วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 158 ชายโสดหญิงหม้าย ร่วมผลักไพ่
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 158 ชายโสดหญิงหม้าย ร่วมผลักไพ่
บทที่ 158 ชายโสดหญิงหม้าย ร่วมผลักไพ่
บนถนนหลวง รถม้าคันหนึ่งควบตะบึงจนฝุ่นตลบอบอวล
สารถีผู้บังคับม้าเป็นสตรีโฉมงามล้ำเลิศ กิริยาสูงส่งเย็นชา ทว่าตลอดทางนางกลับมีสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
บรรดาผู้สัญจรผ่านไปมาที่ได้เห็นนางบังคับรถม้า ต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
โฉมสะคราญราวกับเทพธิดาเช่นนี้ ผู้ใดกันหนอช่างใจยักษ์ใจมารปล่อยให้นางมานั่งกรำฝุ่นบังคับรถม้าเช่นนี้ได้
จะเป็นใครไปได้อีกเล่า ย่อมต้องเป็นเมิ่งฝาน!
มิใช่ว่าเมิ่งฝานไม่รู้จักถนอมบุปผา เพียงแต่ในขณะที่เขาถนอมบุปผา เขากลับรักถนอมตนเองมากกว่า
ดังนั้น งานใช้แรงงานอย่างการบังคับรถม้า ย่อมต้องตกเป็นหน้าที่ของเย่ชิงอวี๋
ในเมื่อนางเป็นฝ่ายมาขอร้องให้เขาช่วยมิใช่หรือ?
ส่วนเรื่องการจ้างสารถีนั้น เขาเห็นว่าไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อย
หากให้ปุถุชนธรรมดาติดตามมาด้วย จะกลายเป็นคนผู้นั้นมาดูแลพวกเขา หรือพวกเขากันแน่ที่ต้องคอยพะวงดูแลปุถุชนผู้นั้น
“ศิษย์พี่หญิงเย่ หากเจ้ารู้สึกเหนื่อยล้าก็เรียกข้าได้นะ” เมิ่งฝานที่เอนกายสบายอารมณ์อยู่ภายในรถม้า ตะโกนบอกเย่ชิงอวี๋
“เรียกท่านแล้ว ท่านจะมาเปลี่ยนเวรบังคับรถม้าแทนข้ารึ?”
“ข้าหมายความว่า หากเจ้าเหนื่อยก็บอกข้า เราจะได้หยุดพักผ่อนกันสักครู่”
มุมปากของเย่ชิงอวี๋กระตุกวูบ
ต้องอดทน!
ยามปกติคือนางเป็นคนสุขุมเยือกเย็นยิ่งนัก แต่การกระทำของเมิ่งฝานมักจะแหวกกฎเกณฑ์และไม่เหมือนสามัญชนทั่วไป จึงมักทำให้นางตบะแตกอยู่บ่อยครั้ง
ยกตัวอย่างเช่นการบังคับรถม้านี้ ตามปกติแล้วเมื่อชายหญิงร่วมทางกัน ฝ่ายชายมิควรอาสาทำหน้าที่นี้หรอกรึ?
แต่เจ้าหมอนี่กลับหน้าด้านหน้าทน ล้มตัวลงนอนในรถม้าเสียเฉย ๆ ซ้ำยังอ้างว่านางเป็นคนเชิญเขามาเอง ดังนั้นจะใช้งานเขาไม่ได้!
นางมาลองตรองดูก็เห็นว่ามีส่วนถูก จึงยอมก้มหน้าก้มตาบังคับม้าแต่โดยดี
ทว่ายิ่งบังคับไปนานเข้า ในใจก็ยิ่งบังเกิดความไม่สบอารมณ์ แต่กลับทำอะไรเมิ่งฝานไม่ได้
มีโทสะก็ต้องข่มไว้!
นางทำได้เพียงปลอบใจตนเองซ้ำ ๆ ว่าในเมื่อมาขอให้ผู้อื่นช่วยงาน ก็ต้องยอมรับการปรนนิบัติเช่นนี้
ไม่นานนักราตรีก็มาเยือน รถม้ายังคงวิ่งอยู่บนถนนหลวง รอบข้างไร้ซึ่งหมู่บ้านหรือโรงเตี๊ยม
การบังคับรถม้าในยามค่ำคืนนั้นทัศนวิสัยย่ำแย่นัก
ตัวพวกเขาเองน่ะไม่เกรงกลัวอันตรายหรอก แต่หากปล่อยให้ม้าเป็นอะไรไป พวกเขาคงต้องใช้เท้าเดินเท้ากันเอง
เย่ชิงอวี๋จึงเลือกทำเลที่เหมาะสม หยุดรถม้าเพื่อพักผ่อนหนึ่งคืนก่อนจะเดินทางต่อ
เมิ่งฝานหยิบขนมโก๋ออกมาจากแหวนมิติ คิดจะแบ่งให้เย่ชิงอวี๋บ้าง
เย่ชิงอวี๋ส่ายหน้าปฏิเสธ
เมิ่งฝานยิ้มบาง ๆ ไม่เซ้าซี้ พลางหยิบกินเองอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อบรรลุถึงระดับเทียนหยวนย่อมสามารถงดเว้นอาหารได้นานแล้ว เพียงแค่นั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรดูดซับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน ก็เพียงพอต่อการทดแทนพลังงานที่สูญเสียไป
แต่การงดอาหารได้ มิได้หมายความว่าต้องงดเสมอไป!
