วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 207 คนโหดเหี้ยมวาจาน้อยนิด สังหารสิ้นซากเป็นจุณ!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 207 คนโหดเหี้ยมวาจาน้อยนิด สังหารสิ้นซากเป็นจุณ!
บทที่ 207 คนโหดเหี้ยมวาจาน้อยนิด สังหารสิ้นซากเป็นจุณ!
หยางซือซือกล่าวอย่างจนใจว่า
“เรื่องนี้จะโทษเจ้าได้อย่างไร? ข้าเองก็เห็นดีเห็นงามที่จะมาด้วยกัน อีกอย่างข้อมูลระบุว่ามีศิษย์สำนักเงาปีศาจเพียงคนเดียว ใครจะไปคาดคิดว่าจะมีถึงหกคน!”
หากมีศิษย์สำนักเงาปีศาจเพียงคนเดียว พวกนางยังพอจะรับมือได้ หรือกระทั่งมีหวังที่จะสังหารทิ้งเสียด้วยซ้ำ แต่พอโผล่มาทีเดียวหกคน ก็ทำให้พวกนางถูกเล่นงานจนมึนตึ๊บ ไม่มีแม้แต่โอกาสจะขัดขืน!
“พวกเราจะไม่ตายอยู่ที่นี่ใช่ไหม?” หยางซือซือเอ่ยถามหลิวเยียนผิงด้วยความกังวล
พวกนางทั้งสองออกจากซู่ซันมาทำภารกิจฝึกฝนด้วยความฮึกเหิม ดูท่าทางแล้วคงจะกลายเป็นพวก ‘ออกศึกไม่ทันชนะ ตัวตายก่อนสิ้นชีพ’ เสียแล้ว ช่างน่าอนาถนัก!
“ตอนนี้ทำได้เพียงหวังว่าศิษย์พี่เมิ่งจะพบว่าพวกเราหายไป แล้วออกมาตามหา” หลิวเยียนผิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก
“แต่ที่นี่ห่างจากเมืองคงเยว่ตั้งหลายสิบหลี่ ต่อให้ศิษย์พี่เมิ่งรู้ว่าพวกเราหายไป ก็ยากที่จะหาพบ” หยางซือซือกล่าวอย่างสิ้นหวัง
“ศิษย์พี่เมิ่งเก่งกาจมากนะ พวกเราต้องเชื่อมั่นในตัวเขา” แม้ปากของหลิวเยียนผิงจะบอกให้หยางซือซือเชื่อมั่นในตัวเมิ่งฝาน แต่ความจริงแล้วแม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อนัก
ในขณะนั้นเอง ศิษย์สำนักเงาปีศาจสามคนที่อยู่นอกกระโจมก็ได้เห็นเมิ่งฝาน
“นั่นใคร!”
เมิ่งฝานสาวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ เมื่อเผชิญหน้ากับการตะคอกถามของศิษย์สำนักเงาปีศาจ เขากลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งการตอบสนองใด ๆ ในขณะเดียวกัน ปราณกระบี่สายหนึ่งพลันก่อตัวขึ้นกลางอากาศ
ฟุ่บ!
เมิ่งฝานขยับความคิด ปราณกระบี่ฟาดฟันออกไป วินาทีต่อมา ศีรษะสามเศียรก็ตกลงสู่พื้นดิน
ทันใดนั้น กระโจมอีกสองหลังที่มีศิษย์สำนักเงาปีศาจอยู่ข้างในก็ถูกปราณกระบี่นี้พุ่งผ่าน ทันใดนั้นกระโจมทั้งสองก็ระเบิดออก เศษผ้าปะปนไปกับเศษเนื้อและโลหิตปลิวว่อนไปทั่ว
ทว่าสิ่งที่เมิ่งฝานไม่ได้สังเกตเห็นก็คือ เมื่อศิษย์สำนักเงาปีศาจในกระโจมหลังหนึ่งตายลง มีเส้นด้ายโลหิตที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขา ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นมีวิธีการประหลาดพิสดารมากมาย เมิ่งฝานเป็นเพียงนักพรตระดับเทียนหยวนเท่านั้น เรื่องหลายอย่างย่อมเกินกว่าที่เขาจะสังเกตเห็นหรือเข้าใจได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก!
เมิ่งฝานมองดูซากศพที่เกลื่อนกราดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว หรือกระทั่งไม่มีแม้แต่ท่าทางจะชักกระบี่ออกมา เขายังคงรักษาจังหวะการเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ การก่อตัวและการฟาดฟันของปราณกระบี่นั้นเกิดขึ้นจากการชักนำด้วยจิตสำนึกเพียงอย่างเดียว ช่างเรียบง่ายและเบาบางยิ่งนัก
คนโหดเหี้ยมวาจาน้อยนิดจริง ๆ!
