได้ต้อนรับขับสู้ด้วยความยิ้มแย้ม แต่เมื่อเห็นผู้มาเยือนเอ่ยถาม จึงตอบกลับตามหน้าที่อย่างเป็นงานเป็นการ
“มีแน่นอนขอรับ ที่นี่เรามียาบำรุงกาย ยาชโลมร่าง ยาหลอมกระดูก...”
หลังจากฟังรายการยาที่ร่ายยาวเหยียด เมิ่งฝานก็ทอดถอนใจด้วยความผิดหวังเล็กน้อย
“ทั้งหมดเป็นเพียงโอสถระดับฮวงงั้นรึ? พอจะมีโอสถฝึกกายาระดับลี้(เฮี้ยน)บ้างหรือไม่?”
โอสถระดับเหลืองนั้นมิอาจสร้างความระคายผิวให้แก่เมิ่งฝานได้อีกต่อไป ด้วยรากฐานกายาที่แข็งแกร่งดุจศิลาในยามนี้ แม้จะเป็นโอสถระดับเหลืองขั้นสูงสุด ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงมิต่างจากการดื่มน้ำเปล่า
มีเพียงโอสถวิเศษระดับลี้ขึ้นไปเท่านั้น ที่จะช่วยกระตุ้นการทะลวงระดับของเขาได้
ศิษย์ขายยาผู้นั้นส่ายหน้าพลางตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ
“ศิษย์พี่ ท่านก็ทราบดีว่าในสำนักซู่ซันของเรา เน้นหนักไปทางวิถีกระบี่เป็นหลัก แทบมิมีผู้ใดปลีกตัวไปฝึกวิชากายาเลย ความต้องการโอสถระดับลี้เพื่อฝึกกายานั้นน้อยนิดยิ่งนัก ทางตำหนักยาจึงมิได้เบิกมาสำรองไว้ขายจริง ๆ ขอรับ”
เมื่ออุปสงค์น้อย อุปทานย่อมขาดหาย นี่คือสัจธรรมทางการค้าที่ตำหนักยาต่างจากหอศาสตรา
เมิ่งฝานจำต้องเดินออกจากตำหนักยาด้วยความเสียดาย ทว่าเขายังมิยอมแพ้ต่อโชคชะตา จึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปหา หลิวเยียนผิง
สาวน้อยผู้นี้เป็นถึงหลานสาวของผู้อาวุโสหลิวแห่งตำหนักหลอมยา หากเป็นเรื่องของโอสถวิเศษที่หาได้ยาก นางย่อมต้องมีช่องทางพิเศษหรือล่วงรู้ความเคลื่อนไหวภายในมากกว่าผู้อื่น
ในช่วงที่ผ่านมา หลิวเยียนผิงแทบมิได้แวะเวียนมาหาเมิ่งฝานเลย ส่วนตัวเมิ่งฝานเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาเป็นประเภทที่หากมิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ย่อมมิเคยเป็นฝ่ายออกไปพบปะผู้ใดก่อนอยู่แล้ว
แม้แต่ หลี่เสวี่ยโหรว เขายังติดต่อหานางเพียงนับครั้งได้ นับประสาอะไรกับหลิวเยียนผิง
ส่วนฝ่ายหญิงสาวนั้น นางเริ่มรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างตนกับเมิ่งฝานนั้นนับวันยิ่งถ่างกว้างจนยากจะเอื้อมถึง ความสำเร็จที่รุดหน้าอย่างก้าวกระโดดของเขา ทำให้นางบังเกิดความประหม่าและขัดเขินที่จะเข้าหาเขาบ่อย ๆ ดังเช่นกาลก่อน
เว้นแต่ยามที่นางประสบพบเจอกับปัญหาที่ยากเกินจะเยียวยา และมองเห็นว่ามีเพียงเมิ่งฝานเท่านั้นที่ช่วยได้ นางถึงจะรวบรวมความกล้าไปขอความช่วยเหลือจากเขา
ทว่าโดยทั่วไป นางพยายามหลีกเลี่ยงที่จะรบกวนเขา เพราะนางรู้ซึ้งดีว่าหากมิใช่เรื่องที่จำเป็นจริง ๆ เมิ่งฝานก็มักจะวางเฉยและมิยอมยื่นมือเข้าสอดได้ง่าย ๆ
ดั่งเช่นคราก่อนที่นางขอให้เขาช่วยสั่งสอนเจ้าหญิงแห่งต้าหลง เมิ่งฝานก็ปฏิเสธไปอย่างไร้เยื่อใย
แน่นอนว่านางมิได้ถือโทษโกรธเคืองเขา เพียงแต่หลังจากถูกปฏิเสธในครานั้น ความกระดากอายก็ทำให้นางมิกล้ามาหาเขาบ่อย ๆ อีก
ทว่าสิ่งที่นางมิเคยล่วงรู้เลยก็คือเจ้าหญิงแห่งต้าหลงผู้นั้น ในภายหลังได้ถูกเมิ่งฝาน “จัดหนัก” จนเข็ดขยาดไปเรียบร้อยแล้ว!
