วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 168 กินระดับหนิงตันไปหนึ่งคน ก็นับว่าเป็นยาบำรุงชั้นเลิศแล้ว
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 168 กินระดับหนิงตันไปหนึ่งคน ก็นับว่าเป็นยาบำรุงชั้นเลิศแล้ว
บทที่ 168 กินระดับหนิงตันไปหนึ่งคน ก็นับว่าเป็นยาบำรุงชั้นเลิศแล้ว
หงชี่เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว และเมิ่งฝานเองก็มิได้เป็นคนละเอียดอ่อนปานนั้น เขาจึงมิได้สังเกตเห็นความผิดปกติของนาง
ความสนใจของเขาพุ่งไปที่ร่างของเย่ชิงอวี๋
แม่นางผู้นี้เดิมทีก็บาดเจ็บหนักอยู่แล้ว ในขณะที่กำลังรักษาตัวอยู่นั้น นางยังได้รับผลกระทบจากการจู่โจมของธงทารกผีซ้ำเติมอีก ยามนี้จึงได้สลบไสลไปเสียแล้ว
เมิ่งฝานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจปล่อยนางไว้เช่นนั้น!
การจู่โจมทางจิตวิญญาณเช่นนี้ มีเพียงตัวนางเองเท่านั้นที่ต้องค่อย ๆ ฟื้นฟูขึ้นมา ต่อให้เขาอยากจะช่วยก็จนปัญญา
ส่วนทางด้านร่างกายนั้น เมื่อครู่นางได้กลืนโอสถรักษาขั้นสุดยอดลงไปแล้ว ต่อให้นางจะหมดสติอยู่ ฤทธิ์ยาก็ยังคงทำงานต่อไป ปัญหาย่อมมีไม่มากนัก!
รอให้นางตื่นขึ้นมาเองก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้นเมิ่งฝานจึงมิได้รบกวนเย่ชิงอวี๋ แต่หันไปมองเสี่ยวชิงแทน
เจ้าตัวเล็กนี่ได้กลับคืนสู่ขนาดเท่านิ้วมือดังเดิมแล้ว
เมื่อครู่ร่างกายยังหนาใหญ่ยิ่งกว่าเสาไฟฟ้าเสียอีก พริบตาเดียวกลับกลายเป็นขนาดเท่านิ้วมือ แถมยังเป็นนิ้วก้อยเสียด้วย
ภาพเหตุการณ์นี้ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
ทั้งที่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน เจ้าหมอนี่ยังเพิ่งเขมือบร่างมนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่เข้าไปทั้งคน
พริบตาเดียวกลับหดตัวลงได้เล็กเพียงนี้ มิต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น แค่ความสามารถในการย่อยอาหารก็น่าขนลุกแล้ว!
ทว่าเมิ่งฝานชินชาเสียแล้ว ในโลกใบนี้การเกิดเรื่องเหนือธรรมชาติถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด
เสี่ยวชิงตะเกียกตะกายคืบคลานขึ้นไปบนร่างของเมิ่งฝาน หมายจะกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ
ความจริงแล้วมันรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง ศึกแรกของมันมิอาจคว้าชัยชนะมาได้ แถมยังต้องเดือดร้อนเจ้านายลงมือเองถึงจะสังหารบุรุษชุดดำผู้นั้นได้
สำหรับมันที่เป็นสัตว์อสูรรับใช้ ศึกนี้ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง!
เมิ่งฝานสังเกตเห็นว่าบนใบหน้าของเจ้าตัวเล็กนี้มีความเอียงอายและความจนใจปรากฏอยู่ เห็นได้ชัดว่ามันไม่พอใจในผลงานของตนเองอย่างยิ่ง
ดังนั้นมันจึงอยากจะมุดกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเมิ่งฝานให้ไวที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้
เหมือนที่มนุษย์มักพูดกันว่า อยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เสี่ยวชิงคงจะมีความรู้สึกเช่นนั้นกระมัง…
หากเป็นผู้อื่นที่อยากจะรักษาน้ำใจเสี่ยวชิง ก็คงจะยอมปล่อยให้มันมุดเข้ากระเป๋าไปตรง ๆ
เพราะอย่างไรเสีย เมื่อครู่มันก็พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว
ทว่าเมิ่งฝานกลับเป็นพวกที่หลอกได้ยาก เขาประจักษ์ถึงแผนการในใจของเสี่ยวชิงได้ในพริบตา
เขาไม่ยอมให้เสี่ยวชิงเข้ากระเป๋า แต่กลับใช้นิ้วสองนิ้วคีบหางของเสี่ยวชิงแล้วหิ้วมันขึ้นมา
“คนเจ้ากินไปแล้วก็แล้วไป แต่ของเจ้ายังคิดจะอมไว้อีกรึ โลภมากปานนี้มิใช่เรื่องดีเลยนะ!”
