วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 154 อีกเพียงก้าวเดียว จักพังทลายความว่างเปล่า
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 154 อีกเพียงก้าวเดียว จักพังทลายความว่างเปล่า
ตอนที่ 154 อีกเพียงก้าวเดียว จักพังทลายความว่างเปล่า
ดังนั้นเมื่อเผชิญกับคำถามนี้ของเย่ชิงอวี๋ เมิ่งฝานจึงทำได้เพียงส่ายหน้าแล้วบอกว่าไม่เคยได้ยิน
ต่อให้เขาอยากจะรักษามารยาทด้วยการแสร้งทำเป็นว่าเคยได้ยิน เขาก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาอ้าง
“ท่านถึงกับไม่เคยได้ยินชื่อเสียงอันเลื่องลือของ ‘เซียนกระบี่โอสถ’ เลยงั้นหรือ?” เย่ชิงอวี๋มองเมิ่งฝานด้วยสีหน้าตกตะลึง
เมิ่งฝานทำได้เพียงยิ้มขมขื่น
ดูจากปฏิกิริยาของเย่ชิงอวี๋แล้ว เซียนกระบี่โอสถอะไรนั่นคงจะมีชื่อเสียงโด่งดังมาก เป็นเขาเองที่หูตาคับแคบ
“ศิษย์พี่เย่กล่าวถึงเซียนกระบี่โอสถท่านนี้ ไม่ทราบว่าความช่วยเหลือที่ท่านว่ามานั้นเกี่ยวข้องอะไรกับเขา?” เมิ่งฝานเอ่ยถามเย่ชิงอวี๋ ถือเป็นการเปลี่ยนประเด็นไปในตัว
เย่ชิงอวี๋กล่าวว่า “เซียนกระบี่โอสถ เย่หลิงอวิ๋น คือตัวตนผู้เกรียงไกรที่สั่นสะเทือนไปทั่วหล้าเมื่อแปดร้อยปีก่อน กระทั่งกล่าวได้ว่าขาดเพียงก้าวเดียวเขาก็จะสามารถพังทลายความว่างเปล่าโบยบินขึ้นไปเป็นเซียนแท้จริงได้แล้ว
ช่างน่าเสียดายที่ก้าวสุดท้ายนั้นเขากลับข้ามผ่านไปไม่ได้ และต้องจบชีวิตลงภายใต้ทัณฑ์สายฟ้า ไม่อาจผ่านด่านเคราะห์ได้สำเร็จ!
เซียนกระบี่โอสถ เย่หลิงอวิ๋น ท่านนี้ สมดั่งสมญานาม เลิศล้ำทั้งโอสถและกระบี่! ไม่เพียงแต่วิชาปรุงยาจะเขย่าขวัญผู้คน แต่วิชากระบี่ยังเหนือล้ำหลุดพ้นจากทางโลก ไร้ผู้ต่อต้านในยุคสมัยนั้น”
เมิ่งฝานพยักหน้าและจ้องมองเย่ชิงอวี๋ต่อไปโดยไม่พูดอะไร
แม่สาวคนนี้แนะนำวีรกรรมอันรุ่งโรจน์ของเซียนกระบี่โอสถจบแล้ว ต่อไปก็ควรจะเข้าเรื่องสำคัญเสียที
ในสายตาของเมิ่งฝาน สิ่งที่เย่ชิงอวี๋เพิ่งพูดมาล้วนเป็นเรื่องไร้สาระและไม่สำคัญเลยแม้แต่น้อย
เพราะไม่ว่าเซียนกระบี่โอสถผู้นี้จะเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่ครึ่งกะผีก
สิ่งที่เย่ชิงอวี๋จะพูดต่อไปต่างหาก ที่น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขา
“ความจริงแล้ว เซียนกระบี่โอสถเย่หลิงอวิ๋นท่านนี้ก็คือบรรพบุรุษของตระกูลเย่ของข้า การที่ข้ามีพรสวรรค์ในด้านการปรุงยา บางทีอาจจะเป็นเพราะสืบทอดสายเลือดมาจากท่านบรรพบุรุษก็เป็นได้” เย่ชิงอวี๋กล่าวต่อ
เมิ่งฝานมีสีหน้าเรียบเฉย ข่าวนี้อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่เขาเพิ่งจะคาดเดาได้เมื่อครู่ จึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นจนเกินไป
เย่หลิงอวิ๋น เย่ชิงอวี๋ ทั้งคู่ต่างก็แซ่เย่
ตอนที่เย่ชิงอวี๋เอ่ยชื่อเซียนกระบี่โอสถเย่หลิงอวิ๋นออกมา เมิ่งฝานก็มีความสงสัยอยู่ในใจแล้ว
“ดังนั้นความช่วยเหลือที่ท่านอยากให้ข้าช่วย ก็เกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษตระกูลท่าน?” เมิ่งฝานถามเย่ชิงอวี๋
“ถูกต้อง” เย่ชิงอวี๋พยักหน้า
“รายละเอียดล่ะ พูดเข้าประเด็นเลย!” เมิ่งฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหมดความอดทนเล็กน้อย
เย่ชิงอวี๋ดูเหมือนจะพูดมาตั้งมากมาย แต่ความจริงกลับยังไม่มีประเด็นสำคัญเลยสักประโยคเดียว
