วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 159 จิตใจเปี่ยมเมตตาธรรม กระบี่ดั่งอสนีบาต
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 159 จิตใจเปี่ยมเมตตาธรรม กระบี่ดั่งอสนีบาต
บทที่ 159 จิตใจเปี่ยมเมตตาธรรม กระบี่ดั่งอสนีบาต
วินาทีต่อมา คิ้วของเมิ่งฝานก็ขมวดมุ่นเข้าหากัน
มิจำต้องรอให้เย่ชิงอวี๋ตอบ เขาก็ล่วงรู้แล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้นภายนอก
เบื้องหน้าบนถนนสายภูเขา มีซากศพนอนเกลื่อนกลาดอยู่สิบกว่าร่าง นอกจากซากศพเหล่านี้ยังมีรถม้าอีกสองคัน ทว่ารถม้าสองคันนี้มิได้บรรทุกคน แต่บรรทุกสินค้ามาเต็มคันรถ บนรถลากมีหีบหลายใบถูกเปิดทิ้งไว้ ภายในมีทั้งอัญมณี เงินตรา และผ้าไหมแพรพรรณ
ข้างรถม้ากลุ่มนั้น มีชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมยืนอยู่นับสิบคน ทุกคนถือดาบและกระบี่ที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่ที่คมอาวุธ
ชัดเจนยิ่งนักว่านี่คือเหตุการณ์ฆ่าชิงทรัพย์
และที่โชคร้ายก็คือ เมิ่งฝานและเย่ชิงอวี๋ดันมาประจวบเหมาะพบเห็นเข้าพอดี!
ในขณะที่เมิ่งฝานและเย่ชิงอวี๋เห็นคนกลุ่มนี้ คนกลุ่มนั้นย่อมมองเห็นพวกเขาทั้งสองเช่นกัน
คนเหล่านี้คือโจรป่าขุนโจรแถวนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
ยามปกติหากพวกมันพบเจอเมิ่งฝานและเย่ชิงอวี๋ ย่อมต้องลงมือฆ่าปิดปากอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
ทว่าสถานการณ์ในยามนี้กลับไม่ปกติ!
นั่นเพราะเย่ชิงอวี๋งดงามเกินไป พวกหยาบกระด้างที่คลุกตัวอยู่ในซ่องโจรมานานปี มีโอกาสที่ไหนจะได้ยลโฉมหญิงสาวที่งดงามราวกับเทพธิดาเช่นนี้?
ดังนั้น ปฏิกิริยาแรกของพวกมันมิใช่การฆ่าปิดปาก แต่คิดจะ… แล้วค่อยฆ่า!
“มัวยืนบื้ออะไรกันอยู่ ไม่เคยเห็นผู้หญิงรึไง ยังไม่รีบลงมืออีก ไปฆ่าไอ้ผู้ชายคนนั้นซะ ส่วนผู้หญิงให้เหลือลมหายใจไว้พาไปที่ค่าย”
ท่ามกลางกลุ่มโจร มีชายผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเริ่มออกคำสั่ง
บนรถม้า ใบหน้าของเย่ชิงอวี๋เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง นางสัมผัสได้ถึงสายตาอันหยาบโลนที่จ้องมองมายังร่างกายของตน ซึ่งนั่นทำให้นางโกรธจัด
นางมิได้เพียงมีนิสัยรักสะอาดทางกายเท่านั้น แต่ทางใจนางก็มีความถือตัวสูงยิ่ง
สายตาที่จ้องมองมาอย่างโจ่งแจ้งไร้ยางอายของคนพวกนี้ ทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียน!
เมิ่งฝานยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า แล้วปล่อยม่านรถม้าลง
มนุษย์เดินดินสิบกว่าคน มีเพียงสองคนที่พอมีวรวิสัยเทียบเท่าระดับรวบรวมปราณ
เรื่องเพียงเท่านี้เขาไม่เก็บมาใส่ใจ และคร้านจะเข้าไปก้าวก่าย
ด้วยความสามารถของเย่ชิงอวี๋ เพียงขยับปลายนิ้วก็นับว่าเพียงพอจะบดขยี้คนพวกนี้ให้ตายตกตามกันได้หมดแล้ว
ส่วนเรื่องจะให้เขาชิงลงมือ?
แสดงความเป็นสุภาพบุรุษ?
วีรบุรุษช่วยโฉมงาม?
เหลวไหลสิ้นดี!
