วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 191 พวกที่ทำงานสายนี้ หัวใจมันโสมมทั้งนั้น
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 191 พวกที่ทำงานสายนี้ หัวใจมันโสมมทั้งนั้น
บทที่ 191 พวกที่ทำงานสายนี้ หัวใจมันโสมมทั้งนั้น
สำหรับหลินเจี่ยนนั้น เมิ่งฝานพอจะมีความเข้าใจอยู่บ้าง เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยสืบเรื่องของคนผู้นี้มา
เมิ่งฝานเคยได้ยินวีรกรรมของหลินเจี่ยนมาไม่น้อย
ตัวอย่างเช่น หลินเจี่ยนเป็นเพียงผู้บำเพ็ญระดับเทียนหยวนขั้นที่เก้า ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับหนิงตาน ทว่าเขากลับจับพวกจื๋อซื่อระดับหนิงตานแขวนขึ้นมาเฆี่ยนตีอยู่บ่อยครั้ง!
ต้องรู้ก่อนว่า ไม่ใช่ว่ายอดกระบี่ซู่ซันในระดับหนิงตานทุกคนจะสามารถเป็นจื๋อซื่อของสำนักได้
ผู้ที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นจื๋อซื่อได้ ย่อมต้องถือว่าเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งในบรรดาระดับหนิงตานด้วยกัน
ตามปกติแล้ว ตบะย่อมไม่ต่ำกว่าระดับหนิงตานขั้นที่หก!
ระดับหนิงตานขั้นที่หกนั้น ต่อให้เป็นเมิ่งฝานในยามนี้ก็ยังสู้ไม่ได้ เว้นเสียแต่จะยอมใช้ตราประทับกระบี่ที่ผู้อาวุโสหลินมอบให้ แต่นั่นไม่ใช่พลังของตัวเอง จึงเอามาเปรียบเทียบหรือใช้อ้างอิงไม่ได้
หลินเจี่ยนคนนี้ นับว่าเป็นศิษย์ระดับยอดกะทิที่โดดเด่นที่สุดในคนรุ่นนี้ของสำนักซู่ซันเลยทีเดียว
หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาจะได้เป็นผู้นำรุ่นต่อไปของสำนักซู่ซันอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่เจ้าเด็กนี่ดันไม่รักดี ดื้อรั้นจะไปตกหลุมรักอาจารย์ตัวเอง
จนตอนนี้เรื่องราวพังพินาศป่นปี้ไปหมด!
เมิ่งฝานส่ายหัวไปมา พูดตามตรงเขาก็แอบอิจฉาหลินเจี่ยนอยู่บ้าง
ไม่ใช่การอิจฉาที่เขาตบเจ้าพนักงานจนคว่ำได้ เพราะเมิ่งฝานเชื่อว่าเมื่อตนฝึกถึงระดับเทียนหยวนขั้นที่เก้า เขาก็ทำได้เช่นกัน
แต่อิจฉาที่หลินเจี่ยนนั้นเก่งกาจด้วยความสามารถของตนเองจริง ๆ ในขณะที่ตัวเขาเองนั้นใช้ ‘โปรแกรมโกง’ ช่วย
เอาเถอะ… คิดแบบนี้มันก็ดูจะเสแสร้งไปหน่อย
เมิ่งฝานสลัดความคิดทิ้ง แล้วเริ่มฝึกฝนในค่ายกลพันชั่งต่อ
ส่วนเรื่องที่หลินเจี่ยนออกจากหน้าผาสำนึกตนแล้วจะไปที่ไหน เมิ่งฝานเดาได้ไม่ยาก เขาต้องมุ่งหน้าไปหาอาจารย์ที่ทะเลสาบปิงเย่ว์แน่นอน
หวังว่าสำนักซู่ซันจะเมตตาต่อคนทั้งสองนี้บ้างนะ!