“ท่านบรรพบุรุษได้ทิ้งสถานที่สืบทอดมรดกเอาไว้แห่งหนึ่ง ทว่ามรดกนี้มีค่ายกลกระบี่ชุดหนึ่งคอยปกปักรักษาอยู่ ลูกหลานตระกูลเย่ของพวกเราช่างไร้ความสามารถ ผ่านมาหลายร้อยปีกลับไม่มีใครสามารถทำลายค่ายกลกระบี่นี้ได้เลย” เย่ชิงอวี๋กล่าวด้วยสีหน้าอับจนปัญญา
“ไม่เพียงแต่ลูกหลานตระกูลเย่ของข้าจะทำลายค่ายกลไม่ได้ ต่อมาพวกเรายังได้เชิญยอดฝีมือเชิงกระบี่หลายท่านมาทำลายค่ายกล แต่ทุกคนต่างก็คว้าน้ำเหลวกลับไป”
มรดกประเภทนี้ ในตอนแรกย่อมต้องมีการปกปิดเป็นความลับ ไม่เต็มใจจะเปิดเผยให้คนนอกรู้
แต่ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด ค่ายกลกระบี่ที่ทำลายไม่ได้มานานหลายร้อยปี มรดกที่ไม่อาจครอบครองได้ ย่อมทำให้ไม่สนใจเรื่องการปกปิดเป็นความลับอีกต่อไป
ดังนั้นตระกูลเย่จึงเริ่มเชิญคนนอกมาช่วยเหลือ ทว่าคนนอกเหล่านี้ก็ยังไร้ประโยชน์อยู่ดี!
“ค่ายกลกระบี่ชุดนี้ ถูกจัดตั้งขึ้นโดยท่านบรรพบุรุษในช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุด ดังนั้นการคิดจะใช้กำลังหักหาญทำลายค่ายกลนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลย
เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครที่มีความสามารถเหนือกว่าท่านบรรพบุรุษ แต่ในโลกปัจจุบันนี้ ผู้ที่มีพลังฝีมือเหนือกว่าท่านบรรพบุรุษในอดีตได้นั้น มีเพียงหยิบมือเดียว
และตัวตนระดับนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลเย่เล็ก ๆ ของพวกเราจะเชิญมาได้!”
แปดร้อยปีก่อน ตระกูลเย่คือตระกูลใหญ่ชั้นนำของใต้หล้า
ทว่าเวลาผ่านไปแปดร้อยปี ทุกอย่างแปรเปลี่ยน ตระกูลเย่ได้ตกต่ำลงกลายเป็นเพียงตระกูลเล็ก ๆ ไปเสียแล้ว
คิ้วของเมิ่งฝานขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ของระดับสูงขนาดนี้ แม้แต่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งยังไร้หนทาง แล้วจะหาเขาไปช่วยจะมีประโยชน์อะไร?
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านหาข้าไปจะมีประโยชน์อะไร? ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตเทียนหยวนตัวเล็ก ๆ อ่อนแอจนน่าเวทนา!” เมิ่งฝานกล่าวอย่างจนใจ
นี่ไม่ใช่การถ่อมตัว หากเทียบกับยอดฝีมือที่สะท้านไปทั่วหล้าเหล่านั้น เขาย่อมเป็นผู้อ่อนแอจริง ๆ
คนพวกนั้นยังไร้หนทาง แล้วตนเองจะมีประโยชน์อันใด?
“ศิษย์พี่เมิ่งท่านอาจยังไม่ทราบ ค่ายกลกระบี่นี้ สิ่งที่มันทดสอบคือพรสวรรค์ในวิถีกระบี่ของผู้ทำลายค่ายกล
การที่ข้าเชิญท่านไปช่วย แน่นอนว่าไม่ได้อยากให้ท่านใช้กำลังหักหาญทำลายค่ายกล!
บางทีด้วยพรสวรรค์วิถีกระบี่ของท่าน อาจจะสามารถผ่านการทดสอบค่ายกลกระบี่ของท่านบรรพบุรุษได้สำเร็จ
เพราะข้าไม่เคยเห็นใครที่มีพรสวรรค์วิถีกระบี่ที่น่าหวาดกลัวเท่าท่านมาก่อนเลย!”
ในสายตาของเย่ชิงอวี๋ พรสวรรค์วิถีกระบี่ของเมิ่งฝานนั้นแข็งแกร่งจนเข้าขั้นวิปริตระดับปีศาจไปแล้ว
หากแม้แต่เมิ่งฝานยังไม่อาจผ่านการทดสอบของค่ายกลกระบี่นี้ได้ เช่นนั้นก็คาดว่าคงไม่มีใครในโลกนี้ผ่านไปได้อีกแล้ว
ต่อให้บรรพบุรุษจะเก่งกาจเพียงใด หรือมีสายตาที่สูงส่งแค่ไหน ก็ย่อมไม่มีทางวางค่ายกลกระบี่ที่ไร้ทางออกเอาไว้
“ดังนั้นท่านจึงอยากเชิญข้าไปที่ตระกูลเย่ เพื่อช่วยพวกท่านทำลายค่ายกล?”
