วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 147 บิดารักบุตร บุตรเคารพบิดา บิดาลาโลก บุตรยิ้มสำราญ!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 147 บิดารักบุตร บุตรเคารพบิดา บิดาลาโลก บุตรยิ้มสำราญ!
บทที่ 147 บิดารักบุตร บุตรเคารพบิดา บิดาลาโลก บุตรยิ้มสำราญ!
ในที่สุดเมื่อวัยล่วงเข้าสู่สามสิบชันษา เจ้าปู้ฮุ่ยก็ได้ใช้หัตถ์ของตนบั่นพระเศียรฮ่องเต้แห่งต้าชิงผู้เป็นบิดาแท้ ๆ ก่อนจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์อย่างชอบธรรมในฐานะจักรพรรดิองค์ใหม่
นี่คือความหมายอันวิปริตของคำว่า บิดาลาโลก บุตรยิ้มสำราญ!
แน่นอนว่าแผนการปลงพระชนม์นี้ถูกดำเนินการอย่างลึกลับภายใต้เงามืด ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าชิงนอกจากตัวเจ้าปู้ฮุ่ยแล้ว มิมีบุคคลที่สองใดล่วงรู้ความจริงอันโฉดชั่วนี้เลย ในสายตาของเหล่าประชาราษฎร์และขุนนาง เขาคือโอรสกตัญญูที่สืบทอดอำนาจตามครรลอง
มิมีใครคาดคิดเลยว่าแท้จริงแล้วมันคือ… การชิงบัลลังก์เลือด!
ภาพความทรงจำมลายหายไปเพียงเท่านี้
หลังจากก้าวขึ้นเป็นฮ่องเต้ เจ้าปู้ฮุ่ยก็มิได้หยิบจับกระบี่วิญญาณเล่มนี้อีกต่อไป สำหรับจักรพรรดิผู้ครองแผ่นดินต้าชิง ศาสตราตัวแทนระดับนี้ย่อมมิคู่ควรกับบารมีของพระองค์อีกแล้ว
เมิ่งฝานลืมตาขึ้นช้า ๆ
หากจะกล่าวตามความสัตย์ ผ่านการเช็ดถูศาสตราในหอแห่งนี้ เขาได้ล่วงรู้ความลับของผู้คนมามากมายมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความลับประเภทที่เจ้าของคงยอมตายดีกว่าจะให้รั่วไหลออกไป
ตามกฎเกณฑ์ของโลก ผู้ที่ล่วงรู้ความลับมากเกินไปมักจะมีจุดจบที่ไม่สวยงามนัก!
ทว่าตัวข้า… คงเป็นข้อยกเว้นกระมัง?
เมิ่งฝานสะบัดศีรษะเบา ๆ ขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ความระมัดระวังสายหนึ่งผุดขึ้นในใจ ย้ำเตือนตนเองอย่างเงียบ ๆ ว่าต้องเก็บงำเรื่องราวเหล่านี้ไว้ให้ลึกที่สุด ท้ายที่สุดแล้วในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้ที่รู้มากเกินไปล้วนมีจุดจบที่ทรมานทั้งสิ้น
เมิ่งฝานชักกระบี่ไป๋เฟิงออกจากฝัก กลิ่นอายต้นกำเนิดกระบี่สายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย และเป็นดังเช่นทุกครั้ง หนึ่งในสิบของพลังนั้นจะถูกแบ่งสรรให้แก่กระบี่หงชี่
หลังจากวางกระบี่ไป๋เฟิงกลับคืนบนชั้นไม้ ภารกิจการเช็ดกระบี่ในรอบนี้ของเมิ่งฝานก็ถือเป็นอันสิ้นสุด
ความจริงแล้ว จากกระบี่ไป๋เฟิงเล่มนี้ เมิ่งฝานมิได้เพียงล่วงรู้ความลับการปิตุฆาตของฮ่องเต้ต้าชิงเท่านั้น แต่เขายังได้รับกระบวนท่ากระบี่ชุดหนึ่งมาด้วย
กรงเล็บมังกรเขียว
กระบวนท่านี้ก็นับว่าแกร่งกร้าทรงพลังมิน้อย ทว่าหากนำไปเปรียบกับหมื่นกระบี่สูตรหรือยอดวิชาอย่างดาบเดียวฟ้าแจ้งแล้ว ก็นับว่ายังห่างชั้นกันอยู่หลายขุม
ดังนั้นเมิ่งฝานจึงมิได้ให้ความสำคัญกับวิชากระบี่นี้นัก
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตาเป็นประกายจริง ๆ คือวิชาอีกบทหนึ่งที่ซ่อนอยู่
วิชาบ่มเพาะกายา!