อย่างแรกสุดคือนางจำเป็นต้องให้เขาช่วยที่ไหนกันเล่า
เย่ชิงอวี๋เมื่อเห็นเมิ่งฝานที่อยู่ด้านหลังปล่อยม่านลงและทำท่าทีไม่แยแส ก็ยิ่งบังเกิดโทสะ
ทว่าต่อให้เมิ่งฝานจะลงมือ นางก็คงชิงตัดหน้าอยู่ดี เพราะคนกลุ่มนี้ได้ยั่วโทสะนางจนถึงขีดสุดแล้ว
นางจ้องมองกลุ่มโจรที่พุ่งเข้าใส่ พลางชูนิ้วขึ้นมานิ้วหนึ่ง
ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะลุออกจากปลายนิ้ว
การจะจัดการกับปุถุชนเหล่านี้ หากต้องถึงขั้นชักกระบี่ออกมา ก็นับว่าเสียเกียรติเกินไปแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อมีเจ้าคนน่ารำคาญอย่างเมิ่งฝานอยู่ข้างหลัง นางย่อมไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เยาะเย้ยนางเป็นอันขาด
ปราณกระบี่สายนั้นพลิ้วไหวไปมากลางอากาศประดุจหงส์ร่อนพุ่งทะยาน
เพียงไม่ถึงสองลมหายใจ อาวุธของกลุ่มโจรก็ร่วงหล่นลงพื้น ทุกคนต่างใช้มือซ้ายกุมข้อมือขวาพลางร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
“หากไม่อยากตาย ก็จงไสหัวไปซะ!” เย่ชิงอวี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
กลุ่มโจรต่างรู้ตัวแล้วว่าพวกมันแตะต้องเข้ากับตอเหล็กเข้าให้แล้ว จึงพากันตะเกียกตะกายหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต
เมิ่งฝานเปิดม่านรถม้าขึ้นอีกครั้ง เมื่อเขามองไปยังเย่ชิงอวี๋ คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่น
“มีอะไรหรือ?” เย่ชิงอวี๋หันมาเห็นสีหน้าของเขาจึงเอ่ยถาม
“ข้านึกว่าเจ้าจะฆ่าพวกมันเสียอีก” เมิ่งฝานมองตามหลังกลุ่มโจรไป พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ซับซ้อน
“ข้า… ไม่เคยฆ่าคนมาก่อน” เย่ชิงอวี๋ก้มหน้าลงเล็กน้อยพลางกล่าวอย่างเคอะเขิน
นางย่อมรู้ดีว่าคนเหล่านี้สมควรตาย แต่นางกลับทำใจอำมหิตมิได้
สำหรับผู้ที่ไม่เคยสังหารใคร การจะลงมือฆ่าเป็นครั้งแรกนั้นยากยิ่งนัก ยิ่งฝั่งตรงข้ามมีคนมากมายขนาดนี้ หากจะให้นางสังหารทิ้งให้หมด นางจะทำใจได้อย่างไร?
หากมีเพียงคนเดียว นางอาจจะพยายามฝืนใจลงมือได้ แต่จะให้ฆ่าแกงคนจำนวนมากรวดเดียวเช่นนี้ นางทำใจไม่ได้จริง ๆ
เมิ่งฝานถอนหายใจยาว แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับวิธีของเย่ชิงอวี๋ แต่เขาก็เข้าใจความรู้สึกของนาง
มิใช่ทุกคนที่จะมีความกล้าในการพรากชีวิตผู้อื่น ความกล้านี้หาได้เกี่ยวข้องกับระดับพลังฝีมือไม่
เมิ่งฝานก้าวลงจากรถม้า กวาดสายตามองซากศพที่เกลื่อนพื้น ศิษย์เหล่านี้ล้วนเป็นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ทำมาค้าขายอย่างซื่อสัตย์
ช่างน่าเวทนายิ่งนัก!
ชาวบ้านที่พบเจอโจรป่า มักจะมีจุดจบที่น่าอนาถเสมอ
การปล้นทรัพย์โดยไม่ฆ่าคนนั้น เป็นเพียงการเสริมแต่งความงามให้กลุ่มโจรในนิยายกำลังภายในเท่านั้น ความเป็นจริงกลับโหดร้ายกว่ามาก
เย่ชิงอวี๋เพียงทำร้ายกลุ่มโจรโดยไม่สังหาร ถือเป็นการลงโทษเพียงสถานเบา
ซึ่งเรื่องนี้ เมิ่งฝานไม่เห็นด้วย!
