วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 170 การแสดงที่ดี ควรค่าแก่การตบรางวัล
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 170 การแสดงที่ดี ควรค่าแก่การตบรางวัล
บทที่ 170 การแสดงที่ดี ควรค่าแก่การตบรางวัล
เย่ชิงอวี๋ขมวดคิ้วมุ่น
โดยปกติแล้วการขมวดคิ้วมักแสดงถึงความไม่พอใจหรือรำคาญใจ
ทว่าการขมวดคิ้วของเย่ชิงอวี๋ในยามนี้ กลับเป็นการแสดงออกถึงความตกตะลึง
สัตว์เลี้ยงที่เมิ่งฝานพกติดตัวไว้ ถึงกับเขมือบมารร้ายระดับหนิงตันผู้นั้นลงไปจริง ๆ หรือ?
นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
เดิมทีนางนึกว่าวันนี้ตนเองคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ตายอย่างไร้ที่กลบฝังเสียแล้ว
ต่อมานางสงสัยว่าเมิ่งฝานอาจเป็นยอดฝีมือระดับหนิงตันที่ซ่อนเร้นพลังไว้ จึงเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง
ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า สัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งเป็นฝ่ายพลิกสถานการณ์!
มันช่าง…
เหนือความคาดหมายเสียจริง!
“เมิ่งฝาน ท่านคงไม่ใช่ลูกนอกสมรสของท่านเจ้าสำนักหรอกนะ?” เย่ชิงอวี๋จ้องมองเมิ่งฝานด้วยสายตาจับผิด
เป็นเพียงผู้บำเพ็ญระดับเทียนหยวนขั้นที่สองแท้ ๆ!
แต่วิชากระบี่ระดับนี้ อุปกรณ์ระดับนี้ ไพ่ตายระดับนี้…
เย่ชิงอวี๋รู้สึกว่ามีเพียงลูกนอกสมรสของท่านเจ้าสำนักเท่านั้น ถึงจะได้รับการดูแลที่เกินจริงขนาดนี้
ถึงขั้นที่มหาอสูรผู้หนึ่ง ยอมลดตัวลงมาทำพันธสัญญาเป็นข้ารับใช้ให้แก่ผู้บำเพ็ญระดับเทียนหยวนขั้นที่สอง
นี่ต้องผ่านการเคี่ยวกรำเยี่ยงไรมา ถึงได้ยอมถอยหลังให้ถึงเพียงนี้?
ความจริงแล้ว ตอนที่เสี่ยวชิงยอมรับเมิ่งฝานเป็นเจ้านายนั้น เมิ่งฝานยังอยู่เพียงระดับเจินอู่เท่านั้น ยังห่างไกลจากระดับเทียนหยวนขั้นที่สองอีกโข!
“ลูกนอกสมรสของท่านเจ้าสำนัก” เมิ่งฝานใช้นิ้วดีดหน้าผากเย่ชิงอวี๋ไปหนึ่งที
“เพ้อเจ้ออะไรของเจ้า! หากข้าเป็นลูกนอกสมรสของท่านเจ้าสำนัก ข้าจะยังไปคลุกคลีอยู่ในหมู่ศิษย์รับใช้นานขนาดนั้นรึ แล้วยังจะถูกส่งมาที่หอกระบี่อีกงั้นรึ?”
เมิ่งฝานค้อนเย่ชิงอวี๋ไปวงหนึ่ง นี่มันเรื่องเหลวไหลไร้สาระโดยสิ้นเชิง
จะบอกว่าเขาเป็นลูกชายที่พลัดพรากไปนานของผู้อาวุโสหลิน ยังจะดูมีความเป็นไปได้มากกว่าเสียอีก!
“บาดแผลของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เดินไหวไหม?” เมิ่งฝานถามเย่ชิงอวี๋
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว การค้างคืนที่นี่ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก
การกลับไปที่โรงเตี๊ยม แช่น้ำอุ่นสักนิด แล้วทานอาหารมื้ออร่อยสักมื้อ นั่นถึงจะเป็นการเสพสุขกับชีวิตที่แท้จริง
อีกอย่าง รถม้าของพวกเขาก็ยังอยู่ที่โรงเตี๊ยมด้วย
“เดินพอไหวอยู่ แต่คงจะช้าหน่อย ด้วยความเร็วของข้า คาดว่าคงใช้เวลาสักหนึ่งชั่วยามถึงจะกลับถึงตำบลเฮยเฟิง” เย่ชิงอวี๋กล่าวอย่างกระดากอายเล็กน้อย
นางก้มหน้าลง ทันใดนั้นก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา
นางนึกถึงความเป็นไปได้ข้อหนึ่งว่า หากยามนี้เมิ่งฝานอาสาจะแบกนาง นางควรจะปฏิเสธดีหรือไม่?