นอกจากวิชากระบี่แล้ว เมิ่งฝานยังได้พบวิชาฝึกฝนร่างกายในส่วนลึกของจิตวิญญาณกระบี่ที่ชื่อว่ากายาเทพมังกรเขียว
นี่คือยอดวิชาลับสุดยอดที่มิถ่ายทอดแก่คนนอกของราชวงศ์ต้าชิง สงวนไว้เฉพาะองค์จักรพรรดิและองค์รัชทายาทเท่านั้น แม้แต่พระโอรสหรือพระธิดาองค์อื่น ๆ ก็มิมีสิทธิ์วาสนาได้ฝึกฝน
การที่เมิ่งฝานสามารถค้นพบวิชานี้ในความทรงจำจิตกระบี่ได้ นับเป็นโชคลาภวาสนาที่ใหญ่หลวงยิ่ง!
เพราะวิชาเดิมของเขาอย่างกายาเหนือสวรรค์นั้น มิได้ถือเป็นวิชาฝึกกายที่โดดเด่นอะไรนัก เมื่อเทียบกับกายาเทพมังกรเขียวแล้ว ก็นับว่าด้อยกว่าอยู่หลายระดับชั้น
ด้วยเหตุนี้ เมิ่งฝานจึงหลงใหลในยอดวิชานี้จนแทบวางไม่ลง
เขารีบเร้นกายกลับเข้าสู่ห้องพักและเริ่มต้นศึกษาการฝึกฝนวิชากายาเทพมังกรเขียวทันที
เพียงแต่มีข้อจำกัดประการหนึ่ง… พรสวรรค์ระดับเทวภาพอย่างวิถีกระบี่บรรลุเทพ ของเมิ่งฝานนั้น จะสำแดงฤทธิ์ได้เฉพาะกับวิชากระบี่และคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบี่เท่านั้น
วิชากายาเทพมังกรเขียวนี้ เมิ่งฝานจำต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะค่อย ๆ ศึกษาไปตามลำดับขั้น ทว่าด้วยพื้นฐานที่มั่นคง ผลลัพธ์ที่ได้จึงนับว่าน่าประทับใจยิ่งนัก
เวลาล่วงเลยไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ เมิ่งฝานจึงเริ่มทำความเข้าใจในหลักการและแก่นแท้ของวิชากายานี้ได้อย่างถ่องแท้ ทว่าหากจะฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมนั้น คาดว่ายังคงต้องใช้เวลาขัดเกลาอีกหลายวันต่อจากนี้
รุ่งเช้าของวันถัดมา…
เมิ่งฝานก้าวขึ้นสู่ชั้นสองของหอศาสตราอีกครั้งเพื่อเข้าพบผู้อาวุโสหลิน
ในครานี้ ผู้อาวุโสหลินมิได้ตกอยู่ในภวังค์ที่ลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้นเหมือนวันวาน อย่างน้อยท่านก็สามารถสลัดสภาวะจิตหมกมุ่น ออกมาเพื่อรับรู้ถึงโลกภายนอกได้บ้างแล้ว
ทันทีที่เห็นเมิ่งฝานเดินเข้ามา ผู้อาวุโสหลินก็ลืมตาขึ้น แววตาที่จ้องมองศิษย์รักเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นโสมนัสอย่างที่สุด
“ศิษย์ข้า… เจ้ามันตัวประหลาดโดยแท้! เพียงแค่เฝ้าดูการประลองระหว่างท่านเจ้าสำนักและ ลี่ฝานเฉิน เจ้ากลับสามารถหยั่งรู้จนบรรลุถึงแก่นของเนตรฟ้ากระบี่และหมื่นกระบี่สูตรได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ!”
ผู้อาวุโสหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า คล้ายคนสำลักความยินดีจนเกือบจะเสียอาการ
“ทั่วทั้งซู่ซันหรือแม้แต่ในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของสำนักเรา เกรงว่ามิเคยมีอัจฉริยะผู้ใดที่มีพรสวรรค์เหนือธรรมชาติเทียบเคียงเจ้าได้เลย!”
