วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 21 ร่างกระบี่เทพกำเนิด... สังหารเซียนได้ดั่งมดปลวก!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 21 ร่างกระบี่เทพกำเนิด... สังหารเซียนได้ดั่งมดปลวก!
บทที่ 21 ร่างกระบี่เทพกำเนิด… สังหารเซียนได้ดั่งมดปลวก!
หงชี่คลี่ยิ้มบาง ๆ ดวงตาคู่สวยคู่นั้นทอประกายหยั่งรู้
“เจ้าหนุ่ม… เจ้าแอบดูดซับต้นกำเนิดกระบี่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แม้เจ้าจะนำมันไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังเพื่อฝึกปรือวรยุทธ์จนหมดสิ้น ทว่าในทุกครั้งที่กระบวนการนั้นเกิดขึ้น ร่างกายของเจ้ากลับได้รับการหล่อหลอมและชำระล้างอย่างช้า ๆ”
“เมื่อกาลเวลาผ่านไป… หยดน้ำย่อมทะลวงศิลา ร่างกายของเจ้าจะเกิดการวิวัฒนาการอย่างถึงรากถ้วน จนในที่สุดจะจุติเป็น ‘ร่างกระบี่เทพกำเนิด’ เมื่อถึงวันนั้น… รากปราณระดับขยะที่เจ้ากังวลนักหนา จะยังมีความหมายอะไรอีกล่ะ?”
‘ร่างกระบี่เทพกำเนิด’ งั้นหรือ?
ทันทีที่ได้ยินนามอันแปลกประหลาดนี้ เมิ่งฝานก็แสดงความประหลาดใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
เขาไม่เคยได้ยินชื่อเรียกขานนี้มาก่อนในตำราเล่มใด แต่มันกลับฟังดูเปี่ยมด้วยอานุภาพที่สั่นสะเทือนฟ้าดินได้
“ร่างกระบี่เทพกำเนิดที่เจ้าว่า… มันคือสิ่งใดกันแน่?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความกระหายรู้
“ขีดจำกัดของมนุษย์มิได้ตัดสินกันเพียงแค่รากวิญญาณเท่านั้น แต่มันยังรวมถึง ‘กายา’ ด้วย!”
” ‘รากปราณ’ คือพรสวรรค์ในการบ่มเพาะพลัง ผู้ที่มีรากปราณระดับสูงสุดย่อมก้าวหน้าเร็วกว่าระดับขยะนับร้อยเท่า หรืออาจจะมากกว่านั้นจนประเมินค่าไม่ได้”
“ทว่า ‘ร่างกาย’ คือตัวบ่งชี้ถึงขีดความสามารถที่แท้จริง! ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีกายาเทพจำแลง แม้อยู่เพียงระดับ ‘เจินอู้ขั้นที่ 1’ ก็อาจสยบยอดฝีมือระดับ ‘เจินอู้ขั้นที่ 9’ ที่มีร่างกายธรรมดาได้อย่างง่ายดาย!”
“หากเจ้าสามารถฝึกบำเพ็ญจนบรรลุ ‘ร่างกระบี่เทพ’ ได้สำเร็จ มันย่อมเข้ามาอุดรอยรั่วจากข้อบกพร่องของรากปราณขยะในตัวเจ้าจนสิ้น”
“ถึงแม้ความเร็วในการบ่มเพาะพลังของเจ้าอาจจะยังตามหลังพวกอัจฉริยะที่มีรากปราณระดับสูงอยู่บ้าง… แต่เจ้าจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งระดับชั้น เพื่อกดหัวและทำลายล้างพวกมันได้ตามแต่ใจปรารถนา!”
คำบอกเล่าของหงชี่ทำให้เมิ่งฝานนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยล่วงรู้มาก่อน และหากเป็นเรื่องจริง มันก็นับว่าเป็นข่าวดีที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา!
ทั้งหมดนี้… ต้องยกความดีความชอบให้แก่พรสวรรค์ ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ ที่เขาครอบครองอยู่
“สิ่งที่ท่านกล่าวมานั้นเป็นเพียงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งเท่านั้น ตัวข้าอาจจะไปไม่ถึงจุดที่บรรลุ ‘ร่างกระบี่เทพกำเนิด’ ก็ได้” เมิ่งฝานเอ่ยแย้งด้วยความถ่อมตัว
หงชี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ต่อให้เป็นเพียงความเป็นไปได้ที่ริบหรี่ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่ข้าจะฝากชีวิตไว้กับเจ้า อย่างน้อยคนอื่นในสำนักแห่งนี้… ก็หามีใครมีความเป็นไปได้เช่นนั้นไม่!”