ความจริงความหมายของเย่ชิงอวี๋นั้นชัดเจนอยู่แล้ว เมิ่งฝานเพียงแต่แกล้งถามในสิ่งที่รู้อยู่เต็มอก
เย่ชิงอวี๋พยักหน้า “เป็นเช่นนั้น”
เมิ่งฝานส่ายหน้า “นั่นมันยุ่งยากเกินไป!”
เดิมทีเขาคิดว่าหากเป็นเรื่องที่เขาสามารถช่วยได้ง่าย ๆ เขาย่อมไม่ปฏิเสธและจะตกลงในทันที
แต่เรื่องนี้ต้องเดินทางออกจากซูซัน เป็นเรื่องราวใหญ่โต เสียทั้งเวลาและแรงกาย มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
หากเป็นเช่นนั้น เขาสู้จ่ายหินปราณสองร้อยก้อนให้เย่ชิงอวี๋ยังจะดีกว่า
เขากลัวความยุ่งยาก!
“ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านอาจยังไม่เข้าใจถึงโชควาสนาและโอกาสที่ซ่อนอยู่ในเรื่องนี้ หากท่านสามารถทำลายค่ายกลกระบี่นี้ได้ ท่านจะได้รับส่วนหนึ่งของมรดกจากเซียนกระบี่โอสถ! แม้ว่า ‘เซียนกระบี่โอสถ’ จะเป็นเพียงสมญานาม และยังไม่บรรลุถึงขั้นเซียนกระบี่ที่แท้จริง แต่เขาก็เป็นยอดฝีมืออันดับต้น ๆ ของใต้หล้า การได้รับมรดกของเขา จะทำให้ท่านได้รับประโยชน์มหาศาลและการจะประสบความสำเร็จรุ่งโรจน์ในอนาคตก็จะเป็นเรื่องง่ายดาย”
เมิ่งฝานยิ้มออกมา เขาไม่หลงเชื่อคำขายฝันที่สวยหรูเช่นนี้
“ศิษย์พี่เย่ สิ่งที่ท่านพูดมามันช่างดูงดงามและน่าดึงดูดยิ่งนัก แต่ถึงจะเป็นไปตามที่ท่านคิด หากข้าทำลายค่ายกลได้สำเร็จ มรดกนั่นก็เป็นของตระกูลเย่ของท่าน แล้วมันจะเกี่ยวข้องอะไรกับข้า?”
หากถึงสถานการณ์นั้นจริง ๆ เมิ่งฝานที่อยู่ในถิ่นของตระกูลเย่ จะมีสิทธิ์อะไรไปแย่งชิงกับตระกูลเย่?
ตระกูลเย่มีหรือจะยอมยกมรดกของตระกูลตัวเองให้คนอื่นง่าย ๆ?
และลำพังตัวเขาเพียงคนเดียว ย่อมไม่มีทางต่อกรกับทั้งตระกูลเย่ได้!
เย่ชิงอวี๋ส่ายหน้า “ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านยังไม่เข้าใจ ความจริงแล้วค่ายกลกระบี่นั่นแหละคือส่วนที่สำคัญที่สุดของมรดก
หากท่านสามารถทำลายค่ายกลได้ และผ่านการทดสอบของท่านบรรพบุรุษ ท่านก็ย่อมได้รับมรดกในส่วนของค่ายกลกระบี่ไปแล้ว!
ถึงตอนนั้น ท่านได้รับมรดกส่วนนี้ไปแล้ว ต่อให้ตระกูลเย่ของข้าอยากจะแย่งชิง ก็ไม่มีอะไรให้แย่งชิงได้อีก”
คิ้วของเมิ่งฝานขมวดเข้าหากัน พูดตามตรงเขารู้สึกหวั่นไหวอยู่เล็กน้อย
แต่ที่มากกว่านั้นคือความระแวง!
“ต่อให้เป็นอย่างที่ท่านว่า หากตระกูลเย่ของท่านคิดจะฆ่าคนปิดปาก หรือใช้วิธีทรมานเพื่อบีบคั้นเอาความลับจากข้าล่ะ?” เมิ่งฝานจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเย่ชิงอวี๋แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบยิ่ง
นี่ไม่ใช่การตีตนไปก่อนไข้ เพราะมันเป็นเรื่องปกติสามัญที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้
ในโลกแห่งการฝึกตน ผู้เข้มแข็งกินผู้อ่อนแอ คนที่ใจไม่เหี้ยมคมดาบไม่แข็งพอก็ล้วนถูกกำจัดไปนานแล้ว
เย่ชิงอวี๋ยิ้มขมขื่น “ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านมองข้ามสำนักกระบี่ซูซันเกินไปหรือมองตระกูลเย่ของข้าสูงส่งเกินไปกันแน่ ตระกูลเย่เล็ก ๆ จะกล้าลอบสังหารศิษย์ของซูซันได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นอัจฉริยะของซูซันเช่นท่านอีก?”