วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 171 คุณชายขา มาเที่ยวสิคะ
บทที่ 171 คุณชายขา มาเที่ยวสิคะ
เมิ่งฝานโยนเงินในมือเล่นพลาง ๆ เมื่อเห็นสิ่งใดน่าสนใจเขาก็จะซื้อในทันที
ภาพลักษณ์ของเขาในยามนี้มิต่างจากคุณชายเจ้าสำราญ ผู้มั่งคั่งในยุคโบราณเลยแม้แต่น้อย
นี่มิใช่การแสดงงิ้วแต่อย่างใด แต่มันคือตัวตนตามธรรมชาติของเขาล้วน ๆ
แน่นอนว่าการที่มีคนสองคนแอบสะกดรอยตามมาทางด้านหลัง ย่อมไม่มีทางที่เขาจะไม่รู้สึกตัว
เขาคือผู้บำเพ็ญระดับเทียนหยวนที่ฝึกฝนพลังจิตจนบรรลุขั้นเสินสือแล้ว ในขณะที่ผู้สะกดรอยตามทั้งสองเป็นเพียงปุถุชนธรรมดา
หากเมิ่งฝานตรวจพบไม่ได้ เขาก็คงไม่คู่ควรจะมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้
ทว่าแม้จะรู้ตัวว่าถูกตาม แต่เมิ่งฝานก็มิได้เก็บมาใส่ใจ คนธรรมดาสะกดรอยตามเขา จะมีแผนร้ายอันใดได้?
คงเห็นเขาใช้จ่ายมือเติบ จึงเกิดความคิดอยากได้ลาภลอยเป็นแน่ นี่เป็นเรื่องขี้ปะติ๋วที่ไม่คุ้มค่าให้เมิ่งฝานต้องเสียสมาธิมาสนใจ
ดังนั้นเขาจึงยังคงโยนเงินเล่นและเดินเที่ยวต่อไปโดยไม่แยแสเจ้าแมลงตามก้นทั้งสองตัว
เมื่อใดที่เจ้าสองคนนี้เกิดคิดสั้นลงมือกับเขา เขาก็แค่ตบให้ตายคามือไปก็สิ้นเรื่อง
แต่หากพวกมันล้มเลิกไปกลางคัน ก็นับว่าพวกมันดวงดีที่รักษาชีวิตไว้ได้
อย่างไรเสีย เมิ่งฝานก็ไม่ถึงขั้นต้องไปไล่ฆ่ามนุษย์เดินดินสองคนนี้
มันเหมือนกับมีมดสองตัวเดินตามคุณ คุณย่อมไม่สนใจ แม้สายตาจะเหลือบไปเห็นก็คร้านจะหันกลับไปเหยียบพวกมันให้เสียเวลา
เว้นเสียแต่ว่ามดสองตัวนี้จะคลานขึ้นมาบนตัวคุณ เมื่อนั้นคุณถึงจะลงมือบี้ให้ตายหรือดีดทิ้งไป!
“คุณชายขา มาเที่ยวสิเจ้าคะ”
ขณะนั้นเอง เมิ่งฝานเดินผ่านอาคารหลังหนึ่งที่มีป้ายแขวนไว้ว่าหออี้หง
เมิ่งฝานยกยิ้มมุมปาก
ที่นี่ก็เหมือนกับโรงเตี๊ยมเยว่ไหล แทบจะเป็นแฟรนไชส์มาตรฐานที่มีอยู่ทุกหัวเมืองและตำบลในทุกโลกหล้า
เมิ่งฝานอดคิดไม่ได้ว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง เถ้าแก่ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังร้านทั้งสองแห่งนี้ จะต้องเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เมิ่งฝานลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็มิได้เข้าไป
มิใช่ว่าเขาต้องการทำตัวเป็นสุภาพบุรุษผู้ทรงศีลอะไรหรอก เพียงแต่เขารู้สึกว่าสตรีข้างในนั้นค่อนข้างสกปรก
ร่างกายที่เขาข้ามภพมาสิงสู่นี้ ทั้งหล่อเหลาและองอาจ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรก เหตุใดต้องเอาไปให้พวกแม่เฒ่าข้างในนั้นเชยชมด้วยเล่า
เมิ่งฝานไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเร่งฝีเท้าเดินจากไปทันที
โดยไม่สนใจเหล่าสตรีที่แต่งกายฉูดฉาดที่กำลังกวักมือเรียกเขาตาปรอยอยู่หน้าประตู
ไม่นานนัก เมิ่งฝานก็เดินเที่ยวตั้งแต่ทิศเหนือของตำบลเฮยเฟิงมาจนถึงทิศใต้ และดูเหมือนว่าเขากำลังจะเดินกลับถึงโรงเตี๊ยมแล้ว
เขาจึงหันกลับไปมองคนสองคนที่แอบตามมาอย่างจนใจ