ในบรรดาศพที่นอนเกลื่อนอยู่ ศพที่เล็กที่สุดมีอายุเพียงห้าหกขวบ เป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้น
ปราณกระบี่ค้ำฟ้าสายหนึ่งก่อตัวขึ้นเบื้องหน้าเมิ่งฝาน
“ฟึ่บ~~~~~~”
ปราณกระบี่ยักษ์ยาวหลายสิบเมตรพุ่งทะยานออกไปเสียงหวีดหวิว
เพียงชั่วพริบตา พื้นดินที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักก็มีซากศพเพิ่มขึ้นอีกสิบกว่าร่าง กวาดล้างจนหมดสิ้น ไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียว
ที่สำคัญคือปราณกระบี่ของเมิ่งฝานนั้นทรงพลังเกินไป ร่างของกลุ่มโจรเหล่านั้นหาได้มีร่างที่สมบูรณ์ไม่ ทุกร่างล้วนแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บางร่างถึงกับระเบิดออก กลายเป็นละอองเลือดฟุ้งกระจาย
บนรถม้า เย่ชิงอวี๋มองดูภาพเหตุการณ์นี้ด้วยความรู้สึกที่สับสนและไม่สบายใจ
นางแทบไม่เคยเห็นภาพที่คาวเลือดและโหดเหี้ยมเช่นนี้มาก่อน หรือจะกล่าวว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอย่างเต็มตาก็ว่าได้
“เฮ้อ…” นางข่มความรู้สึกไม่สบายใจไว้พลางถอนหายใจเบา ๆ แต่กลับมิได้กล่าวอันใดออกมา
นางมิอาจลุกขึ้นมาตำหนิเมิ่งฝานว่าโหดเหี้ยมได้
เพราะนางรู้แจ้งแก่ใจว่าสิ่งที่เมิ่งฝานทำนั้นไม่ผิด และเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว!
ในทางกลับกัน การที่นางยั้งมือไม่ฆ่าโจรพวกนั้นเมื่อครู่ต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด
เพราะหากนางปล่อยไป โจรกลุ่มนี้ย่อมมิมีทางกลับตัวกลับใจ และในวันหน้าพวกมันก็จะกลับมาสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์อีก
การฆ่าคนชั่ว เท่ากับการช่วยชีวิตคนดี!
การปล่อยคนชั่วไป เท่ากับการฆ่าคนดี!
“ขอบคุณนะ” เย่ชิงอวี๋มิได้ตำหนิเมิ่งฝาน กลับกล่าวขอบคุณออกมาแทน
หากโจรพวกนี้ไม่ตายและไปฆ่าชาวบ้านในภายหลัง ความตายของชาวบ้านเหล่านั้นย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับนางในแง่หนึ่ง
นางเข้าใจสัจธรรมเหล่านี้ดี เพียงแต่เมื่อครู่นางยังใจแข็งไม่พอที่จะสังหารโจรพวกนั้น
และการที่เมิ่งฝานลงมือสังหารแทน ในทางจริยธรรมนางก็สมควรที่จะกล่าวขอบคุณ
เมิ่งฝานกลับขึ้นมาบนรถม้า พลางยิ้มให้เย่ชิงอวี๋
“หึ ๆ ศิษย์พี่หญิงเย่ ข้านึกว่าเจ้าจะตำหนิข้าว่าจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตเสียอีก ดูท่าข้าจะประเมินเจ้าต่ำไป นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะยังมีสมองอยู่บ้าง”
เย่ชิงอวี๋ขบฟันแน่น มุมปากสั่นระริกเล็กน้อย
เจ้าแน่ใจนะว่านี่คือคำชม?
“ศิษย์พี่เมิ่งกำลังตำหนิว่าข้าใจอ่อนเกินไปอย่างนั้นรึ?” เย่ชิงอวี๋กล่าวพลางจ้องเขม็งไปที่เมิ่งฝาน
“มิใช่หรอกรึ?” เมิ่งฝานจ้องกลับด้วยแววตาตรงไปตรงมา
เย่ชิงอวี๋ถึงกับน้ำท่วมปาก
เพราะสิ่งที่เมิ่งฝานกล่าวมาล้วนเป็นความจริง นางไม่อาจโต้แย้งได้เลย
เมิ่งฝานปล่อยม่านรถม้าลง ไม่จ้องมองเย่ชิงอวี๋อีก เพื่อมิให้นางต้องขัดเขินไปมากกว่านี้
ทว่าแม้จะปล่อยม่านลงแล้ว เขายังคงกล่าวออกมาจากภายในรถม้าว่า
“พวกเราศิษย์ซูซาน จำเป็นต้องมีจิตใจเมตตาธรรมนั่นคือเรื่องจริง ทว่ากระบี่ในมือของพวกเราก็จำเป็นต้องเป็นกระบี่ดั่งอสนีบาตที่เด็ดขาดเช่นกัน! การปราบมารขจัดอสูร มิได้หมายถึงเพียงแค่มวลมนุษย์ที่กลายเป็นมารหรือสัตว์อสูรเท่านั้น เพราะมนุษย์บางคนนั้น… ยังเลวทรามยิ่งกว่าอสูร และอำมหิตยิ่งกว่ามารเสียอีก! ศิษย์พี่หญิงเย่ หากเจ้ายังมิอาจทำใจให้ ‘เมตตาในจิตใจแต่เหี้ยมเกรียมที่คมกระบี่’ ได้ เช่นนั้นในภายหน้าเจ้าพยายามอย่าลงจากเขาเลยจะดีกว่า”