“เมิ่งฝาน เจ้ามาหาข้าได้อย่างไรกัน?”
เป็นเวลานานทีเดียวที่ทั้งสองมิได้พบหน้ากัน เมื่อเห็นเมิ่งฝานเป็นฝ่ายมาหาตนก่อนเช่นนี้ หลิวเยียนผิงจึงอดมิได้ที่จะรู้สึกแปลกใจปนระคนดีใจลึก ๆ
ทว่าเมิ่งฝานกลับมิใช่คนประเภทที่จะมาสนทนาพาทีเยี่ยงสหายเล่นไปวัน ๆ เขาเอ่ยปากเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมา
“ข้ามีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือจากเจ้าสักหน่อย”
“เรื่องอันใดกัน?” หลิวเยียนผิงถามด้วยความฉงน
ในยามนี้ ตบะบารมีของเมิ่งฝานรุดหน้าไปไกลเกินกว่านางจะเทียบติดแล้ว ยังจะมีเรื่องอันใดที่คนระดับเขาต้องลดตัวมาขอให้นางช่วยอีกรึ?
เมิ่งฝานมิปิดบัง “ข้าต้องการเสาะหาโอสถสำหรับฝึกฝนกายา ทว่าที่ตำหนักยากลับมีเพียงระดับหวง ซึ่งมิอาจสร้างผลลัพธ์ใด ๆ ให้ข้าได้อีกต่อไป ไม่ทราบว่าเจ้าพอจะมีช่องทางพิเศษใดที่จะเสาะหาโอสถกายาระดับเสวียน ได้บ้างหรือไม่?”
หลิวเยียนผิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที
เป็นที่รู้กันดีว่าตำหนักหลอมยาแห่งซู่ซันมุ่งเน้นเพียงวิถีกระบี่ โอสถสายกายาระดับต่ำอย่างระดับเหลืองนั้นยังพอมีหลอมขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว ทว่าระดับลี้นั้นแทบจะกลายเป็นของว่างเปล่า เพราะในสำนักนี้หามีผู้ใดใคร่จะฝึกฝนวิถีนี้ไม่
“โอสถกายาระดับลี้… จะว่าไปมันก็มิได้มีมูลค่าสูงล้ำจนเอื้อมมิถึง แต่มันหาซื้อยากยิ่งนัก แม้แต่ตำหนักหลอมยาของข้าก็แทบมิเคยแตะต้องมันเลย!” หลิวเยียนผิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความจนใจ
“แม้แต่เจ้าก็ไร้หนทางรึ?” เมิ่งฝานเอ่ยแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความผิดหวังสายหนึ่งอย่างปิดมิมิด
แม้จะเป็นผลลัพธ์ที่เขาคาดการณ์ไว้บ้างแล้ว ทว่าในใจลึก ๆ ก็ยังหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ ขนาดผู้อาวุโสหลินยังเอ่ยปากว่าโอสถสายนี้หาได้ยากยิ่ง การที่เขาฝากความหวังไว้กับสาวน้อยอย่างหลิวเยียนผิง ก็นับว่าเป็นการคาดหวังที่เกินตัวไปจริง ๆ
เมื่อหลิวเยียนผิงเห็นสีหน้าที่หมองลงเล็กน้อยของเมิ่งฝาน หัวใจของนางพลันบีบคั้นขึ้นมาอย่างบอกมิถูก
เมิ่งฝานมิเคยเป็นฝ่ายมาหาข้าก่อนแม้แต่คราเดียว ที่ผ่านมามีเพียงข้าที่วิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเขา ครานี้เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยปากขอให้ข้าช่วย หากข้าทำให้เขาผิดหวัง ข้าจะยังมีหน้าไปพบเขาได้อย่างไร!