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เมิ่งฝานเสร็จสิ้นการฝึกฝน
การฝึกในสภาวะนี้ทำให้ปราณวายุสถิตและปราณสายฟ้าบริสุทธิ์ก้าวหน้าขึ้นเล็กน้อย
แต่มันก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น น้อยจนน่าเวทนา
ข้อเสียของรากปราณขยะ เริ่มแสดงผลชัดเจนยามฝึกฝน หากฝึกตามขั้นตอนปกติมันช่างเชื่องช้าเหลือเกิน
เมิ่งฝานจำเป็นต้องใช้ลูกไม้หรือทางลัดถึงจะไปได้เร็ว
ยังเหลือเวลาอีกนานกว่าจะถึงช่วงเย็นที่นัดรับยากับเย่ชิงอวี๋ หลังจากออกจากหน้าผาสำนึกตน เมิ่งฝานจึงแวะไปหาหลี่เสวี่ยโหรว
ไม่ได้พบน้องสาวคนนี้มานานแล้ว ควรจะไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบบ้าง
ผลปรากฏว่าเมื่อไปถึง เขากลับพบว่าแม่นางน้อยคนนี้กำลังปิดด่านฝึกตนอยู่
เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่น มิน่าเล่าเด็กคนนี้ถึงไม่ไปหาเขาเลยที่หอกระบี่ ดูจากท่าทางแล้วคงจะเก็บตัวฝึกมานานแล้ว
“ไปโดนอะไรกระตุ้นมาล่ะเนี่ย?” เมิ่งฝานพึมพำอย่างจนใจ
เขาสอบถามดูจนรู้ว่า เด็กคนนี้ปิดด่านฝึกตนมานานกว่าสองเดือนแล้ว
หากไม่ใช่เพราะได้รับแรงกระตุ้นอะไรบางอย่าง ตามปกติแล้วนางไม่มีทางทุ่มสุดตัวปิดด่านฝึกอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้แน่นอน
เมิ่งฝานคิดครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้รบกวนการฝึกของนาง ตั้งใจว่ารอให้นางออกจากด่านก่อนค่อยมาคุยกัน
ด้วยความว่าง เมิ่งฝานจึงเดินกลับไปที่หอคัมภีร์อีกรอบ
ศิษย์พี่จินพอเห็นเมิ่งฝานปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง คิ้วก็ขมวดปมเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
เจ้าเด็กน่ารำคาญนี่มาอีกแล้ว!
“เจ้ามาทำไมอีก?” ศิษย์พี่จินถามอย่างไม่สบอารมณ์
เมิ่งฝานยิ้มร่าพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่จิน ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพวกเราเจอกันมาตั้งนาน ข้ายังไม่รู้ชื่อจริงของท่านเลยขอรับ!”
เขายังจำเรื่องความทรงจำจากปราณกระบี่เล่มนั้นได้อยู่
แม้ความน่าจะเป็นคือเจ้าสำนักจะเป็นสายลับนิกายมารที่ชื่อหลินจิงหงในความทรงจำนั้น
ทว่าหลังจากเมิ่งฝานตรองดูแล้ว มันยังมีความเป็นไปได้อีกอย่าง!
นั่นคือสายลับหลินจิงหงคนนั้น หลังจากเข้าซู่ซันมาแล้วอาจจะเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนชื่อเร้นกายกลายเป็นศิษย์พี่จินก็ได้
เพราะหน้าตาของศิษย์พี่จิน มีส่วนคล้ายกับหลินจิงหงในความทรงจำจริง ๆ!
ชื่อน่ะเปลี่ยนง่าย แต่หน้าตาเปลี่ยนยาก
ส่วนเจ้าสำนักนั้น บางทีอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่ชื่อแซ่เหมือนกันก็ได้ เพราะโลกนี้มักจะมีเรื่องบังเอิญที่พิสดารอยู่เสมอ!
ในมุมมองของเมิ่งฝาน สายลับนิกายมารคนนั้น ไม่เป็นศิษย์พี่จิน ก็ต้องเป็นเจ้าสำนักนี่แหละ
น่าเสียดายที่ความทรงจำจากปราณกระบี่มันขาดหายเป็นช่วง ๆ ไม่ละเอียดพอ
มิเช่นนั้น เขาคงระบุตัวสายลับได้จากช่วงเวลาที่เข้าสำนักไปแล้ว แต่นี่เส้นเวลาในความทรงจำมันสับสนไปหมดจนแยกไม่ออก
สำหรับเจ้าสำนัก เมิ่งฝานย่อมไม่กล้าไปลองเชิงเด็ดขาด อย่าว่าแต่ลองเชิงเลย แค่เข้าใกล้เขาก็ไม่กล้าแล้ว
แต่สำหรับศิษย์พี่จิน เมิ่งฝานยังมีใจกล้าพอที่จะมาคุยเรื่องสัพเพเหระด้วย
ศิษย์พี่จินปรายตามองเมิ่งฝานแล้วตอบอย่างเย็นชาว่า “เจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่จินก็พอแล้ว ส่วนชื่อน่ะไม่สำคัญหรอก!”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากเอ่ยถึงชื่อตัวเอง
ยิ่งเขาไม่อยากบอก เมิ่งฝานก็ยิ่งอยากรู้!