เมิ่งฝานพยักหน้าเงียบ ๆ หลักการนี้เขาย่อมเข้าใจดี
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยิงคำถามสำคัญ “ในเมื่อเจ้าสมัครใจจะติดตามข้า ย่อมต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแฝงอยู่… บอกมาเถิด เจ้าต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่?”
เรื่องนี้ต้องคุยให้กระจ่าง มิเช่นนั้นเมิ่งฝานคงไม่อาจข่มตาหลับได้อย่างสนิทใจ เพราะ ‘หงชี่’ นั้นทรงพลังเกินไป ดาบเล่มนี้เปรียบเสมือนมัจจุราชที่คอยคุกคามชีวิตของเขาได้ทุกเมื่อ!
หงชี่คลี่ยิ้มขื่นพลางเอ่ย “เจ้าไม่จำเป็นต้องระแวงข้าถึงเพียงนั้น ในเมื่อข้ายินดีติดตามเจ้า ก็เท่ากับข้ายอมรับเจ้าเป็นนายเหนือหัว จากนี้ไปข้ามีแต่จะคอยช่วยเหลือเจ้า มิคิดร้ายต่อเจ้าอย่างแน่นอน”
เมิ่งฝานส่ายหัวช้า ๆ แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง
“ข้ามิอาจเชื่อใจในความมีน้ำใจอันไร้ที่มาที่ไปของเจ้าได้… อย่าลืมสิว่าตอนพบกันครั้งแรก เจ้าเกือบจะสูบวิญญาณข้าจนเหือดแห้งไปแล้ว! ดังนั้น หากเรายังอยากจะร่วมทางกันต่อ ก็จงพูดความจริงออกมาเสียเถิด”
หงชี่ลอบถอนหายใจยาว ก่อนที่ใบหน้าของนางจะแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ที่ข้าเลือกติดตามท่าน… ก็เพราะหวังว่าในวันข้างหน้า เมื่อท่านแข็งแกร่งพอ ท่านจะช่วยข้า ‘ชำระหนี้แค้น’ ให้จงได้!”
“แก้แค้น?”
เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่น พลางหวนนึกถึงข้อมูลที่เขาได้รับยามสัมผัสกระบี่หงชี่ครั้งแรก... ‘สังเวยกระบี่ด้วยโลหิตจากดวงใจดรุณี’
การนำมนุษย์ที่มีชีวิตมาสังเวยเป็นเครื่องเซ่นสรวงกระบี่ช่างเป็นวิธีการที่โหดทรามและอำมหิตผิดมนุษย์!
หงชี่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาในยามนี้ วิญญาณกระบี่ที่ดูแฝงด้วยความขี้เล่นซุกซน แท้จริงแล้วก็น่าจะเป็นเด็กสาวผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกฝังไว้ในตัวกระบี่คนนั้น
ในวัยเยาว์อันสดใส นางควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างรื่นเริงและเติบโตอย่างงดงาม แต่กลับถูกพรากทุกสิ่งไปเพื่อสังเวยแก่ศาสตรา กลายเป็นวิญญาณกระบี่ที่ถูกจองจำชั่วนิจนิรันดร์ มีชีวิตที่ทุกข์ทรมานยิ่งกว่าความตาย!
เมื่อลำดับเรื่องราวได้เช่นนั้น ความรู้สึกสงสารเห็นใจก็ผุดขึ้นในใจของเมิ่งฝานอย่างไม่อาจห้ามได้
“กระบี่หงชี่เล่มนี้ถูกหลอมสร้างขึ้นมานานเท่าไรแล้ว? และศัตรูของเจ้า… ป่านนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“กระบี่หงชี่ถูกหลอมขึ้นเมื่อสามสิบหกปีก่อน ส่วนศัตรูของข้าน่ะหรือ แน่นอนว่าเขายัง…”
หงชี่พลันชะงักงัน สีหน้าของนางเปลี่ยนไปในพริบตา นางอ้าปากค้างพลางจ้องมองเมิ่งฝานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อจนพูดอะไรไม่ออก
เนิ่นนานกว่าที่นางจะกลับมาสงบนิ่งและระงับความตื่นตระหนกในใจลงได้
“เหตุใดเจ้าจึงถามเช่นนี้… เจ้ารู้อะไรมางั้นหรือ?”