เพราะอย่างไรเสีย ความรื่นรมย์ในรสอาหารก็นับเป็นการเสพสุขที่สำคัญอย่างหนึ่ง
เมิ่งฝานเป็นคนที่รักความสบาย เมื่อมีโอกาสเสพสุขเขาย่อมไม่ยอมปล่อยให้ตนเองต้องลำบาก
“ศิษย์พี่หญิงเย่ เจ้าเข้าสู่สำนักซูซานตั้งแต่เมื่อไหร่รึ?” หลังจากอิ่มหนำสำราญ เมิ่งฝานที่นอนเอกเขนกอยู่ในรถม้าก็เริ่มชวนคุย
ยามนี้ชายโฉดหญิงงามอยู่ร่วมกันในรถม้าที่คับแคบยิ่งกว่าห้องหับ
หากไม่หาเรื่องสนทนา บรรยากาศคงจะชวนให้อึดอัดพิกล
เย่ชิงอวี๋นั่งขัดสมาธิอยู่ที่มุมหนึ่งของรถม้า กินพื้นที่เพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น
พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เหลือถูกเมิ่งฝานยึดครองไว้นอนราบไปเกือบหมด
นางลอบชำเลืองมองไปที่เท้าของเมิ่งฝาน เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ถอดรองเท้า ในใจก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
อย่างที่กล่าวไป นางเป็นคนรักสะอาดและมีระเบียบจัด หากเมิ่งฝานถอดรองเท้าขึ้นมา นางคงรับไม่ได้จนเสียสติไปเป็นแน่
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่คับแคบถึงเพียงนี้!
“ตอนอายุห้าขวบ ข้าก็ถูกท่านพ่อส่งเข้าสำนักซูซานแล้ว” เย่ชิงอวี๋ตอบคำถาม
เมิ่งฝานมองนางด้วยความประหลาดใจ
ห้าขวบ?
นี่มันสำนักซูซาน หรือว่าโรงเรียนอนุบาลซูซานกันแน่?
“ห้าขวบ… ตอนข้าอายุห้าขวบยังนั่งเล่นดินเล่นทรายอยู่เลย!” เมิ่งฝานกล่าวเยาะเย้ยตนเอง
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นเมิ่งฝานในโลกนี้ หรือเมิ่งฝานในโลกเดิมตอนห้าขวบล้วนไร้เดียงสาพอกัน
แต่ผู้อื่นกลับเริ่มขึ้นเขาฝึกวิชาตั้งแต่อายุห้าขวบแล้ว
มิน่าเล่า เย่ชิงอวี๋ถึงได้โดดเด่นเยี่ยงนี้!
“ศิษย์พี่หญิงเย่ พวกเรานั่งกันเฉย ๆ แบบนี้มันก็น่าเบื่อเกินไป มาหาอะไรสนุก ๆ ทำกันหน่อยไหม?”