ท่านระดมคำสรรเสริญเยินยอเข้าใส่เมิ่งฝานอย่างไม่ยั้ง ถึงขั้นรู้สึกว่าศิษย์ผู้นี้คือ “หนึ่งไม่มีสอง” ทั้งในอดีตและอนาคตจะหาผู้ใดมาทัดเทียมได้ยากยิ่ง
แม้มันจะเป็นคำยกย่องที่ฟังดูเกินจริงไปบ้าง แต่หากพิจารณาในแง่หนึ่งมันคือความสัตย์จริง เพราะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีกระบี่เช่นซู่ซัน ย่อมมิเคยปรากฏบุคคลที่สองที่มีพรสวรรค์วิถีกระบี่บรรลุเทพเช่นนี้มาก่อน
“แต่ศิษย์ข้า มีบางส่วนในสิ่งที่เจ้ากล่าวมาเมื่อวาน อาจารย์รู้สึกว่ามันยังดู ‘ขัดต่อเหตุผล’ อยู่บ้างเล็กน้อย” ผู้อาวุโสหลินเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีลังเล
แท้จริงแล้วท่านกำลังสับสนด้วยความมึนงง เรื่องที่เอ่ยถึงนั้นหาใช่เรื่องของเมื่อวานไม่ แต่เป็นเรื่องที่คุยกันเมื่อสองวันก่อน ทว่าสองวันที่ผ่านมาท่านมัวแต่จมดิ่งอยู่กับยอดวิชาทั้งสองจนลืมเลือนวันเวลาไปสิ้น
เมิ่งฝานมิได้เอ่ยปากทักท้วงถึงความสับสนเล็กน้อยนั้น เขาเพียงยิ้มรับและเริ่มเปิดประเด็นสนทนาถึงความไม่สมเหตุสมผลที่อาจารย์กล่าวอ้างในทันที
ความจริงแล้วมิใช่ว่าวิชานั้นไม่สมเหตุสมผล เพียงแต่ผู้อาวุโสหลินยังมิตรู้อแจ้งถึงแก่นแท้เท่านั้น ทว่าในฐานะผู้เป็นอาจารย์ จะให้เปิดปากถามศิษย์ตรง ๆ ก็ดูจะเสียเชิงชายไปเสียหน่อย ท่านจึงจำต้องใช้ข้ออ้างเรื่องการถกเถียงเพื่อขอคำชี้แนะจากเมิ่งฝานทางอ้อม
เวลาล่วงเลยไปถึงสองยาม…
ผู้อาวุโสหลินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง
“ยอดเยี่ยม! เช่นนี้สิถึงจะเรียกได้ว่าสมเหตุสมผล!”
เมิ่งฝานได้แต่ยิ้มแหย ๆ พลางพยักหน้าเออออตามไปอย่างว่าง่าย
ครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสหลินเริ่มซึมซับแก่นแท้ของกระบวนกระบี่ทั้งสองชุดจนเกือบครบถ้วน เมิ่งฝานจึงหยั่งเชิงถามต่อว่า
“ท่านอาจารย์ ความจริงแล้วในวันนั้นศิษย์ยังพอจะหยั่งรู้ถึงเคล็ดวิชาดาบเดียวฟ้าแจ้งของลี่ฝานเฉินได้บ้างเล็กน้อย ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์สนใจจะร่วมศึกษากระบวนท่านี้ไปพร้อมกับศิษย์ด้วยหรือไม่ขอรับ?”
เมิ่งฝานมีความรู้สึกกตัญญูต่อผู้อาวุโสหลินอย่างลึกซึ้ง
ดังนั้น หากเขาสามารถเกื้อหนุนให้อาจารย์ก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้แม้เพียงครึ่งก้าว เมิ่งฝานก็พร้อมที่จะทุ่มเทถ่ายทอดให้โดยมิคิดเสียดายแม้แต่น้อย
แท้จริงแล้วอานุภาพของดาบเดียวฟ้าแจ้งนั้นล้ำลึกยิ่งนัก กระบวนท่านี้อาจเรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่าเนตรฟ้ากระบี่เสียด้วยซ้ำ และจัดอยู่ในระดับเดียวกับยอดวิชาสูงสุดของสำนักซู่ซันอย่างกระบี่เทพจำแลงเลยทีเดียว
เมิ่งฝานมั่นใจว่า หากท่านอาจารย์ได้ศึกษาเคล็ดวิชาชิ้นนี้เพิ่มเติม ระดับวิถีกระบี่ของท่านย่อมต้องรุดหน้าและยกระดับขึ้นอย่างแน่นอน
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับผิดคาด เมื่อผู้อาวุโสหลินกลับส่ายศีรษะปฏิเสธข้อเสนอของเขาอย่างราบเรียบ
“ดาบเดียวฟ้าแจ้งนี้คือสุดยอดวิชาจากนิกายผีสิง รากเหง้าของมันมิได้กำเนิดจากวิถีกระบี่ซู่ซัน หากอาจารย์ดึงดันจะฝึกฝน บางทีมันอาจกลายเป็นพันธนาการที่ฉุดรั้งข้าเสียเปล่า ๆ ศิษย์ข้า มิใช่ทุกคนจะมีสติปัญญาอันน่าสะพรึงกลัวเช่นเจ้า ที่สามารถหลอมรวมสรรพวิชาเข้าด้วยกันได้ทุกสิ่งทุกอย่าง!”