ก็แค่ผู้บำเพ็ญขั้นวรยุทธ์แท้จริงไม่กี่คน เขาไม่มีความปรารถนาที่จะเอ่ยปากพูดด้วยแม้แต่ประโยคเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโอ้อวดฝีมือ ตามข้อมูลภารกิจฝึกฝนของสำนักกระบี่ซู่ซัน ศิษย์สำนักเงาปีศาจแถวเมืองคงเยว่ฝึกวิชามารและเข่นฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ เมื่อต้องจัดการกับคนเช่นนี้ เมิ่งฝานย่อมสังหารทิ้งอย่างรวดเร็วโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เมิ่งฝานเดินตรงไปที่กระโจมของหยางซือซือและหลิวเยียนผิง เขาเอื้อมมือไปเปิดกระโจมออก
“ไอ้พวกสัตว์ป่า ต่อให้พวกเราต้องตาย ก็จะไม่…” ทันทีที่เปิดกระโจม เมิ่งฝานก็ได้ยินเสียงตวาดอย่างไม่คิดชีวิตของหลิวเยียนผิง
“งั้นข้าไปนะ?” เมิ่งฝานมองหลิวเยียนผิงด้วยสายตาเรียบเฉย
หลิวเยียนผิงมองดูเมิ่งฝานแล้วถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง หากมือของนางไม่ถูกมัดไว้ นางคงจะขยี้ตาตัวเองโดยสัญชาตญาณไปแล้ว
“ศิษย์พี่เมิ่ง!!!!” หลังจากหายตกตะลึง นางก็ตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น “ข้าเชื่ออยู่แล้วว่าท่านต้องมาช่วยพวกเราแน่ ๆ”
เมิ่งฝานยังมีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม เขาดีดนิ้วหนึ่งที ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกไปตัดเชือกที่มัดหลิวเยียนผิงและหยางซือซือจนขาดสะบั้น เชือกเหล่านี้ทำมาจากไหมทองคำซึ่งแข็งแกร่งมาก หยางซือซือและหลิวเยียนผิงไม่มีปัญญาจะตัดมันได้เลย แต่ต่อหน้าปราณกระบี่ของเมิ่งฝาน เชือกไหมทองคำกลับเปราะบางราวกับทำมาจากกระดาษ
“ศิษย์พี่เมิ่ง ขอบคุณท่านมากที่…”
เมิ่งฝานขัดคำพูดของหลิวเยียนผิงอีกครั้ง “ศิษย์สำนักเงาปีศาจข้างนอกตายหมดแล้ว พวกเจ้าไปหาดูเอาเองว่ามีอะไรที่เอาไปส่งภารกิจได้บ้าง”
พูดจบเขาก็เดินออกจากกระโจมไปโดยไม่สนใจเด็กสาวทั้งสองอีกเลย
“ศิษย์พี่เมิ่งช่างหล่อเหลาและเย็นชาเหลือเกิน ข้าชอบเขาจังเลย” หยางซือซือพลันคว้ามือหลิวเยียนผิงแล้วกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้นจนห้ามใจไม่อยู่
หลิวเยียนผิงหยิกมือหยางซือซือหนึ่งทีแล้วกล่าวอย่างระอาว่า
“ตั้งสติหน่อย ศิษย์พี่เมิ่งเขาไม่ชายตามองเจ้าหรอก!”
“ก็ได้”
ความเป็นสาวกแฟนคลับของหยางซือซือมาไวไปไว นางรีบเดินออกจากกระโจมไปพร้อมกับหลิวเยียนผิง พวกนางเก็บป้ายประจำตัวของศิษย์สำนักเงาปีศาจมาหลายอันเพื่อเตรียมนำกลับไปส่งภารกิจ
“ศิษย์พี่เมิ่ง ศิษย์สำนักเงาปีศาจเหล่านี้ท่านเป็นคนฆ่า หากพวกเรานำป้ายไปส่งภารกิจคนเดียว มันจะไม่เป็นการแย่งความชอบของท่านหรือ? เอาอย่างนี้ไหม ป้ายพวกนี้ให้ท่านเอาไปส่งภารกิจเถอะ”
หลิวเยียนผิงกล่าวกับเมิ่งฝาน นางไม่ได้พูดตามมารยาท แต่เป็นสิ่งที่คิดอยู่จริง ๆ
เมิ่งฝานเหลือบมองหลิวเยียนผิงแล้วกล่าวอย่างรำคาญว่า “ข้าไม่สนผลประโยชน์เล็กน้อยแค่นี้หรอก!”