ทว่าหลังจากนั้นเมิ่งฝานพยายามเลียบเคียงถามอยู่หลายครั้ง แต่ศิษย์พี่จินก็ยังปากหนักราวกับหิน ไม่ยอมบอกชื่อให้รู้เด็ดขาด
เมิ่งฝานคร้านจะตอแยศิษย์พี่จินต่อ ในเมื่อเจ้าตัวไม่บอก คนอื่นที่ยอมบอกก็มีถมเถไป
คนที่เข้าสำนักมาก่อนศิษย์พี่จินย่อมต้องมีคนรู้ชื่อเขาแน่นอน
เมิ่งฝานออกจากหอคัมภีร์ เที่ยวสืบเสาะไปทั่ว
ผ่านไปไม่ถึงชั่วยาม เขาก็ได้รู้ชื่อจริงของศิษย์พี่จินจนได้
และชื่อนี้ก็เหนือความคาดหมายของเมิ่งฝานไปไกล
[จินหม่านถัง]
“มิน่าเล่าศิษย์พี่จินถึงไม่อยากบอกชื่อตัวเอง มันช่างดูเชยยิ่งนัก!” เมิ่งฝานบ่นอุบ
เขาเริ่มรู้สึกว่าศิษย์พี่จินไม่น่าจะเป็นสายลับคนนั้น
เพราะสายลับถึงจะเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ แต่ปกติใครเขาจะตั้งชื่อให้ตัวเองดูบ้านนอกขนาดนี้กัน?
แต่ก็นะ… อาจจะเป็นไปได้ว่าศิษย์พี่จินคนนี้เป็นพวกใจเด็ดและเจ้าเล่ห์สุด ๆ เขาอาจจะคาดการณ์ความรู้สึกของคนอื่นไว้ล่วงหน้า เลยจงใจตั้งชื่อเฉิ่ม ๆ แบบนี้เพื่อไม่ให้ใครสงสัย!
เพราะพวกที่ทำงานสายลับเนี่ย ไม่ว่าจะฝ่ายขาวหรือฝ่ายดำ หัวใจมันย่อมโสมมและแผนการย่อมสกปรกกว่าปกติ
ถ้าไม่โสมมพอ คงถูกเปิดโปงจนตายไปนานแล้ว!
“ช่างเถอะ ไม่สนแล้ว ใครจะเป็นสายลับก็ช่าง ข้าจะทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้ไปเลยแล้วกัน” เมิ่งฝานกำชับตัวเองในใจ
ประเด็นหลักคือเขายังไม่แน่ใจ หากมั่นใจว่าเป็นศิษย์พี่จินก็คงไม่น่ากลัวเท่าไหร่
แต่ถ้าเจ้าสำนักเป็นสายลับขึ้นมาล่ะก็… ตายกันหมดแน่!
ดังนั้นไม่ว่าใครจะเป็นสายลับ เมิ่งฝานก็คร้านจะไปใส่ใจ และตั้งใจว่าจะอยู่ห่างจากคนทั้งสองคนนี้เอาไว้จะดีที่สุด
ความจริงก็น่าเสียดายอยู่บ้าง เพราะวันหน้าคงไม่กล้ามาสืบข่าวจากศิษย์พี่จินบ่อย ๆ แล้ว!
เย็นวันนั้น เมิ่งฝานมาที่เรือนของเย่ชิงอวี๋จนพบตัวนาง
“ศิษย์พี่เมิ่งจมูกไวดีจริง ๆ นะ ยาเพิ่งปรุงเสร็จเจ้าก็มาถึงพอดีเลย” เย่ชิงอวี๋กล่าวกับเมิ่งฝานด้วยน้ำเสียงเย็นชาตามปกติ
เมิ่งฝานยิ้มกว้าง “มาเร็วไม่เท่ามาถูกจังหวะขอรับ และหากข้ามาเร็วกว่านี้ เกรงว่าจะไปรบกวนศิษย์พี่เย่เข้า”
เย่ชิงอวี๋หยิบขวดหยกสองขวดส่งให้เมิ่งฝาน
เมิ่งฝานไม่ได้เปิดดู แต่ใช้พลังจิตกวาดสำรวจก็พบว่าในขวดแต่ละใบมียาลูกกลอนอยู่ขวดละร้อยกว่าเม็ด
ขวดหนึ่งคือยาควบแน่นปฐมพลังและอีกขวดคือยาหลอมวิญญาณ
ตามปกติแล้ว ยาเตาหนึ่งจะปรุงได้สูงสุดเพียงสี่สิบเก้าเม็ดเท่านั้น
นี่แสดงว่าเย่ชิงอวี๋ต้องปรุงยาติดต่อกันหลายเตาเลยทีเดียว
“ขอบคุณมากขอรับ!” เมิ่งฝานกล่าวขอบคุณเย่ชิงอวี๋ด้วยสีหน้าจริงจัง
พูดตามตรง เมิ่งฝานคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเย่ชิงอวี๋จะใส่ใจเรื่องของเขาขนาดนี้
เขานึกว่าแม่นางคนนี้จะปรุงให้เขาแค่เตาเดียวก็บุญแล้ว