วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 184 ค่อนข้างจะทำลายภาพลักษณ์ ‘ท่านปรมาจารย์’ ไปสักหน่อย
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 184 ค่อนข้างจะทำลายภาพลักษณ์ ‘ท่านปรมาจารย์’ ไปสักหน่อย
บทที่ 184 ค่อนข้างจะทำลายภาพลักษณ์ ‘ท่านปรมาจารย์’ ไปสักหน่อย
[เข้ามาตีข้าสิ!]
[มาตีข้าอีกสิ!]
เมิ่งฝานคิดในใจอย่างหน้าด้าน ๆ
ทว่าในครั้งนี้ เมื่อมือของเขาอยู่ห่างจากกระบี่ชิงหยุนเพียงสองฉื่อ กระบี่ชิงหยุนก็เริ่มแผลงฤทธิ์
มันระเบิดแสงสีเขียวเจิดจ้าออกมา แต่คราวนี้ไม่ได้จู่โจมเมิ่งฝาน
เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกรังเกียจอย่างชัดเจน!
นี่มันประหลาดเกินไปแล้ว เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกรังเกียจจากกระบี่เล่มหนึ่งเนี่ยนะ?
กระบี่ชิงหยุนเปล่งแสงวูบหนึ่ง กลายเป็นเงาเลือนรางและหายลับไปต่อหน้าต่อตาเมิ่งฝานทันที
“อย่าเพิ่งไปสิ กลับมาตีข้าต่อก่อน!” เมิ่งฝานตะโกนเรียกด้วยความเสียดาย
ในจังหวะนั้นเอง เย่ชิงอวี๋เดินออกมาจากตำหนักใหญ่ นางมองดูเมิ่งฝานที่กำลังบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความมึนงง
“ถ้าเจ้าคันไม้คันมืออยากโดนตีนัก ข้าสงเคราะห์ให้ได้นะ” เย่ชิงอวี๋มองเมิ่งฝานด้วยสายตาแปลก ๆ
สำหรับคำขอของเมิ่งฝานนั้น นางยินดีจะช่วยอย่างยิ่ง
เมิ่งฝานขมวดคิ้ว หันไปถามเย่ชิงอวี๋ว่า “ทำไมท่านออกมาเร็วนัก?”
“ธุระเสร็จสิ้นแล้ว ข้ากลัวเจ้าจะรอนาน และกลัวคนตระกูลเย่จะสร้างความลำบากให้เจ้า เลยรีบออกมา แล้วคนพวกนั้นล่ะ?” เย่ชิงอวี๋เอ่ยถาม
“พวกขยะน่ะถูกข้าขู่จนเผ่นแน่บไปหมดแล้ว” เมิ่งฝานตอบอย่างไม่ยี่หระ
เขาเก็บกระบี่เม็ดเข้าไปในแหวนมิติอย่างแนบเนียน
จุดที่กระบี่ชิงหยุนหายไปเมื่อครู่ ก็คือเข้าไปอยู่ในกระบี่เม็ดนั่นเอง
เช่นเดียวกับกระบี่วิญญาณเล่มอื่น ๆ กระบี่ชิงหยุนเข้าไปในกระบี่เม็ดเหมือนกัน เพียงแต่ว่ามันเต็มใจเข้าไปเอง เห็นได้ชัดว่ามันไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์กับเมิ่งฝานมากนัก แต่ก็ไม่ได้หนีหายไปไหนอย่างเด็ดขาด
จากการสัมผัสอารมณ์ของกระบี่ชิงหยุนก่อนหน้านี้ เมิ่งฝานรู้ว่ามันรังเกียจเขา
มันรังเกียจว่าตบะของเขาต่ำเกินไป รังเกียจว่าเขาอ่อนแอเกินกว่าจะยอมรับเป็นเจ้านาย!
แต่นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดา กระบี่เทพย่อมมีศักดิ์ศรีของมัน จะให้ยอมรับผู้บำเพ็ญระดับเทียนหยวนเป็นเจ้านาย มันย่อมไม่เต็มใจ!
