วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 190 ความลับสะท้านฟ้า ความพรั่นพรึงของเมิ่งฝาน
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 190 ความลับสะท้านฟ้า ความพรั่นพรึงของเมิ่งฝาน
บทที่ 190 ความลับสะท้านฟ้า ความพรั่นพรึงของเมิ่งฝาน
เรื่องที่น่าจนใจก็คือ…
จ้าวเชียนอวี่เกรงว่าหลินจิงหงจะวู่วาม นางจึงไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับเขา
ทว่าสุดท้าย กลายเป็นตัวนางเองที่วู่วาม นางไปล้างแค้นกู้ชิงเถิงเพียงลำพัง และตายจากไปอย่างเงียบเชียบ
นับตั้งแต่นั้นมา หลินจิงหงก็ไม่เหลือญาติมิตรในนิกายมารเฟิงอวิ๋นอีกเลย
และตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่เคยรู้เลยว่าศัตรูที่แท้จริงของตนคือกู้ชิงเถิง!
ห้าปีต่อมา หลินจิงหงและศิษย์นิกายมารเฟิงอวิ๋นอีกไม่กี่คน ถูกนิกายคัดเลือกให้ไปปฏิบัติภารกิจพิเศษ
ภารกิจนั้นก็คือ การเข้าไปเป็นสายลับในสำนักฝ่ายธรรมะ
และสำนักที่หลินจิงหงถูกส่งไปก็คือ… สำนักซู่ซัน!!!
เมื่อความทรงจำดำเนินมาถึงจุดนี้ เมิ่งฝานพลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เหงื่อกาฬไหลพราก หัวใจสั่นสะท้านด้วยความกลัว
เขาค้นพบอะไรเข้าเนี่ย?
เดิมทีเขาคิดว่า หลินจิงหงในวัยเยาว์คนนี้คงไม่ใช่เจ้าสำนักหลินจิงหงแน่นอน
เพราะเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนของนิกายมารเฟิงอวิ๋น ไม่เกี่ยวข้องกับสำนักซู่ซัน และไม่น่าจะโยงเข้าหากันได้
ทว่าตอนนี้ ทุกอย่างกลับเชื่อมโยงกันหมดแล้ว!
หลินจิงหงวัยเยาว์ถูกส่งมาเป็นสายลับที่ซู่ซัน
ชื่อหลินจิงหง แม้จะเป็นชื่อโหล แต่ก็ไม่น่าจะโหลถึงขั้นที่มีคนชื่อนี้ซ้ำกันถึงสองคนในสำนักซู่ซันแห่งเดียว
ดังนั้นหลินจิงหงวัยเยาว์คนนี้ ร้อยละเก้าสิบเก้าก็คือเจ้าสำนักซู่ซัน ‘หลินจิงหง’ คนปัจจุบันนั่นเอง
ศิษย์สายลับจากนิกายมารเฟิงอวิ๋น กลับสามารถไต่เต้าจนกลายเป็นถึงเจ้าสำนักซู่ซันได้เนี่ยนะ?
นี่มัน… แม้แต่ในนิยายยังไม่กล้าเขียนแบบนี้เลย
มันเกินจริงเกินไป!
มันพิสดารเกินไป!
มันหลุดโลกเกินไป!
แทบจะเป็นเรื่องเพ้อเจ้อที่ไม่มีทางเป็นจริงได้เลย
ในโลกก่อนที่เขาจากมา เมิ่งฝานเคยได้ยินมุกตลกมุกหนึ่ง
ตำรวจสายลับบอกกับหัวหน้าว่า “ผู้กองครับ ถ้ายังไม่ปิดจ๊อบล่ะก็ ผมจะได้เป็นหัวหน้าแก๊งอยู่แล้วนะ!”
ตอนแรกเมิ่งฝานคิดว่าเป็นแค่เรื่องตลกที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงในโลกแห่งความเป็นจริง
นึกไม่ถึงว่าพอทะลุมิติมายังโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนนี้ เขาจะได้พบกับเหตุการณ์ทำนองเดียวกันที่พิสดารและเกินจริงยิ่งกว่า
ศิลปะช่างมีรากฐานมาจากความจริงโดยแท้!
