วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 157 ตีคนต้องตีหน้า สังหารคนต้องทำลายที่หัวใจ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 157 ตีคนต้องตีหน้า สังหารคนต้องทำลายที่หัวใจ
บทที่ 157 ตีคนต้องตีหน้า สังหารคนต้องทำลายที่หัวใจ
เมิ่งฝานซุกซ่อนตราประทับกระบี่ที่ได้จากผู้อาวุโสหลินไว้กับตัว ก่อนจะก้าวลงจากชั้นสองของหอกระบี่และกลับเข้าสู่ห้องพักของตน
หลังจากกลืนโอสถวัชระลงไปหนึ่งเม็ด เขาก็เริ่มบำเพ็ญเพียรวิชา ‘กายาอริยชิงหลง’ ทันที
หลายวันที่ผ่านมาเขาเพียรสอนเจตจำนงกระบี่มหาดับสูญให้แก่เย่ชิงอวี๋อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ก็เพื่อหวังผลจากโอสถวัชระเหล่านี้เอง
ยามนี้โอสถมาอยู่ในมือแล้ว เขาจึงมิอาจรอช้า รีบดูดซับพลังหวังจะบรรลุกายาอริยชิงหลงขั้นที่สามให้จงได้!
ทว่าสิ่งที่เมิ่งฝานนึกไม่ถึงก็คือ ในช่วงเย็นของวันถัดมา เย่ชิงอวี๋กลับมาหาเขาที่หอกระบี่อีกครั้ง พร้อมกับนำขวดบรรจุโอสถวัชระมามอบให้
ความเร่งรีบของนางทำให้เมิ่งฝานรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
โอสถรอบนี้มีถึงสี่สิบสองเม็ด มากกว่าคราวก่อนหนึ่งเม็ด
ด้วยความที่นางเริ่มคุ้นชินและชำนาญในการหลอมมากขึ้น การจะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมาบ้างก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ
“ศิษย์พี่หญิงเย่เร่งรีบหลอมโอสถวัชระมาให้ข้าถึงเพียงนี้ แสดงว่าเจ้ากำหนดเวลาออกเดินทางได้แล้วกระมัง?” เมิ่งฝานเอ่ยถาม
เย่ชิงอวี๋ตอบว่า “การออกเดินทางนั้นยิ่งเร็วย่อมยิ่งดี หากท่านไม่ติดขัดสิ่งใด ข้าตั้งใจจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้”
เมิ่งฝานปรายตามองเย่ชิงอวี๋ นึกไม่ถึงว่าศิษย์พี่หญิงผู้มีนิสัยเย็นชาผู้นี้ แท้จริงแล้วภายในใจกลับเป็นคนใจร้อนมิเบา
แต่เขาก็เข้าใจนางดี เพราะหากมีเรื่องใดค้างคาอยู่ในใจ ย่อมอยากจะสะสางให้เสร็จสิ้นโดยไว มิเช่นนั้นจะรู้สึกกระวนกระวายใจจนทำสิ่งใดก็มิราบรื่น
“ออกเดินทางพรุ่งนี้ แม้จะกระชั้นชิดไปเสียหน่อย แต่อาตมา… เอ่อ ข้าไม่มีปัญหา” เมิ่งฝานกล่าวกับนาง
“ดี เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะมาหาท่านใหม่!” เย่ชิงอวี๋กล่าวจบก็จากไปรวดเร็วดั่งพายุ
ศิษย์พี่หลัวเดินออกมาจากด้านหลังโถงหอกระบี่ จ้องมองแผ่นหลังของเย่ชิงอวี๋ที่ลับสายตาไป ก่อนจะชูนิ้วหัวแม่มือให้เมิ่งฝาน
“เจ้าหนู เจ้ามิเพียงมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรที่น่าสะพรึงกลัว แต่ความเร็วในการเปลี่ยนสตรีข้างกายก็ยังเป็นเลิศอีกด้วย แถมแต่ละคนยังงดงามล้ำเลิศขึ้นเรื่อย ๆ! มิน่าเล่าช่วงนี้ข้าถึงไม่เห็นแม่หนูหลิ่วเยียนผิงเลย ที่แท้เจ้าก็มีคนใหม่ไปแล้วนี่เอง”
เมิ่งฝานถลึงตาใส่ศิษย์พี่หลัวอย่างอดรนมิได้พลางกล่าวประชด
“ศิษย์พี่หลัว ข้าขอแนะนำให้ท่านไปส่องกระจกดูเสียบ้าง!”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ศิษย์พี่หลัวขมวดคิ้วสงสัย
“แม้ท่านจะอายุยังไม่เต็มสามสิบ แค่ยี่สิบเก้าปีเท่านั้น แต่การที่คนแก่หัวหงอกโพลนเยี่ยงท่าน มาเรียกสตรีรุ่นราวคราวเดียวกันว่า ‘แม่หนู’ ซ้ำยังพูดจาเรื่องหญิงสาวมิหยุดปากเช่นนี้ มันช่างดูอุจาดนัยน์ตาและเสื่อมเสียเกียรติของสุภาพบุรุษยิ่งนัก!” เมิ่งฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ตีคนต้องตีให้หน้าหงาย สังหารคนต้องทำลายที่หัวใจ
วาจานี้ของเมิ่งฝาน ทิ่มแทงเข้าจุดอ่อนของศิษย์พี่หลัวได้อย่างแม่นยำ
“เจ้าเด็กนี่… ไฉนจึงพูดจาทำร้ายจิตใจกันเช่นนี้” ศิษย์พี่หลัวร้อนรนปนอับอาย รีบหนีกลับเข้าห้องไปนอนระทมเพียงลำพัง
ในโลกแห่งการฝึกตน ผู้บำเพ็ญเพียรมากมายแม้อายุเจ็ดแปดสิบหรือร้อยปี ก็ยังดูราวกับเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดได้มิใช่เรื่องแปลก
ทว่าสำหรับศิษย์พี่หลัวที่เพิ่งอายุเพียงยี่สิบกว่าปี แต่กลับมีใบหน้าและผมขาวราวกะคนอายุแปดสิบปีเช่นนี้
ช่างเป็นเรื่องที่น่าเวทนาและชวนให้รันทดใจยิ่งนัก!