“พวกเจ้าสองคนตั้งใจจะตามข้าไปถึงเมื่อไหร่? หากยังไม่ลงมือ ข้าจะกลับเข้าโรงเตี๊ยมแล้วนะ”
พูดตามตรง ในฐานะผู้ถูกล่า เขาเริ่มจะทนดูความงุ่มง่ามนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว
“ท่าน… ท่านพบพวกเราแล้วรึ?” ผู้สะกดรอยตามทั้งสองสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง จ้องมองเมิ่งฝานด้วยความตกตะลึง
ในแววตานั้น ถึงกับมีความหวาดกลัวแฝงอยู่จาง ๆ
เมิ่งฝานอดหัวเราะออกมาไม่ได้ มันตลกจริง ๆ จนเขาห้ามใจไม่อยู่
เจ้าสองคนนี้ตามเขามาเพราะตั้งใจจะปล้นแท้ ๆ แต่พอถูกเขาจับได้ กลับกลายเป็นพวกมันเองที่สั่นประสาทด้วยความกลัว
ทำราวกับว่าเขาเป็นฝ่ายจะไปปล้นพวกมันอย่างนั้นแหละ!
“ฝีมือการสะกดรอยระดับพวกเจ้าน่ะ หากไม่อยากถูกพบเห็น ก็คงต้องไปสะกดรอยตามคนปัญญาอ่อนเท่านั้นแหละ” เมิ่งฝานเอ่ยถากถางออกไปตรง ๆ
“เอาเถอะ ในเมื่อพูดเปิดอกกันแล้ว ก็ลงมือเสียเถิด จะได้จบเรื่องเร็ว ๆ ข้าจะได้กลับไปพักผ่อน”
นี่มิใช่ว่าเมิ่งฝานต้องการทำตัวโอ้อวด หรืออยากจะพ่นน้ำลายใส่คนธรรมดาสองคน
แต่เพราะหากพวกมันไม่ลงมือก่อน เขาก็รู้สึกกระดากใจที่จะสังหารมนุษย์เดินดินเหล่านี้
ยิ่งตบะแก่กล้าเท่าใด การฆ่าคนธรรมดายิ่งดูเหมือนเป็นการแสดงความไร้สามารถของตนเอง
มิใช่ว่ายิ่งฆ่าคนมากเท่าไหร่จะยิ่งเก่งขึ้นเสียเมื่อไหร่!
อีกอย่าง หากเมิ่งฝานเป็นฝ่ายลงมือก่อน แล้วเกิดฆ่าผิดคนขึ้นมาจะทำอย่างไร?
แม้เจ้าสองคนนี้จะตามเขามา แต่การสะกดรอยตามนับว่ามิใช่โทษตาย
ในยามที่เมิ่งฝานจะฆ่าคน เขามีตราชั่งในใจของตนเอง
หากมองอีกมุม หากเจ้าสองคนนี้ตามเขามาโดยมิได้ตั้งใจจะปองร้าย แต่เขาไปฆ่าพวกมันโดยตรง มิเป็นการฆ่าผู้บริสุทธิ์หรอกหรือ?
แม้ในบางครั้งเมิ่งฝานจะฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา แต่เขาทำใจฆ่าคนบริสุทธิ์ไม่ได้
เขาฆ่าคนเพียงสองประเภทเท่านั้น
หนึ่ง คือคนที่มาหาเรื่องเขา
สอง คือคนที่สมควรตาย
ซึ่งในแง่หนึ่ง มันก็คือคนประเภทเดียวกัน
เพราะคนที่กล้ามาหาเรื่องเมิ่งฝาน ก็คือคนที่สมควรตายนั่นเอง!
แน่นอนว่าระดับของการหาเรื่องนั้น เมิ่งฝานจะเป็นผู้ชั่งน้ำหนักด้วยตนเอง
สำหรับเขา แค่การสะกดรอยตามยังถือว่ามิได้หาเรื่องถึงขั้นสมควรตาย
ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น ก็พิสูจน์ให้เห็นว่ากฎที่เมิ่งฝานตั้งไว้ให้ตนเองนั้นถูกต้อง
“ขออภัยด้วยครับคุณชาย พวกเราตามท่านมามิได้มีเจตนาร้าย และพวกเราก็มิใช่คนเลวขอรับ!” หนึ่งในผู้สะกดรอยกล่าวอย่างลนลาน
ส่วนอีกคนยิ่งแล้วใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออก เพียงแค่ดูจากท่าทางของทั้งคู่ เมิ่งฝานก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาไม่ได้มาเพื่อชิงทรัพย์
พวกเขามิได้มีขีดความสามารถที่จะปล้นใครได้เลย
ความลังเลและการเสียเวลาของเขาเมื่อครู่นั้นถูกต้องแล้ว หากเขาลงมือฆ่าสองคนนี้ไปจริง ๆ คงเป็นการฆ่าผู้บริสุทธิ์โดยแท้
เมิ่งฝานจ้องมองทั้งสองพลางถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เช่นนั้นพวกเจ้าตามข้ามาทำไม?”