บุรุษชุดดำนั่นถูกเสี่ยวชิงเขมือบไปทั้งตัวก็จริง แต่สมบัติล้ำค่าบนตัวของเขานั้น เมิ่งฝานย่อมไม่ยอมให้เสี่ยวชิงกินเข้าไปเปล่า ๆ
กินเข้าไปได้ ก็ต้องคายออกมาได้
เสี่ยวชิงทำอิดออดครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ คายแหวนมิติออกมาจากปากเล็ก ๆ ของมัน
สิ่งนี้มันเห็นตั้งนานแล้ว และมันก็ตั้งใจจะแอบอมสมบัติชิ้นนี้ไว้ในยามที่เมิ่งฝานไม่ทันสังเกตจริง ๆ
ทว่าเจ้านายของมันผู้นี้ช่างฉลาดเป็นกรด หลอกล่อมิได้เลยแม้แต่นิดเดียว
เมิ่งฝานหยิบแหวนมิติขึ้นมาถือไว้ แล้วจึงปล่อยเสี่ยวชิงกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ
“อย่าได้ไม่พอใจไปเลย เจ้าได้กินผู้บำเพ็ญระดับหนิงตันไปทั้งคน ก็นับว่าเป็นยาบำรุงชั้นเลิศแล้ว คาดว่าคงเทียบได้กับกลีบบัวสักสองสามกลีบเสียด้วยซ้ำ จงรู้จักพอเสียบ้าง” เมิ่งฝานกล่าวกับเสี่ยวชิงที่อยู่ในกระเป๋า
ใจคนไม่รู้จักพอ ประหนึ่งงูหวังเขมือบช้าง
ภาพตรงหน้านี้ช่างเป็นการแสดงให้เห็นถึงสำนวนดังกล่าวได้อย่างถ่องแท้
เมิ่งฝานเลิกสนใจเสี่ยวชิง แล้วเริ่มพิจารณาแหวนมิติของบุรุษชุดดำผู้นั้น
พลังจิตของเขาในยามนี้มิได้เป็นเช่นในกาลก่อนอีกต่อไป การจะทำลายอาคมป้องกันของแหวนมิติสักวง ย่อมมิจำเป็นต้องใช้เวลาถึงสามวันสามคืนอีกแล้ว
ยามนี้…
เพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนก็น่าจะพอ
เมิ่งฝานเก็บแหวนมิติไว้ เตรียมจะรอจนมีเวลาว่างค่อยนำออกมาทำลายอาคมป้องกันอย่างช้า ๆ
“น่ารำคาญนัก หากยามนี้ข้าอยู่ระดับหนิงตัน คาดว่าเพียงแค่ขยับความคิดเดียวก็คงทำลายอาคมของแหวนมิตินี้ได้แล้ว” เมิ่งฝานพึมพำกับตนเองด้วยความหงุดหงิด
เขาเกลียดงานที่ต้องใช้ความอดทนเช่นนี้ยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ตอนทำลายอาคมแหวนมิติของนางปีศาจจิ้งจอกในดินแดนอสูร ก็แทบจะทำเอาเขาคลุ้มคลั่ง
ตั้งสามวันสามคืนเชียวนะ!
แหวนมิติของบุรุษชุดดำครานี้ แม้จะไม่ต้องใช้เวลาถึงสามวันสามคืน แต่หนึ่งวันหนึ่งคืนก็นับว่าน่าเหนื่อยหน่ายใจพอควร
มันช่างทรมานคนนัก น่ารำคาญจริง ๆ…
นี่ขนาดเขาฝึกฝนวิชา ‘ซีหวงกวานเสียงฝ่า’ จนมีพลังจิตกล้าแข็งกว่าผู้อื่นแล้วนะ
หากเป็นผู้บำเพ็ญระดับเทียนหยวนขั้นต้นคนอื่น ต่อให้ให้เวลาสิบวันสิบคืน ก็ยากที่จะทำลายอาคมของแหวนวงนี้ได้
เมิ่งฝานปรับอารมณ์และสมาธิ เก็บแหวนมิตินี้เข้าสู่แหวนมิติของตนเอง จากนั้นจึงเบนสายตาไปที่พื้นเบื้องหน้า
ที่พื้นมีดาบหัวผีหนึ่งเล่ม และธงทารกผีหนึ่งผืน
ดาบหัวผีนั้นไม่มีสิ่งใดให้น่าพูดถึง เป็นเพียงศัสตราวิญญาณระดับสามัญ เมิ่งฝานใช้ดาบไม่เป็นเลยแม้แต่น้อย จึงมิได้ให้ความสำคัญ
ด้วยพรสวรรค์ [วิถีกระบี่บรรลุเทพ] ของเขา ย่อมไม่มีทางไปศึกษาวิชาดาบแน่นอน
เขาโยนดาบหัวผีเข้าแหวนมิติไปอย่างลวก ๆ แล้วจึงหยิบธงทารกผีขึ้นมาศึกษา
ความจริงก็ไม่มีอะไรให้ศึกษามากนัก สิ่งนี้จำต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางถึงจะใช้งานได้
เมิ่งฝานไม่รู้อิโหน่อิเหน่เรื่องนี้เลย จึงมิอาจศึกษาจนเห็นเบาะแสใด ๆ ได้