อายุเพียงเท่านี้แต่กลับชราภาพไปเสียแล้ว หากเขาไม่ต้องโดดเดี่ยวไปจนวันตาย แล้วผู้ใดจะโดดเดี่ยวกันเล่า
เช้าวันรุ่งขึ้น เมิ่งฝานตื่นขึ้นมาล้างหน้าสระผม พอเปิดประตูหอกระบี่ออก ก็พบเย่ชิงอวี๋ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ศิษย์พี่หญิงเย่ เหตุใดจึงมาเช้านัก?” เมิ่งฝานถามด้วยความแปลกใจ
“หอกระบี่ของพวกท่าน เปิดประตูสายปานนี้เชียวหรือ?” เย่ชิงอวี๋ตอบด้วยน้ำเสียงมิสบอารมณ์
“สายงั้นรึ” เมิ่งฝานรู้สึกงงงวย ปกติหอกระบี่ก็เปิดเวลานี้เป็นประจำ
หากจะว่าสาย บางวันเปิดตอนเที่ยงยังถือว่าปกติเลยด้วยซ้ำ
วันนี้ถือว่าเปิดเช้าแล้วแท้ ๆ
“เจ้ามายืนรอนานเท่าใดแล้ว?” เมิ่งฝานลองหยั่งเชิงถาม
เย่ชิงอวี๋ทำหน้าเย็นชาตอบ “เพิ่งมาถึงได้ครึ่งก้านธูปเท่านั้น”
ความจริงแล้ว นางมายืนรออยู่ที่นี่ร่วมสองชั่วยามแล้ว แต่กลับมิกล้าเคาะประตู
ยามนี้นางจึงจำต้องพูดเวลาให้น้อยลงไว้ก่อน
เพราะหากบอกว่ารอนานถึงสองชั่วยาม นางคงดูเหมือนคนโง่เง่าไร้สติ!
สองชั่วยาม… บนโลกเดิมของเขา ขนาดผู้ชายรอผู้หญิงแต่งหน้ายังไม่นานเท่านี้เลย
“เข้ามานั่งพักก่อนเถิด ข้าขอเวลาจัดเตรียมข้าวของสักครู่” เมิ่งฝานกล่าวเชิญ
เย่ชิงอวี๋ก้าวเข้าสู่หอกระบี่ แต่มิได้หาเก้าอี้นั่งลง กลับเดินวนเวียนสำรวจกระบี่มากมายที่จัดวางอยู่ในโถงใหญ่
หอกระบี่นี้นับว่ามีบารมีไม่น้อยทีเดียว
อย่างน้อยในที่แห่งอื่นของสำนักซูซาน ก็ยากที่จะพบเห็นกระบี่มากมายมหาศาลเช่นนี้
เมิ่งฝานมิได้รบกวนนางที่กำลังชมกระบี่ เขาจัดการธุระส่วนตัวจนเสร็จสิ้น
ครู่ต่อมา หลังจากเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็ขึ้นไปแจ้งผู้อาวุโสหลินบนชั้นสองรอบหนึ่ง ก่อนจะเตรียมตัวออกเดินทางไปพร้อมกับเย่ชิงอวี๋
นี่จะเป็นครั้งที่สามนับแต่เขาข้ามภพมา ที่เขาจะได้ก้าวเท้าออกจากซูซาน!
สองครั้งก่อนหน้านี้ ล้วนแต่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นเร้าใจเกิดขึ้นทุกครา
มิตราบว่าครานี้จะเป็นเช่นไร?