เพียงแต่ว่า…
การที่ล่วงรู้ความลับที่น่าตกตะลึงขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด
หากเขาเป็นยอดฝีมือระดับเดียวกับเจ้าสำนักหลินจิงหง บางทีเขาอาจใช้ความลับนี้ไปข่มขู่หรือทำข้อตกลงบางอย่างได้
แต่สำหรับนกกระจอกน้อยอย่างเมิ่งฝาน การรู้ข้อมูลนี้ก็เปรียบเสมือนเด็กสามขวบที่ถือทองแท่งเดินเล่นอยู่ในย่านชุมชน
“คนสะสมความลับไว้มาก มักจะจบไม่สวย มักจะตายไปอย่างเงียบเชียบ ไม่แน่วันดีคืนดีอาจถูกลอบกัดจากข้างหลังจนดับดิ้น”
หากเลือกได้ เมิ่งฝานยอมที่จะไม่รู้ความลับนี้เสียยังดีกว่า
แม้เขาจะสามารถฝังความลับนี้ไว้ในส่วนลึกของหัวใจไปตลอดกาลได้ แต่มันก็ลำบากและยากลำบากยิ่งนัก
หากวันใดวันหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับหลินจิงหงในระยะประชิด ต่อหน้ายอดคนระดับนั้น มันยากมากที่จะรักษาหยาดหน้าให้เป็นปกติและทำใจให้สงบนิ่งดุจสายน้ำได้
“เฮ้อ ข้าเป็นแค่ผู้น้อยระดับเทียนหยวน ความลับระดับสะท้านฟ้าแบบนี้มันใช่เรื่องที่ข้าควรดูรึไง?” สีหน้าของเมิ่งฝานดูย่ำแย่ถึงขีดสุด
เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเพียงแค่เช็ดถูกระบี่วิญญาณเล่มหนึ่ง จะทำให้เขาล่วงรู้ความลับดำมืดขนาดนี้
ทว่าดูเหมือนนี่จะไม่ใช่ครั้งแรก
การมีความสามารถพิเศษเช่นนี้ มันช่างง่ายดายเหลือเกินที่จะลอบมองความลับของผู้อื่น
นี่ยังเป็นแค่กระบี่ที่เหล่าผู้ยิ่งใหญ่เคยใช้ในอดีต หากเมิ่งฝานมีโอกาสได้สัมผัสกระบี่คู่กายที่เหล่าผู้ยิ่งใหญ่กำลังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เขาคงล่วงรู้ความลับได้มากกว่านี้อีก
เมิ่งฝานรีบสะบัดความคิดที่หาเรื่องใส่ตัวนี้ทิ้งไปทันที
ยิ่งรู้ความลับมาก ยิ่งตายเร็ว!
ความทรงจำของหลินจิงหงยังคงเล่นต่อไป
ทว่าไม่มีจุดที่น่าตื่นเต้นอะไรอีกแล้ว ความทรงจำหลังจากนั้นคือเขาประสบความสำเร็จในการเข้าสู่สำนักซู่ซัน และกลายเป็นศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่ง
ใช่แล้ว เริ่มต้นจากศิษย์ฝ่ายนอก แข็งแกร่งกว่าเมิ่งฝานเสียอีก!
หลินจิงหงคนนี้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาด เขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในสำนักซู่ซัน
จนกระทั่ง…
เขาเปลี่ยนจากกระบี่เฟิงเหลยไปใช้กระบี่อาคมที่ทรงพลังกว่า ความทรงจำจึงหยุดลงกะทันหัน
ภายในหอกระบี่ เมิ่งฝานลืมตาขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย และแฝงไปด้วยความรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อลึก ๆ
เขาขอสาบาน ความลับนี้จะมีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ และจะไม่บอกใครเด็ดขาด!
ต่อให้เป็นผู้อาวุโสหลิน เขาก็จะไม่บอกเด็ดขาด ต้องฝังความลับนี้ไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจให้ลึกที่สุด
เพราะแม้ผู้อาวุโสหลินจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อเทียบกับหลินจิงหงแล้วยังห่างชั้นนัก
หากหลินจิงหงคิดจะสังหารผู้อาวุโสหลิน คาดว่าคงใช้เพียงกระบวนท่าเดียว
ดังนั้นหากบอกเรื่องนี้แก่ผู้อาวุโสหลิน ก็เท่ากับเป็นการส่งผู้อาวุโสหลินไปตายชัด ๆ
เรื่องโง่เขลาเบาปัญญาเช่นนี้ เมิ่งฝานย่อมไม่มีทางทำแน่นอน
เมิ่งฝานผ่อนลมหายใจยาว พยายามปรับอารมณ์ให้คงที่ บังคับตัวเองให้ลืมสิ่งที่เห็นในความทรงจำเมื่อครู่
ทำราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น!
“เป็นแบบนี้เข้า วันหลังถ้าจะเช็ดกระบี่พวกนี้ คงต้องระวังตัวให้มากขึ้นแล้วล่ะ” เมิ่งฝานคิดอย่างจนใจ
หากล่วงรู้ความลับของคนแปลกหน้า เขาคงไม่ใส่ใจนัก
ต่อให้เป็นความลับที่น่าตกใจเพียงใดเขาก็เมินเฉยได้
เพราะอย่างไรเสียก็ไม่รู้จักกัน และคาดว่าคงไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันด้วยซ้ำ!
แต่กระบี่ในหอกระบี่แห่งนี้ พูดตามตรง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นของที่คนในสำนักซู่ซันเคยใช้ทั้งนั้น
บางครั้งอยากจะเลี่ยงก็เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ!