อันที่จริงการที่คำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัวของนางก็นับว่าประหลาดมาก
เพราะหากเป็นตัวนางในอดีต นางย่อมต้องปฏิเสธอย่างไม่ลังเลแน่นอน โดยมิต้องเสียเวลาคิดเลยด้วยซ้ำ
ในสายตาของนาง ผู้ชายล้วนเป็นพวกตัวเหม็น ‘ไอ้พวกผู้ชายตัวเหม็น’ คือสิ่งที่นางมักจะหลีกหนีให้ห่างเสมอ
แต่ยามนี้นางกลับกำลังลังเลว่าจะยอมให้เมิ่งฝานแบกดีหรือไม่ นี่มัน…
ไม่ปกติเสียแล้ว!
ดูท่าว่าหลังจากจบเรื่องสืบทอดมรดกของเซียนกระบี่โอสถแล้ว นางควรจะอยู่ให้ห่างจากผู้ชายที่ชื่อเมิ่งฝานคนนี้เสีย
ผู้ชายมีแต่จะทำให้ความเร็วในการปรุงยาของนางช้าลง และนางก็ไม่ต้องการผู้ชายด้วย
แน่นอนว่า ทั้งหมดที่กล่าวมามิได้หมายความว่านางมีใจให้เมิ่งฝาน หรือแม้แต่จะมีวี่แววเช่นนั้น
นางเพียงแค่ไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้ จึงไม่อยากติดต่อกับเมิ่งฝานมากเกินไปนัก
สำหรับเย่ชิงอวี๋แล้ว นางชอบตัวนางในแบบเดิม และไม่อยากให้ตนเองต้องเปลี่ยนไป!
ทว่าความจริงพิสูจน์แล้วว่า นางคิดมากไปเอง
“หนึ่งชั่วยามก็หนึ่งชั่วยาม เดินไปเรื่อย ๆ เถอะ อย่างไรเสียก็ไม่รีบ” เมิ่งฝานกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
เขาไม่มีความคิดที่จะแบกเย่ชิงอวี๋เดินเลยแม้แต่น้อย
ทำได้เพียงบอกว่า แม่นางผู้นี้จินตนาการฟุ้งซ่านไปเองคนเดียว
ใครบอกกันว่าเมื่อผู้หญิงบาดเจ็บ ผู้ชายจะต้องแบกนางเสมอไป นี่ไม่ใช่การถ่ายละครเสียหน่อย!
อีกอย่างนางก็มิได้บาดเจ็บถึงขั้นเดินไม่ได้ เพียงแค่เดินช้าลงเล็กน้อยเท่านั้น
ที่สำคัญที่สุดคือ เมิ่งฝานรู้ว่าเย่ชิงอวี๋เป็นพวกค่อนข้างรักสะอาดและไม่ชอบการสัมผัสเนื้อต้องตัวกับผู้ชาย
ขนาดแค่จับมือกันก่อนหน้านี้นางยังดูลำบากใจมาก
ในยามนี้ เมิ่งฝานย่อมไม่มีทางเสนอตัวแบกนางเดินให้เสียเรื่องแน่นอน
หากมองจากมุมของเมิ่งฝาน นี่คือปฏิกิริยาที่ปกติที่สุด
ทว่าฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของเย่ชิงอวี๋กลับยิ่งกระอักกระอ่วนมากขึ้น
นี่นาง… คิดไปเองฝ่ายเดียวงั้นรึ?
นางอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด!
ยังดีที่เย่ชิงอวี๋ก้มหน้าอยู่ เมิ่งฝานจึงมิได้สังเกตเห็นสีหน้าของนาง
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ทั้งสองคนก็กลับถึงโรงเตี๊ยมในตำบลเฮยเฟิง
ยามนี้เย่ชิงอวี๋อยู่ในสภาพดูไม่ได้เลย นางจึงปฏิเสธคำชวนทานมื้อค่ำของเมิ่งฝาน แล้วรีบกลับห้องไปจัดการตัวเองทันที
ส่วนเมิ่งฝานอิ่มหนำสำราญเพียงลำพัง จากนั้นก็ไปแช่น้ำอุ่น แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างสบายอารมณ์
คนอย่างเขาไม่ชอบตั้งแผนการที่ซับซ้อน มักจะนึกอยากทำอะไรก็ทำสิ่งนั้น
วันนี้เขารู้สึกว่าพลังจิตของตนเองอ่อนแอเกินไป คืนนั้นเขาจึงเริ่มฝึกฝนวิชาซีหวงกวานเสียงฝ่า ส่วนเรื่องอื่นก็โยนทิ้งไว้ข้างหลัง
นี่มิใช่นิสัยที่ดีนัก แต่เขาพอใจจะทำเช่นนี้!