ครู่ต่อมา เขาก็โยนธงทารกผีเข้าแหวนมิติไปเช่นกัน สิ่งนี้เป็นของอัปมงคล ตามคำบอกเล่าของบุรุษชุดดำผู้นั้น สิ่งนี้ได้กลืนกินวิญญาณทารกไปมากมาย นับเป็นวัตถุชั่วร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย
เมิ่งฝานตั้งใจจะนำธงทารกผีกลับไปยังสำนักซูซาน เพื่อส่งมอบให้ผู้อาวุโสหลินจัดการ
ด้วยสายสัมพันธ์และเส้นสายของผู้อาวุโสหลิน น่าจะสามารถสวดส่งวิญญาณสิ่งนี้ได้
หากสามารถส่งดวงวิญญาณทารกในธงนี้ไปสู่สุคติหรือเวียนว่ายตายเกิดได้ ก็นับว่าเป็นมหากุศลอย่างยิ่ง!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เมิ่งฝานก็ยิ่งรู้สึกเคียดแค้นบุรุษชุดดำผู้นั้นมากขึ้น
น่าเสียดายที่ไอ้เดรัจฉานตัวนี้ถูกเสี่ยวชิงเขมือบไปเสียแล้ว
เมิ่งฝานอยากจะแก้แค้นระบายโทสะก็ไร้ซึ่งหนทาง
ทว่า หมอนั่นเพิ่งจะถูกเสี่ยวชิงกินเข้าไปได้ไม่นาน
เช่นนั้นหากเขาอัดใส่ร่างเสี่ยวชิง ในแง่หนึ่งมันจะส่งผลสะเทือนไปถึงศพของบุรุษชุดดำข้างในหรือไม่?
ทำแบบนั้นก็นับว่าเป็นการระบายอารมณ์ได้เหมือนกันนะ!
เมิ่งฝานส่ายหน้า สลัดความคิดที่ดูไร้มนุษยธรรมนี้ทิ้งไปจากสมอง
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เมิ่งฝานก็หันกลับไปมองเย่ชิงอวี๋ นางยังคงอยู่ในอาการหมดสติ ทว่าบาดแผลของนางกำลังฟื้นฟูด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
โอสถรักษาขั้นสุดยอดที่ขึ้นชื่อว่าช่วยให้คนตายฟื้นและสร้างเนื้อเยื่อกระดูกใหม่ได้นั้น มิได้เป็นเรื่องล้อเล่น สรรพคุณของมันยอดเยี่ยมจริง ๆ
เขามองดูซากกระดูกสีขาวโพลนที่กองพะเนินอยู่รอบตัว แล้วถอนหายใจออกมาด้วยความจนใจ
ล้วนแต่เป็นซากศพของเด็กและทารกทั้งสิ้น!
กระบี่แพะแดงออกจากฝัก ประกายกระบี่วูบวาบสองสายพาดผ่าน บนพื้นดินพลันบังเกิดหลุมขนาดใหญ่หลายหลุม
เมิ่งฝานนำซากศพเหล่านั้นไปฝัง นี่คือสิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้ เพื่อให้วิญญาณได้พักผ่อนอย่างสงบในผืนดิน
“เฮ้อ…”
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ เมิ่งฝานถอนหายใจยาวในใจรู้สึกไม่สบายนัก เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า เหตุใดคนเราถึงได้จิตใจอำมหิตถึงเพียงนี้
ช่างโฉดชั่วจนผู้คนต้องขวัญผวาถึงขีดสุดจริง ๆ!
เมื่อเห็นว่าเย่ชิงอวี๋ยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้น เมิ่งฝานจึงเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่อยู่บริเวณนั้น
นี่คือบ้านที่บุรุษชุดดำอาศัยอยู่แน่นอน เขาอยากจะดูว่าข้างในนั้นจะมีเบาะแสอะไรให้พบเจออีกหรือไม่
ผลปรากฏว่ามีเพียงข้าวของเครื่องใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวันซึ่งไม่น่าสนใจ
ทว่าจากการตรวจดูของจุกจิกเหล่านั้น โดยเฉพาะพวกจดหมายบางฉบับ เมิ่งฝานจึงยืนยันตัวตนของบุรุษชุดดำผู้นี้ได้
คนผู้นี้ชื่อว่าจ้าวปินหยวน เป็นศิษย์แห่งสำนักหลอมวิญญาณ
สำนักหลอมวิญญาณ แบ่งออกเป็นสามสายหลัก
สายหลอมศพ สายหลอมวิญญาณ และสายหลอมทารก
จ้าวปินหยวนผู้นี้ก็คือหนึ่งในผู้ดูแลแห่งสายหลอมทารกนั่นเอง!