เมิ่งฝานวางกระบี่เฟิงเหลยกลับคืนบนชั้นไม้ จากนั้นเขาก็ไม่มีอารมณ์จะดูดซับปฐมธาตุกระบี่ต่อ จึงเดินกลับห้องพักของตน
เมื่อกี้เช็ดกระบี่ยาวไปสิบกว่าเล่ม หงชี่ก็ได้อานิสงส์ดูดซับปฐมธาตุกระบี่ไปไม่น้อย น่าจะเพียงพอให้นางใช้งานไปได้สักพัก
ส่วนเคล็ดวิชาโลหิตมรณะของเขาเอง ก็พอจะมีพลังสำหรับฝึกฝนไปได้อีกสักสองวัน
ยามนี้ เมิ่งฝานใช้ปฐมธาตุกระบี่ทั้งหมดไปกับการฝึกฝนปราณมารของเคล็ดวิชาโลหิตมรณะ
เพราะวิชาโลหิตมรณะนี้จำเป็นต้องอาศัยปฐมธาตุกระบี่ในการฝึกฝนเท่านั้น
ในขณะที่วิชาอื่น ๆ ปฐมธาตุกระบี่จะมีหรือไม่มีก็ได้
หลังจากการฝึกฝนอย่างสงบนิ่งมาทั้งคืน ปราณมารในร่างกายของเมิ่งฝานก็แข็งแกร่งขึ้นอีกเล็กน้อย
ทว่าเมื่อเทียบกับปราณสายฟ้าบริสุทธิ์และปราณวายุสถิตแล้ว ยังห่างชั้นกันอยู่มาก
หากฝึกฝนตามจังหวะปกติต่อไป พลังที่เมิ่งฝานจะฝึกสำเร็จเป็นเจินหยวนได้ก่อนเพื่อนย่อมเป็นปราณสายฟ้าบริสุทธิ์แน่นอน
รองลงมาคือปราณวายุสถิต
และสุดท้ายจึงจะเป็นปราณมารโลหิตจากเคล็ดวิชาโลหิตมรณะ
อย่างไรก็ตาม ปราณมารนั้นแม้จะฝึกยากเพียงใด แต่หากฝึกสำเร็จ พลังทำลายล้างย่อมรุนแรงที่สุดแน่นอน
เมิ่งฝานลุกจากเตียง หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จเขาก็ออกจากหอกระบี่
ครู่ต่อมา เขามาถึงหน้าผาสำนึกตน ภายในค่ายกลพันชั่ง
หลินเจี่ยนเจ้าหมอนี่ มักจะเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในฝูงชนเสมอ เมิ่งฝานมองปราดเดียวก็เห็นเขา
“น้องเมิ่ง ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที ข้ารอเจ้ามาทั้งคืนแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง สืบข่าวของอาจารย์ข้าได้ความว่าอย่างไร?” เมื่อเห็นเมิ่งฝานปรากฏตัว หลินเจี่ยนก็รีบถามอย่างร้อนรนทันที
เมิ่งฝานถอนหายใจยาว รู้สึกจนใจเล็กน้อย
ทว่าสำหรับข่าวที่เขาได้รับมา เขาไม่คิดที่จะปิดบัง
เขาเป็นคนที่ไม่ชอบพูดคำโกหกที่สวยหรูกับใคร
“ศิษย์พี่หลิน ข้าสืบข่าวเกี่ยวกับอาจารย์ลู่เสี่ยวอวิ๋นของท่านมาได้บ้างแล้ว ทว่า… ไม่ใช่ข่าวดีขอรับ” เมิ่งฝานกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
การบอกความจริงแก่หลินเจี่ยน ย่อมเป็นการทำร้ายจิตใจเขาอย่างรุนแรงแน่นอน
ได้แต่หวังว่าหลินเจี่ยนจะแบกรับมันไหว
“หมายความว่าอย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับอาจารย์ของข้ารึ?” สีหน้าของหลินเจี่ยนเปลี่ยนไปทันควัน เขาถามด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
เมิ่งฝานทอดถอนใจ “หลังจากท่านถูกขังที่หน้าผาสำนึกตน อาจารย์ของท่านก็ถูกนำไปขังไว้ที่ก้นทะเลสาบปิงเย่ว์ขอรับ”
ก้นทะเลสาบปิงเย่ว์!
ต่างจากเมิ่งฝานที่เป็นพวกหูหนวกตาบอด หลินเจี่ยนอยู่ที่ซู่ซันมานานปี ย่อมรู้ดีว่าทะเลสาบปิงเย่ว์คือสถานที่แบบไหน
การขังอาจารย์ไว้ในที่แบบนั้น ซึ่งหนาวเย็นยิ่งกว่าภูเขาน้ำแข็ง อาจารย์จะทนได้อย่างไร?
พริบตานั้น ดวงตาของหลินเจี่ยนก็แดงก่ำ
“น้องเมิ่ง ขอบใจสำหรับข่าวของเจ้า ข้าหลินเจี่ยนจะจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้”
พูดจบ หลินเจี่ยนก็พุ่งทะยานออกจากค่ายกลพันชั่งทันที
ทว่าที่บริเวณทางเข้าออกค่ายกล มีศิษย์ผู้ดูแลพื้นที่ขวางทางหลินเจี่ยนไว้
เมิ่งฝานที่อยู่ด้านหลังได้แต่มองตาค้าง เห็นหลินเจี่ยนเจ้าหมอนี่ตบศิษย์ผู้ดูแลคนนั้นจนกระเด็นไปไกลในทีเดียว!