ว่ากันตามตรง ในใจของเมิ่งฝานก็แอบมีความคาดหวังอยู่ลึก ๆ
ยามปกติเขามักจะเกียจคร้านเกินกว่าจะออกจากสำนัก อยากจะซุ่มบำเพ็ญเพียรอยู่เงียบ ๆ มากกว่า
ทว่าเมื่อตัดสินใจออกเดินทางแล้ว ความตื่นเต้นสงสัยในสิ่งที่จะได้พบเจอก็ผุดขึ้นมาในใจมิอาจห้ามได้
อย่างไรเสียมนุษย์ย่อมมีสัญชาตญาณแห่งความอยากรู้อยากเห็น ชีวิตในซูซานนั้นซ้ำซากจำเจ การได้ออกไปย่อมต้องมีเรื่องแปลกใหม่เกิดขึ้นแน่นอน
ความรู้สึกใคร่รู้นี้ จึงนับเป็นความคาดหวังอย่างหนึ่ง
หลังจากบอกลาศิษย์พี่หลัวเรียบร้อย เมิ่งฝานและเย่ชิงอวี๋ก็ก้าวออกจากหอกระบี่
“ศิษย์พี่หญิงเย่ ในเมื่อมาถึงหอกระบี่แล้ว มิคิดจะเปลี่ยนกระบี่คู่กายเล่มใหม่บ้างหรือ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามขณะเดินพ้นประตู
มาถึงหอกระบี่ทั้งทีแต่กลับมิได้กระบี่เล่มใหม่ไป ดูเหมือนจะมาเสียเที่ยวอย่างไรชอบกล
เย่ชิงอวี๋ตอบ
“ช่างเถิด ข้าใช้กระบี่หานเสวี่ยเจี้ยนเล่มนี้จนชินมือแล้ว ต่อให้เปลี่ยนเป็นกระบี่วิญญาณที่ดีกว่านี้เล็กน้อย ก็มิได้ช่วยเพิ่มอานุภาพการต่อสู้ให้ข้าเท่าใดนักเว้นแต่… จะเปลี่ยนเป็นกระบี่อาคม! แต่ด้วยระดับพลังของข้าในยามนี้ ยังมิอาจสยบกระบี่อาคมได้ การฝืนครอบครองมันก็มิต่างจากการหาที่ตาย”
อัจฉริยะเหล่านี้ ไฉนจึงไม่มีผู้ใดหยิ่งผยองจนเกินตัวเลยหนอ?
แต่ละคนล้วนรู้จักขอบเขตของตนเองเป็นอย่างดี
อ้อ ยกเว้น ‘หลินเจี่ยน’ ผู้ที่บังอาจคิดจะพิชิตใจอาจารย์ตนเองไว้คนหนึ่ง หมอนั่นน่ะเสือบ้าตัวจริง!
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” เมิ่งฝานกล่าว
จากนั้นทั้งสองก็ออกเดินทางเคียงคู่กันมุ่งหน้าพ้นเขตสำนักซูซาน
ทั้งเมิ่งฝานและเย่ชิงอวี๋ต่างเป็นศิษย์ระดับเทียนหยวน ศิษย์ในระดับนี้สามารถออกจากสำนักไปฝึกฝนภายนอกได้ตามใจชอบโดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ
นี่เป็นครั้งที่สามที่เมิ่งฝานออกสู่โลกกว้าง สองครั้งแรกล้วนมีผู้อาวุโสหลินร่วมทางด้วย
การมีผู้อาวุโสอยู่ข้างกาย ย่อมทำให้รู้สึกอึดอัดไม่คล่องตัวอยู่บ้าง
แต่การได้ออกมากับเย่ชิงอวี๋ในครานี้ เมิ่งฝานกลับรู้สึกปลอดโปร่งราวกับวิหคที่ได้โบยบินสู่ท้องนภาอันกว้างใหญ่
“ศิษย์พี่หญิงเย่ สถานที่ที่เจ้าว่านั้นอยู่ไกลจากซูซานเพียงใด และต้องใช้เวลาเดินทางนานเท่าใด?”
เมิ่งฝานถามขึ้น ขณะที่พวกเขาลงมาถึงตีนเขาเรียบร้อยแล้ว
“หากเดินเท้าก็ราวเจ็ดวัน แต่ถ้าใช้พลังวัตรช่วยเร่งความเร็วในการเดินทาง ย่อมจะเร็วกว่านั้น” เย่ชิงอวี๋ตอบอย่างจริงจัง
“เดินเท้าหรือ ข้าว่าเปลี่ยนเป็น ‘รถม้า’ จะดีกว่ากระมัง การนอนพักผ่อนบนรถม้าอย่างสบายอารมณ์มิใช่เรื่องรื่นรมย์กว่าหรือ?” เมิ่งฝานจ้องมองเย่ชิงอวี๋
เย่ชิงอวี๋เหลือบมองเมิ่งฝานพลางนึกในใจ นี่มิใช่คำถามที่ต้องคิดเลยมิใช่หรือ?
ทั้งสองตรงไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ในระแวกนั้นเพื่อหาซื้อรถม้าสักคัน
เช่ารึ
ไม่มีอยู่ในหัวหรอก คนมันรวยช่วยไม่ได้!
หินวิญญาณเพียงก้อนเดียว มีค่าเทียบเท่าทองคำหนึ่งหีบ
สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว เรื่องเงินทองหาใช่ปัญหาใหญ่ไม่