เมิ่งฝานผุดลุกขึ้นนั่งพลางกล่าวกับนาง
“เรื่องสนุกอันใด?” เย่ชิงอวี๋ขมวดคิ้วแน่น จ้องมองเมิ่งฝานด้วยความระแวดระวัง
เมิ่งฝานหัวเราะ “หึ ๆ เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง”
เขาม้วนผ้าม่านรถม้าขึ้น แล้วดีดนิ้วเบา ๆ
ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งวาบราวกับมังกรคะนอง ลอดผ่านหน้าต่างรถม้าออกไป
เย่ชิงอวี๋ได้ยินเสียงต้นไม้ใหญ่โค่นล้มอยู่ภายนอก นางมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความสงสัย
เห็นปราณกระบี่ที่เมิ่งฝานดีดออกไปนั้นเคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึก พลิ้วไหวว่องไวภายใต้แสงจันทร์
ครู่ต่อมา แผ่นไม้เล็ก ๆ ก็ลอยละล่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในรถม้าเป็นชุด ๆ
แผ่นไม้เล็ก ๆ จำนวนสามสิบสองแผ่น แต่ละแผ่นสลักเป็นจุดบุ๋มเรียงตัวกันในรูปแบบที่ต่างกันไป
นอกจากนี้ยังมีลูกเต๋าขนาดเล็กอีกสี่ลูก
แผ่นไม้สลักสามสิบสองแผ่น ลูกเต๋าสี่ลูก
นี่คือ [ไพ่เก้า]
“ศิษย์พี่หญิงเย่ ราตรีกาลช่างยาวไกล จิตใจมิอาจหลับลงได้ พวกเรามา ‘ร่วมวงผลักไพ่เก้า’ กันหน่อยเป็นไร?” เมิ่งฝานกล่าวด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม
“ไพ่เก้า มันคือสิ่งใดกัน?” นางไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย มองดูแผ่นไม้เหล่านั้นด้วยความงุนงง
ทว่าการที่เมิ่งฝานเพียงดีดปราณกระบี่ออกไป ก็สามารถสร้างแผ่นไม้ที่ประณีตถึงเพียงนี้ได้ ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจนัก
เพราะการควบคุมปราณกระบี่และพลังจิตสัมผัส ในระดับนี้มิใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนหยวนขั้นสองจะทำได้โดยง่าย
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าแม้แต่ตัวนางเองก็อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเมิ่งฝาน นางก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม
ลูกไม้เล็กน้อยเพียงเท่านี้ มิควรค่าแก่การเอ่ยถึง
“ไพ่เก้า คือเกมสันทนาการเล็ก ๆ น้อย ๆ มีแพ้มีชนะ ผู้แพ้ต้องมอบหินวิญญาณให้ผู้ชนะ”
เมิ่งฝานเริ่มอธิบายวิธีการเล่นไพ่เก้าให้เย่ชิงอวี๋ฟัง
ครู่ต่อมา เย่ชิงอวี๋ก็เข้าใจกฎกติกา
นางขมวดคิ้วพลางกล่าว “นี่มิใช่การพนันหรอกรึ? ข้าไม่สนใจหรอก!”
ทว่าครู่ใหญ่ต่อมา…
แม่หนูเย่ชิงอวี๋ที่ปากบอกว่าไม่สนใจ กลับเริ่มเล่นอย่างสนุกสนานและจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ
ตลอดทั้งคืนมิได้ข่มตาหลับแม้แต่น้อย
เช้าวันรุ่งขึ้น เย่ชิงอวี๋บังคับรถม้าต่อไปด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
ส่วนเมิ่งฝานกลับยิ้มหน้าบาน กวาดเอาหินวิญญาณกว่าสองร้อยก้อนตรงหน้าเข้าสู่แหวนมิติไปจนสิ้น
“ศิษย์พี่หญิงเย่ ข้าว่าเจ้าเริ่มจะเข้าใจชั้นเชิงมันแล้วนะ คืนนี้เจ้าต้องชนะทวงทุนคืนได้หมดแน่นอน” เมิ่งฝานตะโกนบอกนางที่บังคับม้าอยู่ด้านนอก
ช่างเป็นคำพูดที่กวนโทสะนัก!
เย่ชิงอวี๋บังคับรถม้าด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ไม่ยอมตอบโต้เมิ่งฝาน
นางรู้ดีว่าเมิ่งฝานกำลังเยาะเย้ยนางอยู่
ทว่าในใจนางกลับไม่ยอมแพ้จริง ๆ รู้สึกว่าคืนนี้นางต้องชนะคืนมาให้ได้!
“เกม” ง่าย ๆ เพียงเท่านี้ เหตุใดนางจึงต้องแพ้
นางมิใช่คนโง่เสียหน่อย!
แต่ความคิดของเมิ่งฝานนั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เขารู้สึกว่าแม่หนูนี่ช่างเขลาเบาปัญญาเสียนี่กะไร คืนนี้เขาคงได้กอบโกยจนกระเป๋าตุงอีกแน่
หลังจากไม่ได้พักผ่อนมาทั้งคืนและไม่ได้บำเพ็ญเพียร เมิ่งฝานจึงใช้ช่วงเวลาที่นางบังคับรถม้า เริ่มเข้าสู่การฝึกตนต่อ
“ฮี้~~~~~!” (เสียงรั้งม้า)
เสียงเย่ชิงอวี๋รั้งม้าให้หยุดดังขึ้น รถม้ากระตุกวูบอย่างแรงจนเมิ่งฝานตื่นจากภวังค์
เมิ่งฝานเปิดม่านรถม้าออก พลางถามด้วยความสงสัย
“เกิดอะไรขึ้น?”