ผู้อาวุโสหลินเอ่ยปากยอมรับอย่างเปิดเผยว่าตนเองมิอาจเทียบเคียงศิษย์ผู้นี้ได้ ทว่าแววตาของท่านกลับสงบนิ่งไร้ซึ่งความขัดเขินแม้แต่น้อย
ในด้านพรสวรรค์แห่งกระบี่นั้น ท่านรู้ตัวดีว่ามิใช่เพียงแค่พ่ายแพ้ให้แก่เมิ่งฝาน แต่มันคือระยะห่างที่ไกลกันถึงหมื่นแปดพันลี้!
การที่ท่านไม่สนใจในวิชาดาบเดียวฟ้าแจ้งหาใช่เพราะต้องการแสดงความถ่อมตนต่อหน้าศิษย์ แต่เป็นเพราะท่านมิได้ปรารถนาในตัววิชานี้จริง ๆ
เมื่อบ่มเพาะมาถึงระดับผู้อาวุโสหลิน วิถีกระบี่ในร่างย่อมก่อเกิดเป็นระบบระเบียบที่ตายตัวไปแล้ว
ทั้งเนตรฟ้ากระบี่และหมื่นกระบี่สูตรล้วนมีรากฐานมาจากสำนักซู่ซัน จึงถือว่าอยู่ในครรลองเดียวกันกับวิชาที่ท่านเพียรฝึกมาตลอดชีวิต สิ่งเหล่านี้ย่อมช่วยส่งเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกันได้
ส่วนดาบเดียวฟ้าแจ้งนั้นแตกต่างออกไป มันคือจุดสูงสุดของอีกวิถีหนึ่งโดยสิ้นเชิง ผู้อาวุโสหลินย่อมมิกล้าเสี่ยงทดลองอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่พลังจะเกิดการตีกันจนกลายเป็นภัยมหันต์ที่ยากจะคาดเดา
ผู้อาวุโสหลินรู้จักตนเองดีพอ ท่านจึงเลือกที่จะไม่ก้าวลงไปในเส้นทางที่เสี่ยงอันตรายเช่นนั้น!
นับเป็นโชคดีมหาศาลของเมิ่งฝาน ที่ได้หยั่งรู้มหาวิถีกระบี่หยวนสือจากแผ่นศิลาเทพกระบี่มาก่อน
มิเช่นนั้นแล้ว การที่เขาเที่ยวศึกษาวิชากระบี่ทุกสายและเดินบนเส้นทางแห่ง “หมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่ง” เช่นนี้ ช้าหรือเร็วสภาวะจิตของเขาย่อมต้องพังทลายจนกลายเป็นคนวิกลจริตอย่างแน่นอน!
ผู้อาวุโสหลินมิได้ล่วงรู้ถึงความลับข้อนี้ของเมิ่งฝาน ท่านจึงเอ่ยกำชับศิษย์รักด้วยความห่วงใยว่า
“ศิษย์ข้า เจ้าเองก็ต้องระวังเรื่องนี้ให้จงหนัก แม้พรสวรรค์ของเจ้าจะเลิศล้ำหาผู้ใดเปรียบได้ยากตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน แต่เจ้าก็ต้องเดินหมากอย่างระมัดระวัง หากวันใดที่เจ้ารู้สึกว่าวิถีเหล่านั้นเริ่มขัดแย้งกันจนเกิดความเสี่ยง เจ้าต้องรู้จักปล่อยวางและถอยออกมาทันที!”