เมิ่งฝานถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยความจริงออกมา “กระบี่หงชี่เล่มนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยวิถีมารอันโฉดชั่ว โดยใช้ชีวิตคนมาเป็นเครื่องสังเวยเพื่อให้เกิดวิญญาณกระบี่”
“หากข้าเดาไม่ผิด… เจ้าก็คือหญิงสาวที่ถูกสังเวยด้วยโลหิตในวันนั้น”
“และศัตรูที่เจ้าอาฆาตแค้นที่สุด… ก็คือช่างตีดาบผู้สร้างกระบี่เล่มนี้ขึ้นมานั่นเอง!”
“เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?” หงชี่ขมวดคิ้วแน่น แววตาที่จ้องมองเมิ่งฝานเต็มไปด้วยความระแวดระวังและสงสัย
“ข้าเพียงแค่มองเห็นร่องรอยของเทคนิคที่ใช้หลอมกระบี่เล่มนี้ ส่วนที่เหลือ… ก็แค่การวิเคราะห์ตามหลักเหตุผลเท่านั้น” เมิ่งฝานเอ่ยตอบอย่างราบเรียบ ราวกับมันเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป
หงชี่หลุดอุทานด้วยความประหลาดใจ “เจ้าถึงขั้นมีความรู้อันแตกฉานในด้านศาสตร์การหลอมศาสตราด้วยรึ?”
เมิ่งฝานส่ายหน้าช้า ๆ “ข้าหลอมดาบไม่เป็นหรอก เพียงแค่พอจะมีความรู้ด้านทฤษฎีอยู่บ้าง จึงพอมองออกว่าเทคนิคใดถูกนำมาใช้ก็เท่านั้น”
“เจ้าหนุ่ม… ความลับในตัวเจ้านี่มันช่างมากมายจนน่าขนลุก ข้าอุตส่าห์เฝ้าสังเกตเจ้ามานานหลายวันจนคิดว่ารู้จักเจ้าดีพอแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าข้าแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเจ้าเลย!”
เมิ่งฝานเพียงแต่ยกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากโดยไม่เอ่ยคำอธิบายใด ๆ เพิ่มเติม
“ในเมื่อเจ้าเปิดใจบอกความจริงกับข้า ข้าก็จะให้คำมั่นสัญญาแก่เจ้า… ตราบใดที่เจ้าติดตามข้าด้วยความสัตย์จริง ข้าย่อมจะช่วยเจ้าชำระหนี้แค้นนี้ให้จงได้”
หงชี่ขมวดคิ้วถามหยั่งเชิง “เจ้าจะไม่ถามหน่อยรึว่าศัตรูของข้าคือใคร หรือเขามีระดับตบะสูงส่งเพียงไหน?”
‘เคร้ง!’
เสียงกระบี่กรีดฝ่าอากาศดังสนั่น!
เมิ่งฝานตวัดชักกระบี่หงชี่ออกจากฝัก แสงเย็นเยียบปะทุวาบขึ้นกลางห้องพักของเขาในทันที
แม้จะมิได้กระตุ้นด้วยปราณแท้แม้แต่น้อย ทว่าคมกระบี่หงชี่กลับแผ่ซ่านไอเย็นยะเยือกออกมาเป็นระลอก ไอสังหารที่พุ่งพล่านจากตัวกระบี่นั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
มันมิใช่เพียงไอสังหารที่สั่งสมจากการเข่นฆ่าและอาบโลหิตมานับไม่ถ้วนเท่านั้น แต่ในตัวหงชี่เองยังมีทั้งแรงอาฆาตและเพลิงแค้นที่สุมทรวงอยู่อย่างมหาศาล
เมิ่งฝานก้มลงมองคมกระบี่ที่สะท้อนเงาของตน ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มแห่งความมั่นใจที่ดูลุ่มลึก
“ไม่ว่าศัตรูของเจ้าจะเป็นใคร หรือจะมีระดับตบะสูงส่งปานไหน ต่อให้เป็นเซียนเดินดินมายืนอยู่ตรงหน้า… ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องจบชีวิตลงภายใต้คมกระบี่หงชี่เล่มนี้!”