แต่การที่มันมุดเข้าไปซ่อนในกระบี่เม็ดและไม่หนีไปไหน พิสูจน์ได้ว่ามันยังเห็นแก่ที่เขาเป็นผู้สืบทอดของเซียนกระบี่โอสถอยู่บ้าง
เมิ่งฝานจึงไม่ได้ดึงดัน รอให้เขาแข็งแกร่งขึ้นเมื่อไหร่ สักวันมันก็ต้องคลานออกมายอมสยบต่อเขาเอง
อีกอย่างด้วยตบะของเขาในตอนนี้ ต่อให้มีกระบี่เทพในมือก็ไม่สามารถควบคุมได้จริง ๆ
ต่อให้รีดพลังจนตัวแห้ง ก็คงไม่สามารถกวัดแกว่งกระบี่เทพได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
“ในเมื่อธุระเสร็จสิ้นแล้ว ก็ไปกันเถอะ”
เมิ่งฝานไม่ได้อธิบายอะไรกับเย่ชิงอวี๋มากนัก เขาเอ่ยปากขอลาจากตระกูลเย่ทันที
“ตกลง” เย่ชิงอวี๋ย่อมไม่ปฏิเสธ
ว่ากันตามตรง นางเองก็ไม่อยากอยู่ที่ตระกูลเย่นี้ต่อแม้แต่วินาทีเดียว!
ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นบ้านของนางก็ตาม
ในขณะที่ทั้งสองเตรียมจะจากไป เสี่ยวชิงพลันมุดออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเมิ่งฝานแล้ววิ่งจู๊ดเข้าไปในตำหนักใหญ่
เมิ่งฝานขมวดคิ้ว ถามเย่ชิงอวี๋ว่า “ในตำหนักยังมีอะไรเหลืออยู่อีกงั้นรึ?”
เย่ชิงอวี๋ส่ายหน้า “ไม่มีแล้วนะ ข้างในมีเพียงหยกมรดกวิถีโอสถของบรรพบุรุษ ซึ่งข้าก็ได้มาแล้ว”
คนหนึ่งได้มรดกวิถีกระบี่ อีกคนได้มรดกวิถีโอสถ นับว่าแบ่งปันกันได้อย่างลงตัว!
“หรือว่าเสี่ยวชิงจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ท่านมองข้ามไป?”
เมิ่งฝานรู้สึกสงสัย จึงรีบก้าวตามเสี่ยวชิงเข้าไปในตำหนัก เย่ชิงอวี๋ก็ตามเข้าไปด้วย แต่นางไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าสัตว์เลี้ยงของเมิ่งฝานจะเจออะไร
เพราะในตำหนักนั้นมองปราดเดียวก็เห็นทั่ว ทั่วทั้งห้องกว้างขวางและว่างเปล่า มีเพียงมรดกชิ้นเดียวที่นางหยิบไปแล้ว
จะเห็นได้ว่า เซียนกระบี่โอสถให้ความสำคัญกับมรดกวิถีกระบี่มากกว่า จึงได้จัดฉากยิ่งใหญ่อย่างค่ายกลสืบทอดมรดกไว้
ส่วนมรดกวิถีโอสถนั้น กลับทิ้งไว้เพียงหยกสลักชิ้นเดียวจบ
เมิ่งฝานเดินเข้ามาเห็นเสี่ยวชิงกำลังปีนกำแพง เจ้าตัวน้อยนี้ปีนขึ้นไปจนถึงเพดานตำหนัก
จากนั้นมันก็พยายามดึงกล่องหยกใบหนึ่งออกมาจากคานหลังคา
เมิ่งฝานยังไม่ทันรู้เลยว่าในกล่องนั่นคืออะไร ก็เห็นเสี่ยวชิงอ้าปากกว้างแล้วเขมือบกล่องหยกเข้าไปทั้งใบในคำเดียว
เห็นดังนั้น เมิ่งฝานก็ได้แต่กรอกตาขึ้นฟ้า
เจ้าเสี่ยวชิงนี่กลัวเขาจะแย่งขนาดนั้นเลยรึ ถึงขั้นรีบร้อนกลืนลงไปทั้งกล่อง
นี่มันไม่ต่างอะไรกับกินแอปเปิ้ลแบบไม่ปอกเปลือกเลยนะเนี่ย!
“ลงมาเดี๋ยวนี้!” เขาเอ่ยดุเสี่ยวชิงอย่างไม่จริงจังนัก
เสี่ยวชิงหยุดชะงักไปสองวินาทีก่อนจะโดดลงมา
ที่หยุดไปสองวินาทีนั้น เห็นได้ชัดว่ามันกำลังกลืนกล่องลงคอไปจริง ๆ เพราะกลัวเมิ่งฝานจะควักออกมาจากปาก
เมื่อกลับมาอยู่ต่อหน้าเมิ่งฝาน เสี่ยวชิงก็ทำหน้าซื่อตาใสส่ายหางไปมาเพื่อประจบประแจง
การแอบกินของล้ำค่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้านาย ย่อมต้องทำให้เจ้านายโกรธแน่นอน
แต่มันอดใจไม่ไหวจริง ๆ!