ภารกิจฝึกฝนขั้นวรยุทธ์แท้จริงแบบนี้ รางวัลยังเทียบไม่ได้กับโอรสหลอมแก่นพลังแม้แต่เม็ดเดียว ต่อให้เอาตราประทับให้เขา เขาก็ขี้เกียจจะเอาไปส่งภารกิจ
หลิวเยียนผิงนึกถึงความใจป้ำของเมิ่งฝานในดินแดนปีศาจขึ้นมาได้ จึงไม่ตื๊ออีก นางรู้ว่าเมิ่งฝานพูดเรื่องจริง ภารกิจขั้นวรยุทธ์แท้จริงเช่นนี้ เมิ่งฝานไม่เห็นอยู่ในสายตาจริง ๆ!
“พวกเจ้าสองคนจงกลับไปส่งภารกิจที่สำนักกระบี่ซู่ซันได้เลย ข้ายังมีเรื่องต้องจัดการ จะไม่กลับไปพร้อมกับพวกเจ้า” เมิ่งฝานกล่าวกับหลิวเยียนผิงและหยางซือซือ
“เอ๋?”
หลิวเยียนผิงมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย นางพลันนึกขึ้นได้ว่าตอนอยู่ระหว่างทางที่ยังไม่ถึงเมืองคงเยว่ เมิ่งฝานเคยบอกไว้แล้วว่ามีธุระอื่นต้องจัดการ
“ตกลงเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว พวกเรากลับไปพักที่โรงเตี๊ยมสักคืนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง” หลิวเยียนผิงหันไปมองหยางซือซือแล้วหันมากล่าวกับเมิ่งฝาน
“ได้” เมิ่งฝานพยักหน้า
ทั้งสามคนกลับไปยังโรงเตี๊ยมในเมืองคงเยว่เพื่อพักผ่อนหนึ่งคืนก่อนแยกย้าย ทว่าในคืนนี้ หลิวเยียนผิงและหยางซือซือที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายมา ย่อมไม่อาจข่มตาหลับได้ โดยเฉพาะหยางซือซือที่ภาพเงาร่างอันอาจหาญของเมิ่งฝานยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหาย น่าเสียดายที่เมิ่งฝานคือชายที่นางไม่มีวันครอบครองได้
อีกด้านหนึ่ง หลังจากเมิ่งฝานกลับเข้าห้อง เขาก็ทำใจให้สงบดุจผิวน้ำและเริ่มฝึกฝนต่อไป
ราวช่วงเช้ามืด ณ หุบเขาที่ศิษย์สำนักเงาปีศาจทั้งหกคนตายอยู่ มีร่างในชุดคลุมสีดำปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง ชายชุดคลุมดำมองดูศพที่เกลื่อนกราดพลางขมวดคิ้ว แววตาเย็นยะเยือก
“ไอ้พวกขยะ!”
เขามุ่งหน้าไปที่หน้ากระโจมหลังหนึ่งที่พังทลาย มองดูเศษเนื้อและเศษกระดูกที่ปะปนอยู่กับเศษผ้ากระโจม แววตาที่เดิมทีก็เย็นชาอยู่แล้ว บัดนี้กลับยิ่งดูชั่วร้าย
“เตาหลอมที่ข้าอุตส่าห์ฟูมฟักมาอย่างยากลำบาก กลับถูกคนสังหารจนแหลกเป็นจุณแบบนี้ ช่างน่าแค้นใจนัก!” น้ำเสียงของชายชุดดำเต็มไปด้วยความอาฆาต
“เหอะ ๆ ของเก่าไม่ไปของใหม่ไม่มา ข้าอยากจะเห็นนักว่าใครมันกล้ามาขัดขวางเรื่องดี ๆ ของข้า! ในเมื่อสังหารลูกศิษย์ข้าไปได้มากมายขนาดนี้ เชื่อว่าเจ้านั่นคงจะเหมาะเป็นเตาหลอมมากกว่าเสียอีก”
ชายชุดคลุมดำไม่สนใจซากศพเหล่านั้นแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่ความคิดจะเก็บศพ เขาเดินออกจากหุบเขามุ่งหน้าไปทางทิศใต้ ซึ่งทิศใต้นั้นก็คือที่ตั้งของเมืองคงเยว่นั่นเอง