หงชี่นิ่งอึ้งไป นางไม่คาดคิดเลยว่าเมิ่งฝานจะมีความมั่นใจเปี่ยมล้นถึงเพียงนี้
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขายังเอาแต่พร่ำบอกว่าตนเองมีรากปราณระดับขยะ ทำท่าทีเหมือนคนสิ้นหวังไร้หนทางเยียวยาอยู่แท้ ๆ
หรือว่าที่ผ่านมา… เจ้าหมอนี่แสร้งทำเป็นหมูเคี้ยวเสือมาตลอด?
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มพลางเอ่ยกับนาง “ข้าต้องขอบคุณที่เจ้ามอบความไว้วางใจให้ แต่ความจริงแล้ว… ข้ายังเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าที่เจ้าเชื่อเสียอีก!”
ด้วยพรสวรรค์ระดับเทวะอย่าง ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ ตราบใดที่มีเวลาให้เขามากพอ ต่อให้เป็นเทพเซียนบนสรวงสวรรค์ เขาก็พร้อมจะสะบั้นให้ดูเป็นขวัญตา
“หวังว่าวันนั้นจะมาถึงจริงอย่างที่เจ้าว่า…” หงชี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อน
สิ้นคำนั้น ร่างเงาของนางก็สลายกลายเป็นแสงสีแดงเพลิงหวนกลับคืนสู่ตัวกระบี่อีกครั้ง
“เจ้าจะได้เห็นวันนั้นแน่นอน” เมิ่งฝานมองกระบี่หงชี่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บมันเข้าฝักอย่างทะนุถนอม
เขาคว้ากระบี่หงชี่และเศษซากกระบี่ภูเขาทองแดงเดินออกจากห้องพัก
กระบี่ภูเขาทองแดงพังยับเยินไปแล้ว เขาได้แต่กังวลว่าจะต้องเสียค่าปรับหรือไม่ เมื่อวานศิษย์พี่หลัวดูเหมือนจะเปรยไว้ว่าหากทำกระบี่เสียหายก็สามารถเปลี่ยนเล่มใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียหินวิญญาณแม้แต่ก้อนเดียว
หวังว่าศิษย์พี่จะไม่ได้พูดจาเรื่อยเปื่อยเพื่อเอาใจข้าหรอกนะ…
แม้เขาจะเพิ่ง ‘ไถ’ หินวิญญาณจากหลิวเยียนผิงมาได้ แต่เงินนั่นก็กลายเป็นยาลูกกลอนไปหมดแล้ว ตอนนี้ในกระเป๋าของเขาเรียกได้ว่าแห้งเหี่ยว… ไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว!
หลังจากล้างหน้าล้างตาจนสดชื่นและจัดการมื้อเช้าที่โรงอาหารเรียบร้อย เมิ่งฝานก็กลับมาเริ่มงานกิจวัตรประจำวันนั่นคือการขัดกระบี่
เขากำจัดคราบไคลศาสตราจนครบทั้งสี่สิบเล่ม ทว่ามีเพียงเล่มเดียวเท่านั้นที่มีไออาถรรพ์สถิตอยู่ เมิ่งฝานจึงใช้ ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ เข้าชำระล้างพลังด้านลบนั้น จนได้เรียนรู้วิชา ‘กระบี่ตัดใบไม้’ มาไว้ในครอบครอง แต่มันเป็นเพียงวิชาพื้นฐานที่ธรรมดาเสียจนไม่มีอะไรโดดเด่น ยิ่งเมื่อเทียบกับ ‘กระบี่วารีคลั่ง’ ที่เขาได้เรียนรู้จากหลิวเยียนผิงแล้ว วิชานี้แทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย
ทางด้านศิษย์พี่หลัวยังคงรักษามาตรฐานความขี้เกียจได้เป็นอย่างดี เขานอนยาวจนดวงอาทิตย์โด่งขึ้นสามลำไม้ จึงค่อย ๆ บิดขี้เกียจก้าวเท้าออกมาจากห้อง
เมิ่งฝานซึ่งยืนดักรออยู่ก่อนแล้ว รีบตรงเข้าไปหาพร้อมกับยื่นซากกระบี่ภูเขาทองแดงให้ทันที
ศิษย์พี่หลัวจ้องมองกระบี่ภูเขาทองแดงที่หักสะบั้นเป็นสองท่อนด้วยความอึ้งงัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!? กระบี่ที่เจ้าเพิ่งเลือกไปเมื่อคืน… เจ้าไปทำอีท่าไหนให้มันหักเป็นสองท่อนแบบนี้ได้ฮะ?”