และมันก็รู้ดีว่า หากกลืนลงไปแล้ว เจ้านายก็คงไม่ลงโทษมันรุนแรงนัก
เมิ่งฝานหิ้วหางเสี่ยวชิงขึ้นมาจ้องหน้าในระดับสายตา
“ที่เจ้ากลืนเข้าไปเมื่อกี้คืออะไร?” เขาจ้องตามันแล้วถาม
ความจริงเมิ่งฝานไม่ได้คิดจะทำโทษอะไรเสี่ยวชิงหรอก
เดิมทีเขากับเย่ชิงอวี๋กำลังจะไปกันแล้ว การที่เสี่ยวชิงเจอของล้ำค่าก็นับเป็นวาสนาของมันเอง
แต่เรื่องส่วนเรื่อง เขาก็แค่สงสัยว่าสิ่งที่มันกลืนลงไปคืออะไร
เสี่ยวชิงตอบอย่างซื่อ ๆ ว่า “เจ้านาย ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร รู้แค่ว่าเป็นสมุนไพรวิญญาณชนิดหนึ่ง สัญชาตญาณบอกข้าว่ามันจะมีประโยชน์ต่อข้ามาก!”
สมุนไพรวิญญาณงั้นรึ?
เมิ่งฝานหันไปมองเย่ชิงอวี๋
เย่ชิงอวี๋ส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ในเมื่อมันหาเจอ ก็นับว่าเป็นวาสนาของมันแล้ว”
นางคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าบนคานตำหนักจะมีสมุนไพรซ่อนอยู่
เรื่องแบบนี้ดูไม่เหมือนสิ่งที่ท่านบรรพบุรุษจะทำเลย
แล้วสมุนไพรนี่มาจากไหนกัน?
หรือว่าเคยมีคนแอบเข้ามาที่นี่?
ไม่น่าใช่ ค่ายกลสืบทอดมรดกที่บรรพบุรุษวางไว้ยังไม่มีใครทำลายได้ ย่อมไม่มีใครควรจะเข้ามาในตำหนักนี้ได้สิ!
เย่ชิงอวี๋ขบคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก จึงเลิกใส่ใจ
เพราะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับนาง อย่างไรเสียภารกิจหลักคือนางได้รับมรดกวิถีโอสถมาก็เพียงพอแล้ว
“เสี่ยวชิง เจ้าลองสัมผัสดูอีกทีสิ ว่าในตำหนักนี้ยังมีของล้ำค่าอะไรซ่อนอยู่อีกไหม?” เมิ่งฝานบอกเสี่ยวชิง
เสี่ยวชิงทำท่าทางเคร่งขรึม มองไปรอบ ๆ อย่างละเอียด หลับตาใช้สัมผัสตรวจตราอีกรอบ
สุดท้ายมันก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ
“เจ้านาย ข้าสัมผัสอะไรไม่ได้แล้ว ที่นี่ไม่น่าจะมีอะไรเหลือแล้วล่ะ”
เมิ่งฝานพยักหน้า เขาโบกมือคราหนึ่ง ดึงเอาไข่มุกราตรีที่อยู่บนเพดานตำหนักลงมาเม็ดหนึ่ง
เย่ชิงอวี๋มองเมิ่งฝานด้วยความตกตะลึง
นางมั่นใจว่านั่นเป็นแค่ไข่มุกราตรีธรรมดา ๆ ไม่ได้มีความพิเศษอะไรเลย!
เมิ่งฝานยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้านี่พอจะมีราคาอยู่บ้าง น่าจะเอาไปขายแลกหินวิญญาณได้สักสองสามก้อน”
เย่ชิงอวี๋ถึงกับพูดไม่ออก มีเส้นเลือดดำผุดขึ้นบนหน้าผาก
เจ้าพูดจริงหรือเนี่ย
ในใจนาง อุตส่าห์มองว่าเมิ่งฝานเป็น ‘ท่านปรมาจารย์’ ผู้เก่งกาจไปแล้ว
แต่การกระทำของเมิ่งฝานในตอนนี้… ช่างทำลายภาพลักษณ์ความเท่ของ งท่านปรมาจารย์’ ป่นปี้ไม่มีเหลือเลยจริง ๆ!