“พวกเราตามคุณชายมา เพราะอยากหาโอกาสคุยกับคุณชายเพื่อทำ ‘ข้อตกลง’ บางอย่างขอรับ”
ข้อตกลง?
เมื่อได้ยินคำนี้ เมิ่งฝานก็ขมวดคิ้วมุ่น
“ข้อตกลงอะไร?”
“พวกเราบังเอิญได้ของล้ำค่ามาอย่างหนึ่งขอรับ ของสิ่งนี้มีค่ามหาศาลมาก ในตำบลเฮยเฟิงไม่มีใครตาถึงพอจะดูมันออก และไม่มีใครมีปัญญาซื้อด้วย! พวกเราเห็นคุณชายมือเติบ มีสง่าราศีสูงส่ง ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นมหาเศรษฐี พวกเราจึงเกิดความคิดนี้ขึ้นมา อยากจะทำข้อตกลงกับคุณชายเพื่อขายของล้ำค่าชิ้นนี้ให้ท่านขอรับ”
เมิ่งฝานอดไม่ได้ที่จะกลอกตาขึ้นฟ้า
แค่จะขายของ จำเป็นต้องทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ขนาดนี้เชียวรึ?
ดูจากท่าทีของอีกฝ่าย เมิ่งฝานก็พอจะเดาได้ว่าของที่อ้างว่าเป็นของล้ำค่านั่น คงได้มาด้วยวิธีที่ไม่ถูกกฎหมายนัก จึงไม่กล้าเปิดเผยตัว
ส่วนใหญ่น่าจะเป็นของโจรที่ขโมยมา
เขาไม่ใช่คนใช้กฎหมาย ย่อมไม่มีอารมณ์ไปยุ่งเรื่องขโมยขจญ
ถึงกระนั้นเขาก็ยังเอ่ยขึ้นว่า “ขโมยมาล่ะสิ? ของของพวกเจ้าข้าไม่สนใจ รีบไสหัวไปเสีย ไม่อย่างนั้นหากเกิดปัญหาขึ้นมาก็รับผิดชอบเอาเอง”
ของล้ำค่าในปากของมนุษย์ปุถุชนสองคน มีหรือที่เขาจะสนใจ?
ไม่ว่าจะเป็นของขโมยหรือไม่ เขาก็ไม่เห็นมันอยู่ในสายตา
“คุณชายเข้าใจผิดแล้วขอรับ นี่ไม่ได้ขโมยมา แต่มันคือ…”
เมิ่งฝานเหลือบมองเจ้าคนที่กำลังพูดด้วยสายตาเย็นเยียบ แล้วเอ่ยขัดเสียงเข้ม “มันคืออะไร? จะเป็นอะไรก็ไม่สำคัญ รีบไปซะ!”
เขาเริ่มหมดความอดทนแล้ว หากเจ้าสองคนนี้ยังไม่รู้จักกาลเทศะ เขาคงไม่ใจดีเช่นนี้ต่อ
แม้เขาจะไม่คิดจะฆ่าใคร แต่การเป่าลมหายใจเพียงครั้งเดียวให้ทั้งสองบาดเจ็บหรือพิการ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่พวกมันหาเรื่องใส่ตัว
นี่มิได้กล่าวเกินจริง ด้วยระดับพลังของเมิ่งฝาน การเป่าลมหายใจเดียวให้คนธรรมดาตายตกตามกันเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งกว่าการขยับริมฝีปากเสียอีก
“คุณชายขอรับ อย่าเพิ่งรีบร้อนสิขอรับ ลองดู ‘ของ’ ก่อนหรือไม่?” ชายอีกคนที่เงียบมาตลอด ตะโกนบอกเมิ่งฝานด้วยความอัดอั้น
ขณะที่พูด เขาก็ค่อย ๆ หยิบกล่องทรงสี่เหลี่ยมออกมาจากห่อผ้าที่ผูกไว้ตรงเอว