วิชาจินตภาพจักรพรรดิซีนั้น เมิ่งฝานเป็นผู้คิดค้นขึ้นเอง เขาจึงสามารถฝึกฝนได้ตามใจปรารถนา จะนอนท่าไหน ตะแคงท่าไหน ก็ทำได้ตามสะดวก
มิต้องเคร่งครัดเหมือนวิชาอื่นที่ต้องนั่งขัดสมาธิหลังตรงเป๊ะ
วันรุ่งขึ้น ยามดวงตะวันโด่งกลางฟ้า
เมื่อเห็นว่าเย่ชิงอวี๋ยังไม่มาหา เขาจึงเป็นฝ่ายออกไปเคาะประตูห้องของนาง
ครู่ต่อมาเย่ชิงอวี๋ก็เปิดประตู สีหน้าของนางดูดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด
“ตอนนี้ร่างกายรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?” เมิ่งฝานถามด้วยความเป็นห่วงเล็กน้อย
บาดแผลที่แม่นางผู้นี้ได้รับเมื่อวาน นับว่ามิใช่เบาเลย
เย่ชิงอวี๋กล่าวว่า “ดีขึ้นเจ็ดแปดส่วนแล้ว หากศิษย์พี่เมิ่งไม่รีบ รบกวนรอข้าอีกสักสองชั่วยามได้หรือไม่?”
นางต้องการเวลาอีกสองชั่วยาม เพื่อให้บาดแผลฟื้นฟูโดยสมบูรณ์
โอสถหยวนหลิงเสี่ยวหวนตันนี้ สมกับที่เป็นโอสถรักษาขั้นสุดยอด ช่างร้ายกาจจริง ๆ!
“ได้ ไม่มีปัญหา” เมิ่งฝานเดินออกจากห้องของเย่ชิงอวี๋ แล้วถือโอกาสออกจากโรงเตี๊ยมไปเดินเล่นในตำบลเฮยเฟิง
นี่คือกาลครั้งแรกตั้งแต่เขาข้ามภพมายังโลกใบนี้ ที่ได้ออกจากสำนักซูซานเพื่อมาท่องเที่ยวพักผ่อนอย่างแท้จริง
การออกจากสำนักสองครั้งก่อนหน้านั้น ล้วนมีจุดประสงค์และภารกิจที่ชัดเจน เมื่อเสร็จสิ้นก็ต้องรีบกลับซูซานทันที
ไปกลับอย่างรีบร้อน ไม่มีความสุนทรีย์เลยแม้แต่นิดเดียว
ทว่าการออกจากสำนักในครั้งนี้ สำหรับเมิ่งฝานแล้ว มันมิต่างจากการมาเที่ยวเล่น
เขาปรับอารมณ์ตนเองให้เป็นประหนึ่งนักท่องเที่ยว แล้วดื่มด่ำกับขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตของตำบลเฮยเฟิงอย่างเต็มที่
ว่ากันตามตรง มันก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ
ในฐานะผู้ข้ามภพ ตั้งแต่เขามาถึงโลกใบนี้ เขาก็มักจะขลุกอยู่แต่ในสำนักซูซาน ยังไม่ค่อยได้สัมผัสโลกภายนอกเท่าใดนัก
ดังนั้นในยามนี้ เมิ่งฝานจึงค่อนข้างเพลิดเพลินกับความรู้สึกนี้มาก
ที่ทางทิศเหนือของตำบล ในพื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง เมิ่งฝานเห็นกลุ่มคนกำลังแสดงกายกรรมขายศิลปะ
นักแสดงกลุ่มนี้มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ชายและหญิง คนชราและคนหนุ่ม
มีวิชาแปลกประหลาดพิสดารสารพัดรูปแบบงัดออกมาแสดงไม่ขาดสาย
ยามนี้เมิ่งฝานลืมเลือนฐานะผู้บำเพ็ญเพียรของตนไปสิ้น เขามองดูเล่ห์กลของปุถุชนเหล่านี้ด้วยความรู้สึกสนุกสนานยิ่งนัก
เคร้ง~~~
ก่อนจากไป เมิ่งฝานโยนเงินก้อนใหญ่ลงในขันเลี้ยงชีพของคณะแสดงกายกรรมจนเกิดเสียงดังกังวาน
การแสดงที่ดี ควรค่าแก่การตบรางวัล!
เหล่านักแสดงรีบก้มตัวคำนับขอบคุณเมิ่งฝานทันที แม้แต่ผู้คนรอบข้างยังหันมามองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจ
นี่เป็นการให้รางวัลที่มือหนักยิ่งนัก
เมื่อเห็นการแต่งกายของเมิ่งฝานที่มิใช่คนในพื้นที่ พวกเขาก็เข้าใจทันทีว่านี่คือเศรษฐีที่เดินทางผ่านมา
หลังจากเมิ่งฝานเดินจากไป ท่ามกลางฝูงชนรอบข้าง มีชายสองคนสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบกระซาบกันเบา ๆ ว่า
“ตามเขาไป!”